สั่งกพร.ปรับเกณฑ์เลขาฯบีโอไอ'ระดับ11'

"ปรีดิยาธร" สั่งกพร.ปรับคุณสมบัติเลขาธิการบีโอไอเป็นระดับ11 รับภาระงานเพิ่มในอนาคต ก่อนสรรหาเลขาธิการคนใหม่
ขณะที่บีโอไอ โชว์ผลงานยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนปี57 สูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 2 ล้านล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งมา 49 ปี
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่ว่างเว้นอยู่ โดยรัฐบาลได้สั่งให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ปรับเพิ่มคุณสมบัติเลขาธิการบีโอไอจากข้าราชการระดับ 10 เป็นระดับ 11 เนื่องจากขอบเขตการทำงานของเลขาธิการบีโอไอ จะต้องครอบคลุมการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในต่างประเทศ และการส่งเสริมการลงทุนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย
ทั้งนี้หลังจากก.พ.ร.แก้หลักเกณฑ์แล้ว จะต้องเสนอครม. ตามขั้นตอน จากนั้นจะมีการสรรหาเลขาธิการบีโอไอ โดยผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอาจเป็นการเลื่อนที่ปรึกษาบีโอไอที่มีตำแหน่งระดับ 10 ในปัจจุบันขึ้นเป็นระดับ 11 หรืออาจเป็นการย้ายข้าราชการระดับ 11 จากหน่วยงานอื่นที่มีความเหมาะสมก็ได้ เป็นอำนาจการตัดสินใจโดยตรงของนายกรัฐมนตรี
นางหิรัญญา สุจินัย รักษาราชการแทนเลขาธิการบีโอไอ กล่าวถึงยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ผ่านมาสูงสุดปีละ 1,000-2,000 โครงการเท่านั้น ยอดสูงสุดเคยอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท แต่สาเหตุที่ทำให้มียอดขอเข้ามามากเป็นพิเศษ น่าจะเป็นผลจากการที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนชุดเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2557 และโอกาสที่เปิดกว้างของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี การอำนวยความสะดวกในการลงทุนของบีโอไอแก่นักลงทุน
ส่งผลให้รอบปีที่ผ่านมา ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนมีกว่า 3,000 โครงการ โดยกว่า 50% เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านสาธารณูปโภคอย่างโรงไฟฟ้า โครงการลงทุนอีโคคาร์ 2 และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร มูลค่าโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุน กว่า 1.5 ล้านล้านบาทแล้ว เบื้องต้นน่าจะมียอดสูงถึง 2 ล้านล้านบาท
นางหิรัญญา ยืนยันว่า สิทธิประโยชน์ที่บีโอไอ ให้ตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ได้ลดน้อยลง ยังแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้ อย่างไรก็ตามยังมี นักลงทุนบางส่วนยังเข้าใจว่า กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีลดลงเมื่อเทียบกับนโยบายเดิม แต่หากนักลงทุนมาเข้าร่วมฟังสัมมนา และรับทราบแนวทางการส่งเสริมจากบีโอไอ จะทำให้ทราบว่า โครงการลงทุนต่างๆ มีโอกาสที่จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงไม่ต่างจากนโยบายเดิม เช่น หากลงทุนในพื้นที่ 20 จังหวัด ที่มีรายได้ต่อหัวต่ำจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 3 ปีจากเกณฑ์ปกติ หรือหากลงทุนเพิ่มในด้านการวิจัยและพัฒนา ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มตามสัดส่วนที่ลงทุน ตั้งแต่ 1-3 ปี หรือหากลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมทั่วไป ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มอีก 1 ปี







