ธุรกิจอาหารปี 58 แข่งดุ ตลาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการทั่วโลกหันลงทุนอาเซียนกระจายเสี่ยง
ธุรกิจอาหารของไทย ทั้งผู้ประกอบการทางด้านวัตถุดิบ เครื่องปรุงรส เครื่องประกอบอาหาร และเชนร้านอาหาร ยังคงเดินหน้าขยายกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ "อาเซียน" ตลาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการทั่วโลกต่างสนใจแห่เข้าลงทุนรับการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
จิตติพร จันทรัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด หรือ เอ็กซ์โอ ผู้ผลิตจัดหาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสและเครื่องประกอบอาหารไทย กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปี 2558 ว่า บริษัทมีแผนขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายเพื่อเปิดตลาดในฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมทั้งอินโดนีเซีย
"ตลาดอินโดนีเซีย มีโอกาสการเติบโตทางธุรกิจอย่างมาก เพราะมีประชากรจำนวนมากกว่า 200 ล้านคน ขณะเดียวกัน ก็มีความท้าทายด้านการขนส่ง โดยเฉพาะทางบก ที่มีสภาพการจราจรที่หนาแน่น และระยะทางระหว่างเมืองต่างๆ ค่อนข้างห่าง"
ปัจจุบัน เอ็กซ์โอ มีการส่งออก 50 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วย ยุโรป เป็นตลาดใหญ่สุด 70% ตามด้วยสหรัฐ 15% ในปี 2557 ได้ขยายตลาดใหม่ๆ อาทิ มาซิโดเนีย ปากีสถาน และอีก 2-3 ประเทศในตะวันออกกลาง
บริษัทมีแผนสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง พื้นที่กว่า 12 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิต ภายในไตรมาสแรกนี้ คาดแล้วเสร็จปลายปี 2558 ใช้งบลงทุนกว่า 250 ล้านบาท เป็นงบก่อสร้างโรงงาน 80 ล้านบาท เครื่องจักร 170 ล้านบาท คาดช่วยเพิ่มกำลังการผลิต 6 เท่า ในกรณีเดินเครื่องจักรตลอด 24 ชม. เอ็กซ์โอ มีสินค้าทำตลาด 7 แบรนด์ รวม 500 เอสเคยู
“ตลาดเครื่องปรุงรสและประกอบอาหารมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะประชากรทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความต้องการบริโภคอาหาร การปรุงและประกอบอาหารต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย"
ในปีนี้ คาดตลาดส่งออกปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศฟื้นตัว ขณะเดียวกัน การเดินทางท่องเที่ยวต่างๆ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหาร ช่วยขยายฐานผู้ที่นิยมบริโภคอาหารไทยเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนรูปแบบการทำอาหารในปัจจุบันที่ "ไม่ตายตัว" ส่งผลให้เกิดการบริโภคเครื่องปรุงต่างๆ ข้ามวัฒนธรรมกันมากขึ้น
เชนร้านอาหารมูลค่าแตะ1.1แสนล้าน
ขณะที่กลุ่มร้านอาหารแบบเครือข่าย มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติ ขณะที่ "นักลงทุน" ทั้งกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม อุปโภคบริโภค ธุรกิจผลิตอาหาร กระจายการลงทุนสู่ธุรกิจร้านอาหารเพื่อกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าปี 2558 เชนร้านอาหารจะมีมูลค่ารวม 1.08-1.1 แสนล้านบาท เติบโต 6.9 - 8.9% การขยายตัวของตลาดทำให้การแข่งขัน และต้นทุนการประกอบธุรกิจสูงขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายที่สำคัญ คือ ภาวะการจับจ่ายใช้สอย และการรับประทานอาหารนอกบ้านของคนไทยที่ลดลง
"เพื่อควบคุมต้นทุน ส่งผลให้เชนร้านอาหารต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทำเล แบรนด์ และรูปแบบอาหาร"
ผู้ประกอบการรายเดิม ยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะการขยายสาขาในหัวเมืองรองยังคงเติบโตได้ดี แต่ก็มีความท้าทายในด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคท้องถิ่น "ยังไม่สูงมากนัก" เมื่อเทียบกับชาวกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองหลัก จึงอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ และการคืนทุนที่อาจต้องใช้เวลานานกว่า
เลือกแบรนด์เหมาะสมกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม มีความเคลื่อนไหวด้านการเลือกทำเลที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงจากการให้ความสำคัญกับการขยายสาขาจำนวนมากในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และคอมมูนิตี้มอลล์ มาสู่การเลือกทำเลที่จะสามารถขยายสาขามากขึ้น เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของลูกค้า และการแข่งขันยังไม่รุนแรงมากนัก รวมถึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกแบรนด์ให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ
ทางด้านผู้ประกอบการรายใหม่ วางกลยุทธ์ขยายธุรกิจมุ่งเจาะช่องว่างและนำเสนออาหารสัญชาติใหม่ๆ ในรูปแบบที่แตกต่างเพื่อเป็นตัวเลือกใหม่ ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยหลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมที่ประกอบไปด้วยอาหารไทย ญี่ปุ่น อาหารจีน เกาหลี อาหารปิ้งย่าง สุกี้ ชาบู ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ และพิซซ่า
"ภาวะที่คนไทยมีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ ทั้งในรูปแบบเงินสดและผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต ที่อาจส่งผลให้การรับประทานอาหารนอกบ้านเติบโตในกรอบจำกัด เช่น เฉพาะช่วงเวลาเร่งรีบ หรือเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลต่างๆ เท่านั้น ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น การเติบโตของรายได้และกำไรในอนาคตจึงอาจไม่สูงเทียบเท่าอดีต"
ลงทุนอาเซียนหนีแข่งขัน-ลดเสี่ยง
ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันและกระจายความเสี่ยงจึงได้เห็นแนวโน้มการขยายการลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการหาโอกาสจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า เวียดนาม ลาว ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อ ที่สำคัญวิถีชีวิตและรสนิยมในการรับประทานอาหารไม่แตกต่างจากคนไทย
เชนร้านอาหารที่มีการขยายธุรกิจไปอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว มีแนวโน้มขยายสาขา และขยายต่อไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่ม
เชนร้านอาหารในไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางบริการด้านอาหารของอาเซียน จากความพร้อมทั้งในด้านชื่อเสียง องค์ความรู้ ประสบการณ์ บุคลากรที่มีทักษะ และเงินทุน ที่จะขยายไปสู่การเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบ อาหารกึ่งสำเร็จรูป และอาหารสำเร็จรูปได้
ในปี 2558 คาดว่าธุรกิจอาหารในไทยเติบโต 6.9 - 8.9% จากปีที่ผ่านมา คาดเติบโต 3.6% เป็นผลจากการจับจ่ายใช้สอยและการรับประทานอาหารนอกบ้านของคนไทยลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น
สำหรับร้านอาหารทั่วไปในปีนี้ คาดมีมูลค่า 2.67- 2.75 แสนล้านบาท เติบโต 2.9-5.9% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 2.59 แสนล้านบาท ส่งผลให้ "ธุรกิจร้านอาหาร" ครอบคลุมเชนร้านอาหารและร้านอาหารทั่วไปมีมูลค่ารวม 3.75- 3.85 แสนล้านบาท เติบโต 4-6.8% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 3.6 แสนล้านบาท






