เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบๆ
ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทย ฟื้นตัวขึ้นจากความคาดหวังว่า ECBอาจจะออกมาตรการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม
เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยเงินบาทอ่อนค่าทะลุระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ สอดคล้องกับการร่วงลงของสกุลเงินในเอเชีย ท่ามกลางการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุนจากประเด็นปัญหาการเมืองของกรีซ อย่างไรก็ดี แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงที่เริ่มชะลอลงบางส่วน ก็ช่วยหนุนให้เงินบาทฟื้นตัวขึ้นช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ ก่อนที่จะกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ ตามสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับในวันศุกร์ (9 ม.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 32.89 เทียบกับระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 ม.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (12-16 ม.ค. 2558) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.85-33.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจต้องจับตาการตอบรับของนักลงทุนในช่วงต้นสัปดาห์ที่มีต่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ซึ่งหากข้อมูลดังกล่าวยังคงให้ภาพในเชิงบวกก็อาจทำให้เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนธ.ค. 57 สถานการณ์การเมืองของกรีซ และการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรปอาจพิจารณาเริ่มดำเนินมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรในการประชุมวันที่ 22 ม.ค. นี้ ก็น่าจะเป็นจุดสนใจของนักลงทุนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และผลสำรวจภาคการผลิต-ธุรกิจโดยเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียและเฟดสาขานิวยอร์กในเดือนม.ค. 58 รวมถึงยอดค้าปลีกและดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนธ.ค. 57
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
ดัชนี SET ฟื้นตัวขึ้นจากความคาดหวังว่า ECB อาจจะออกมาตรการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,529.42 จุด เพิ่มขึ้น 2.12% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 89.01% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 45,782.47 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 738.43 จุด เพิ่มขึ้น 5.48% จากสัปดาห์ก่อน
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันจันทร์ จากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มแบงก์และพลังงาน ก่อนที่ดัชนีจะฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับจากนักลงทุน จากความคาดหวังว่า ECB อาจจะออกมาตรการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม รวมทั้ง แรงหนุนจากบันทึกการประชุมเฟดที่แสดงถึงความระมัดระวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (12-16 ม.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อเก็งกำไรมาตรการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมของธนาคารกลางยุโรป ขณะที่ เครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ต้องติดตาม ได้แก่ ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีราคาผู้บริโภค และเครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกัน คงต้องติดตามข้อมูลการค้าของจีน และข้อมูลภาคการผลิตในยูโรโซน เพื่อประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจในประเทศเหล่านั้นด้วยเช่นกัน









