วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พาณิชย์ชี้สัปดาห์หน้าสินค้าทยอย'ลดราคา'

"ฉัตรชัย"มั่นใจสัปดาห์หน้าสินค้าทยอย"ลดราคา"นำร่องกลุ่มน้ำมันหล่อลื่น พร้อมเดินหน้าดันการค้าชายแดน

ด้านหอการค้าไทย ระบุต้นทุนลด ผู้ประกอบการพร้อมลดราคา เตือนภาคเอกชนระวังค่าเงินบาทผันผวน หวั่นเสียเปรียบคู่แข่ง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังรับฟังแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการค้าชายแดนไทย กรณีศึกษา แม่สอด-เมียวดี และมอบวุฒิบัตรผู้สำเร็จหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 7 ประจำปี 2557 ว่า การลดราคาสินค้าตามต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลงนั้น ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในวิเคราะห์ต้นทุนสินค้าอุปโภคและบริโภคเป็นรายกลุ่มสินค้าว่ามีสินค้าใดได้รับประโยชน์จากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนด้านการขนส่งบ้าง

"กรณีที่มีกระแสข่าวว่า ผู้ผลิตสินค้าอาจไม่ยอมปรับลดราคาลงนั้น มองว่า เป็นเรื่องที่พูดกันไปเอง หากเชิญผู้ผลิตสินค้ามาหารือ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน น่าจะได้รับความร่วมมือในการลดราคาสินค้าลง"

อย่างไรก็ตาม คาดว่า สัปดาห์หน้าจะเห็นสินค้าบางรายการปรับราคาลง เช่น กลุ่มน้ำมันหล่อลื่น และอีกหลายรายการที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการขับเคลื่อนการค้าชายแดน เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล เพราะมีบทบาทสำคัญต่อการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษ จากเดิม 5 เขต เป็น 5 บวก 1 โดยให้เพิ่มอีก 1 แห่งที่จังหวัดหนองคาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้าชายแดนให้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้อย่างมีศักยภาพ

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ติดตามราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคอย่างใกล้ชิด หากต้นทุนปรับลดลง ภาคเอกชนก็พร้อมจะลดราคาสินค้าลงแน่นอน โดยรัฐไม่ต้องบอกให้ลดราคาลง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศขณะนี้ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว และมีโอกาส "ซึม" ไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น หากรัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เป็น 8-10% จากเดิม 7% ในสิ้นปีนี้ตามกำหนด อาจกระทบต่อประชาชน และส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว หากเป็นไปได้ ควรชะลอการขึ้นแวตออกไปให้นานที่สุด

สำหรับการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเสนอให้รัฐบาลดำเนินการเพื่อกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะชะลอตัว คือ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในทุกส่วนให้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะงบที่ค้างท่อ งบซ่อมบำรุง งบโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ประมาณ 4% แต่ภาคเอกชนมองว่า อาจขยายตัวได้ 3.5% เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวดีนัก

”เรื่องที่ภาคเอกชนต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับปีนี้ คือ ความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งต้องการให้รัฐบาลดูแลให้ใกล้เคียงกับค่าเงินของประเทศคู่แข่ง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบด้านการค้า ยกตัวอย่าง ขณะนี้ ค่าเงินบราซิลอ่อนค่าลงประมาณ 15% เทียบดอลลาร์สหรัฐ แต่ของไทยยังเท่าเดิม"

ทั้งนี้ ทำให้ไทยเสียเปรียบในการส่งออกน้ำตาล ส่วนราคาน้ำมันที่ลดลง เป็นผลดีกับไทย ทำให้ประหยัดเงินนำเข้าน้ำมันได้มากถึง 3 แสนล้านบาท แต่หากคนไทยยังใช้น้ำมันสิ้นเปลืองอาจไม่ได้ประโยชน์ใดๆ