"ทีเอ็มเอ" สกัดมุมมองซีอีโอแถวหน้าเมืองไทย รับมือธุรกิจผันผวนในระยะ 5-10 ปี
ซีอีโอส่วนใหญ่ระบุ "ผู้นำ" ในยุคถัดไป ต้องเห็นก่อน เห็นไกล และไปเร็ว มองธุรกิจไทยเชื่อมโยงภูมิภาคและโลก ที่สำคัญต้องกล้าเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง
นางสาววรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) กล่าวถึงแนวทางการบริหารธุรกิจไทยจากนี้ว่า จะเต็มไปด้วยความท้าทาย เนื่องจากขอบเขตการค้าและการลงทุนจะขยายจากไทยไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก เป็นผลจากการเปิดเสรีทางการค้า
ดังนั้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สมาคมฯได้จัดทำหนังสือการบริหารจัดการธุรกิจ Global Vision of 50 Leaders โดยสัมภาษณ์อย่างเจาะลึกวิสัยทัศน์ผู้นำแถวหน้า 50 ราย ในหลากหลายอุตสาหกรรม บอกเล่าถึงอนาคต และแนวโน้มการบริหารธุรกิจในระยะ 5-10 ปีจากนี้
องค์กรต้องขยันสร้างเครือข่าย
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี มองว่า ในอนาคตโลกจะยิ่งเชื่อมต่อกันมากขึ้น องค์กรจึงต้องทำตัวให้ไว ให้คล่อง ติดตามข่าวสารและย่อยข้อมูลต่างๆ ได้ดี ขยันสร้างเครือข่าย ทำองค์กรให้มีพลวัต ตอบสนองได้ และเข้มแข็ง
นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ไทยมีโอกาสมากในเออีซี และมีโอกาสเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่า ไทยเราจะหยิบโอกาสมาต่อยอด หรือว่าจะทิ้งไป
ธุรกิจต้องกล้าเปลี่ยน
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เห็นว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบจะไม่ได้มีเพียงแค่ในประเทศ แต่เป็นแรงเหวี่ยงระดับภูมิภาคและระดับโลก ดังนั้นการวางกระบวนการทำงาน จะต้องไม่ใช่ดีที่สุดในไทย แต่ต้องดีที่สุดในระดับนานาประเทศ จากนี้ไปการเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องปกติที่พนักงานเลิกตื่นเต้น เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่ต่างอะไรกับการตื่นเช้ามาแล้วต้องกินข้าว
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และอดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ให้ทัศนะว่า ทำธุรกิจต้องรู้จักยืนด้วยตัวเอง จะไปหวังรอรัฐบาล รอบริษัทแม่ รอคนมาช่วยไม่ได้ พอเปิดอาเซียน พม่าเริ่มเด่นกว่าไทย อินโดนีเซียก็เริ่มเนื้อหอมกว่า หมายความว่าจะรอให้ใครมาลงทุนในไทยอาจสายเกินไป เพราะความเนื้อหอมของไทยหายไปเยอะ จึงต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง
ไทยต้องเร่งสร้างนักบริหาร
นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มองว่า ไทยต้องเร่งสร้างนักบริหารจัดการคนไทย เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ได้มีโอกาสทำเงินและศึกษาเทคโนโลยีการจัดการที่จะทวีมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต
ขณะที่ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเข้ามากระทบองค์กร แบ่งเป็น 2 ระดับ อย่างแรกเป็นภาพกว้างในเรื่องเศรษฐกิจ และถัดมาคือระดับธุรกิจ ในการรับมือกับความผันผวนทุกรูปแบบคือ ทัศนคติและวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ว่ายอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงไร และตื่นตัวต่อการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ หรือไม่
นายจรัมพร โชติกเสถียร อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัทไทยมักจะไม่ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ขณะที่หลายบริษัทที่เริ่มขยายตัวไปต่างประเทศ ก็ไม่สามารถหาคนไปทำงานต่างถิ่นได้ เพราะทุกคนรักความสบาย ไม่รู้สึกท้าทาย การเปลี่ยนแปลงในองค์กรต้องเริ่มจากการเปลี่ยนกลยุทธ์ การถือครองธุรกิจในประเทศ มาเป็นการเกาะกุมธุรกิจในภูมิภาค เพื่อให้ทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้กลยุทธ์นี้ได้ปรับตัวตามกันไป
ผู้นำต้องใช้คนเป็น
ด้าน นายฉัตรชัย บุญรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) เห็นว่า ผู้นำในโลกอนาคต ไม่จำเป็นต้องลงมือทำทุกเรื่อง แต่จะต้องเป็นผู้ที่คอยให้การสนับสนุนที่ดี ตื่นตัวและสนุกกับการค้นหาสิ่งใหม่ๆ จากภายนอก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับคนในองค์กร ไม่เช่นนั้นองค์กรจะจมอยู่กับความจำเจ ยิ่งผู้นำใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องหาความรู้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ธุรกิจต้องใช้มุมมองกว้าง แล้วซอยย่อยออกมาเป็นมุมมองเล็กๆ คนมองมุมกว้างคือคนที่สร้างโลก จะสามารถขยายไปได้เรื่อยๆ แต่คนที่มองมุมแคบก็จะเห็นแต่ภาพเล็ก จะไม่มีทางเห็นเลยว่าเรากำลังจะไปแข่งขันกับใคร ต่อไปการแข่งขันจะไร้ขอบเขตเป็นตลาดเดียว มีทั้งตลาดที่ดีกว่าเราและแย่กว่าเรา วิสัยทัศน์ผู้บริหารจะเป็นตัวกำหนดว่า โอกาสอยู่ที่ไหน อะไรที่เป็นข้อจำกัด
เป้าหมายต้องรุกธุรกิจโลก
นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด มองว่า เป้าหมายของบริษัทจะไม่แข่งขันกับในประเทศ แต่จะแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมุ่งวิสัยทัศน์ที่จะนำเสนอความแปลกใหม่ให้กับประเทศ บริษัทต้องการไปให้ถึงระดับโลกแบบสุดทาง
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การเป็นองค์กรระดับโลก สิ่งสำคัญคือความชัดเจนในเป้าหมาย และทำในสิ่งที่องค์กรชำนาญ รูปแบบธุรกิจ ควรสะท้อนให้เห็นถึงความเก่งขององค์กร ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
นายชนินทธ์ โทณวณิก กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ให้มุมมองว่า จุดอ่อนของผู้บริหารระดับสูงคนไทยที่ยังขาดอยู่มากคือ เทคนิคการบริหารและประสบการณ์ที่เข้มข้น เป็นผลมาจากความเคยชินของการบริหารจัดการธุรกิจแบบครอบครัว ไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน กล้าให้มาก
ผู้นำเริ่มต้นจากนำตัวเอง
นายชาติศิริ โสภณพานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผู้บริหารที่สามารถรับมือกับการเติบโตขององค์กรในระดับสากล จะต้องมีคุณสมบัติหลักๆ 3 ประการคือ เป็นผู้นำตนเอง เป็นผู้นำคนอื่น และเป็นผู้นำธุรกิจ
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เห็นว่า หากองค์กรปราศจากการวางกลยุทธ์ที่ดีและรอบคอบ ย่อมส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะก้าวย่างของเออีซี ธุรกิจจำเป็นจะต้องมองภาพกว้าง คิดให้ไกล เข้าใจให้ถึงแก่น
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ให้ทัศนะว่า ธุรกิจต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้นำต้องหมั่นสร้างโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ต้องกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายทางธุรกิจให้แน่นอนชัดเจน กำหนดคุณค่าและความเชื่อร่วม ให้ทันกับความเคลื่อนไหวของโลก
นายถกลเกียรติ วีรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด ระบุว่า องค์กรต้องชัดเจนในตัวเองว่ามีจุดยืนเป็นอย่างไร มีจุดแข็งอยู่ตรงไหน เหมือนหรือต่างจากองค์กรแบบเดียวกันหรือไม่ อย่างไร การหาตัวตนขององค์กรให้เจอจะทำให้เติบโตได้ และการสร้างคนให้พร้อมเรียนรู้ ก็เป็นส่วนสำคัญทำให้องค์กรก้าวไปได้ในระดับโลก
ธุรกิจไม่ตีกรอบเฉพาะไทย
ด้าน นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ให้มุมมองว่า ขอบเขตการค้าและการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน ไม่ได้ตีกรอบแค่ในไทยอีกต่อไป ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโต ไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเติบโตนั้นหรือไม่ หรือรอให้ประเทศเพื่อนบ้านเก่งขึ้น จนทำให้ช่องว่างด้านความสามารถระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านหดแคบ ขึ้นกับมุมมองผู้นำว่าจะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านแล้วขึ้นเป็นผู้นำ หรือเตรียมรับมือแล้วรอให้เพื่อนบ้านมาบุกไทย
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจ บริษัทต้องเลือกที่จะเติบโตไปพร้อมกับพนักงาน เพราะเป็นทางสายเอกที่ทำให้ชนะทุกฝ่าย เจ้าของกิจการได้ผลงานที่ดี ลูกน้องได้ทำงานที่รัก และสุดท้ายลูกค้าก็ได้บ้านที่สมบูรณ์แบบ ความใส่ใจในตัวพนักงาน มองพนักงานเหมือนคนในครอบครัว จะทำให้ธุรกิจเปลี่ยนจากบ้านๆ ไปสู่ความเป็นอาณาจักรในเออีซี
และนายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เห็นว่า สิ่งที่ผู้บริหารไทยควรเร่งพัฒนาคือความดี มาเสริมกำลังกับความเก่ง ผู้นำอย่าคิดทำรายได้ให้องค์กรเพียงอย่างเดียว การคิดแบบนี้ทำให้คุณค่าองค์กรด้อยลง คุณค่าที่แท้จริงไม่ควรอยู่ที่รายได้ แต่เป็นความสุขใจ จึงต้องหาจุดที่สมดุลกันระหว่าง การสร้างรายได้กับการเติมเต็มความสุขใจ








