วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอเซียจอยท์'ลุยพลังงานทดแทน

(สัมภาษณ์พิเศษ) "เอเซียจอยท์" ลุยพลังงานทดแทน ปรับภาพธุรกิจก่อนขยับเข้าเซ็ท

"เอเซีย จอยท์ พาโนราม่า" ล้างภาพหุ้นปั่น ยันผู้บริหารเน้นสร้างธุรกิจให้เกิดกำไร เดินหน้ารุกธุรกิจพลังงานทดแทนปีหน้า รับมีโอกาสเพิ่มทุนอีกครั้ง เพื่อขยับเข้าซื้อในตลาดหลักทรัพย์

นายวรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเซีย จอยท์ พาโนราม่า (AJP) กล่าวว่า กลุ่มทุนปัจจุบันมีความมุ่งมั่นด้านการดำเนินธุรกิจ และไม่มีนโยบายยุ่งเกี่ยวกับราคาหุ้น

"ยอมรับว่าที่ผ่านมาราคาหุ้นมีการปรับตัวอย่างหวือหวาและทางตลาดหลักทรัพย์ก็มีการสอบถามถึงสาเหตุที่ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญมาโดยตลอด ซึ่งบริษัทได้ชี้แจงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น"

ก่อนหน้ากลุ่มโอสถานุเคราะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มทุนใหม่เข้ามา บริษัทมีธุรกิจหลักคือผู้ให้เช่าช่องทีวีดาวเทียมจำนวน 8 ช่อง และภายหลังกลุ่มทุนใหม่เข้ามา บริษัทได้มีช่องสัญญาณดาวเทียมเพิ่มเป็น 16 ช่อง รวมทั้งได้จับมือกับพันธมิตร ร่วมผลิตรายการโทรทัศน์ เพื่อให้เข้ากฎเกณฑ์ของกสท. นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มธุรกิจใหม่ คือจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อเพิ่มฐานรายได้ให้กับบริษัท

ปัจจุบัน สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 5 อันดับแรก ประกอบด้วย นายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ ถือหุ้นในสัดส่วน 22.16% นายสันติ โกวิทจินดาชัย ถือหุ้นในสัดส่วน 2.91% นายวรพจน์ หิรัณย์ภิวงศ์ ถือหุ้นในสัดส่วน 2.44% บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 2.24% และนายอานนท์ ทองหยาด ถือหุ้นในสัดส่วน 2.01%

สำหรับความคืบหน้าการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท ยูเบสท์ พ้อยท์ มีเดีย จำกัด 5.62 ล้านหุ้น มูลค่า 45 ล้านบาท และสิทธิในสัญญาสัมปทานเช่าเหมาเวลาโฆษณา หรือร่วมผลิตรายการกับบริษัท มีเดีย เอเจนซี ไทย จำกัด มูลค่า 740 ล้านบาท โดยจะชำระราคาบางส่วนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ AJP ในราคาหุ้นละ 8 บาท

ขณะนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว และภายหลังการเข้าซื้อหุ้นบริษัท ยูเบสท์ พ้อยท์ มีเดีย ด้วยการชำระราคาบางส่วนเป็นหุ้นสามัญของบริษัท ทางบริษัท ยูเบสท์ พ้อยท์ มีเดีย จะเข้าถือหุ้นบริษัท ในสัดส่วน 20%

"เมื่อมียูเบสท์ มาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจแล้ว ต้นทุนในการผลิตรายการทีวีจะลดลง เนื่องจากยูเบสท์ มีสตูดิโอสำหรับถ่ายทำ ประเมินว่าต้นทุนการผลิตจะลดลงประมาณ 20% นอกจากนี้ ยูเบสท์ยังมีสินทรัพย์อยู่ มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย อาคารสำนักงาน อุปกรณ์ และที่ดิน"

นายวรัญญู กล่าวว่า แผนธุรกิจปี 2558 บริษัทจะเน้นธุรกิจบริการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้นหลังจากที่มีพันธมิตรเข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ ก็จะยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นรายการที่เจาะตลาดเฉพาะ อาทิ รายการเกี่ยวกับการเกษตร เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการแข่งขันต่ำ

บริษัทคาดการณ์รายได้ปีนี้จำนวน 750 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ 150 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 20% ธุรกิจจัดกิจกรรมทางการตลาด 300 ล้านบาท หรือคิดเป็น 40% และรายได้จากค่าโฆษณา 300 ล้านบาท คิดเป็น 40% ทั้งนี้ อัตรากำไรสุทธิของธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ อยู่ที่ 14% ธุรกิจจัดกิจกรรมทางการตลาดอยู่ที่ 15% และธุรกิจขายเวลาโฆษณามีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 30%

ด้านผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2557 บริษัทมีรายได้รวม 43.08 ล้านบาท ลดลง 7.41% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 46.53 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/2557 จำนวน 5.14 ล้านบาท ลดลง 28% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7.14 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2557 บริษัทยังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ 50 ล้านบาท

"ปี 2557 จะมีรายได้ประมาณ 150 ล้านบาท จากงวด 9 เดือนที่มีรายได้รวม 115 ล้านบาท ส่วนกำไรปี 2557 คาดการณ์ที่ 20 ล้านบาท และปี 2558 กำไรจะดีกว่าปี 2557 และเมื่อผลประกอบการบริษัทดีขึ้น จะสามารถนำผลกำไรไปล้างขาดทุนสะสมได้ และจะสามารถดำเนินการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้"

นายวรัญญู กล่าวเพิ่มว่า บริษัทยังคงมองหาธุรกิจอื่นเพื่อเข้าลงทุนเพิ่ม โดยเน้นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสูง มีการเติบโตต่อเนื่อง ขณะนี้กำลังศึกษาการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวมวล เบื้องต้นคาดว่า จะได้ข้อสรุปเรื่องการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ภายในปี 2558 ล่าสุดได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการหลายราย เพื่อเข้าเป็นผู้ลงทุนในโครงการ

สาเหตุที่สนใจลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนคุ้มค่า โดยบริษัทคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ประมาณ 12% นอกจากนี้ พลังงานทดแทนยังเป็นธุรกิจที่รัฐบาลให้การสนับสนุน ประกอบกับช่วงที่ผ่านมา มีผู้ได้ไลเซ่นส์จำนวนมากที่ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงต้องถูกยึดใบอนุญาต และนำมาประมูลใหม่ ทำให้โอกาสในการเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น หากบริษัทเข้าลงทุนในโครงการพลังงานแล้ว จะเริ่มได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในปี 2559

หากได้ข้อสรุปเรื่องการลงทุนในพลังงานทดแทน บริษัทยอมรับว่า อาจต้องมีการเพิ่มทุน เพื่อเพิ่มขนาดของบริษัทให้สามารถเข้าลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ หากบริษัทมีการพิจารณาเพิ่มทุน เพื่อลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนแล้ว แนวทางต่อไปคือการขยับเข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ธุรกิจประเภทเทคโนโลยีและการสื่อสาร ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทสนใจเข้าลงทุน แต่ยังเป็นโครงการในอนาคต