วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.หั่นจีดีพีปีหน้าโต4%

ธปท.ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 0.8% ส่วนปีหน้าโตได้ 4% พร้อมหั่นเป้าส่งออกปีหน้าเหลือ 1%

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องแต่ขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออก

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. กล่าวว่า กนง.ได้ปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือ 0.8% จากเดิมที่ประเมินว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ส่วนปีหน้าได้ปรับลดคาดการณ์เติบโตเหลือ 4% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.8%

"เรามองว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนี้จะขยายตัวได้ราว 2.7% ส่วนไตรมาสแรกปีหน้า น่าจะโตได้มากกว่า 4% สาเหตุหนึ่งเป็นผลจากฐานต้นปีนี้ที่อยู่ระดับต่ำ แต่ค่าเฉลี่ยทั้งปีในปีหน้าจะยังอยู่ที่ประมาณ 4%" นายเมธีกล่าว

วานนี้ (26 ธ.ค.) ธปท.เปิดเผยรายงานนโยบายการเงิน เดือนธ.ค. 2557 ซึ่งเป็นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการเปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจใหม่

รายงานดังกล่าวระบุว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นอย่างช้าๆ ตามการจ้างงานและรายได้นอกภาคเกษตรปรับดีขึ้น และกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่การใช้จ่ายในสินค้าคงทนโดยเฉพาะยานยนต์ฟื้นตัวช้ากว่าคาด เนื่องจากข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือของรัฐไม่สามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงจากราคาสินค้าเกษตรได้ทั้งหมด

นอกจากนี้การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มล่าช้าและต่ำกว่าคาดโดยเฉพาะการลงทุน ส่วนหนึ่งจากการตรวจสอบความโปร่งใสและการทบทวนโครงการลงทุน ข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการเบิกจ่ายของหน่วยงานภาครัฐที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับขนาดของโครงการลงทุนรวมทั้งการขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง

เมื่อรวมกับอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้าส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอออกไป ยกเว้นการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมที่เพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี 2557 เพื่อรองรับความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเครือข่าย 3G

ในด้านการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มฟื้นตัวช้าตามเศรษฐกิจคู่ค้าที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยูโร ญี่ปุ่นและจีนซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเอเชียรวมทั้งไทย แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวต่อเนื่องก็ตาม

นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และข้อจำกัดด้านการผลิตที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขยังคงเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกไปอีกระยะหนึ่ง สำหรับการส่งออกบริการปรับดีขึ้นตามนักท่องเที่ยวจีนที่ความเชื่อมั่นฟื้นตัวเร็ว และในระยะข้างหน้าคาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากราคาน้ำมันที่ลดลง

แต่โดยรวมการฟื้นตัวยังค่อนข้างจำกัดเนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปและรัสเซีย รวมทั้งนักท่องเที่ยวบางส่วนอาจยังกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในไทย

ส่งออกปีนี้ติดลบ-ปีหน้าโต1%

นายเมธี กล่าวว่ากนง. ยังได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ส่งออกไทยในปีนี้เป็นหดตัว 0.5% จากเดิมที่คาดว่าจะไม่เติบโตเลย หรือเติบโต 0% ส่วนในปีหน้าได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเหลือ 1% จากเดิมที่ประเมินว่าจะขยายตัวได้ 4%

สาเหตุที่ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขส่งออกใหม่ โดยลดลงจากเดิมค่อนข้างมากนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุปสงค์ต่างประเทศฟื้นตัวช้าตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ขยายตัวได้ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในกลุ่มยูโร ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งทำให้การส่งออกของเอเชียและประเทศไทยได้รับผลกระทบด้วย แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวบ้างแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มว่าจะอยู่ในระดับต่ำตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ตลอดจนประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านการผลิตที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังส่งผลกดดันต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะต่อไป

ท่องเที่ยวไทยฟื้นปีหน้า

การส่งออกบริการ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามนักท่องเที่ยวจีนที่ความเชื่อมั่นฟื้นตัวเร็ว โดยกนง.ประเมินการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ไว้ติดลบ 7.3% แต่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ 7.9% ในปีหน้า

นายเมธี กล่าวว่า การส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาด ส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมในปีหน้ามีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าเดิมที่เคยประเมินไว้ ทำให้ กนง. ปรับลดคาดการณ์เติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าลงมาอยู่ที่ 4%

"เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ตลอดช่วงประมาณการทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออก โดยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นอย่างช้าๆ ตามการจ้างงานและรายได้นอกภาคเกษตรที่ค่อยๆ ปรับดีขึ้น รวมทั้งกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง"

ส่วนการบริโภค ถ้าดูการใช้จ่ายสินค้าคงทนโดยเฉพาะยานยนต์ฟื้นตัวช้ากว่าคาด เนื่องจากข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือของรัฐไม่สามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงจากราคาสินค้าเกษตรได้ทั้งหมด

ตลาดอสังหาฯฟื้นตัว

ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยการฟื้นตัวค่อนข้างจำกัดในกลุ่มกำลังซื้อปานกลางขึ้นไปส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่ได้เร่งเปิดขายโครงการใหม่มากนักเนื่องจากครัวเรือนบางส่วนยังมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงและสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ

เริ่มเห็นสัญญาณการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยบ้าง และต้องติดตามควบคู่กับการฟื้นตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะต่อไป

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวต่อเนื่องทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยค่าเฉลี่ยของยอดจองซื้อที่อยู่อาศัยปรับดีขึ้นจาก 27 9%ในไตรมาสที่ปี 2557 มาอยู่ที่ 5% ในเดือนต.ค. 2557 เป็นผลจากการจองซื้ออาคารชุดที่ราคามากกว่า 5 ล้านบาทต่อหน่วยเป็นสำคัญสะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไปยังมีอยู่ สอดคล้องกับจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อนและจำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ที่เพิ่มขึ้นเช่นกันโดยเฉพาะอาคารชุดที่เป็นสินค้าหลักในตลาด

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบางส่งผลกระทบต่อรายได้และการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้ซื้อที่มีรายได้ต่ำ

ทั้งนี้ ภาระหนี้ครัวเรือน ที่อยู่ใน ระดับสูงจากการก่อหนี้ที่เร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนด้อยลงบ้างสะท้อนจากสัดส่วนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยค้างชาระเกินเดือนของธนาคารพาณิชย์ และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยค้างชาระ

เบิกจ่ายรัฐช้ากว่าคาด

นายเมธี กล่าวว่าการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มล่าช้าและต่ำกว่าคาดโดยเฉพาะการลงทุน

"ถ้าดูความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ความเสี่ยงด้านบวกดูจะมีน้ำหนักกว่าความเสี่ยงด้านลบ คือ ภาครัฐอาจเร่งใช้จ่ายได้มากกว่าที่คาด ทำให้การลงทุนของภาคเอกชนฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาด"

ขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจส่งผลดีต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชนมากกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงด้านลบ คือ เศรษฐกิจโลกอาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด และรายได้เกษตรกรที่ตกต่ำอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคมากกว่าที่คาด

คาดเงินเฟ้อปีหน้าโตแค่1.2%

ด้านเงินเฟ้อ นายเมธี กล่าวว่า จากราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตลาดโลกที่ลดลง ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนมีแนวโน้มลดลงตาม กนง. จึงได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อในปีหน้าใหม่ โดยประเมินการขยายตัวของเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าไว้ที่ 1.2% จากเดิมที่2.1% เช่นเดียวกับเงินเฟ้อพื้นฐานที่ประเมินว่าปีหน้าจะมีการขยายตัวที่ 1.2% จากเดิมที่ 1.3%

"ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกยังมีไม่มาก ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า การผลิตน้ำมันโดยรวมของสหรัฐก็เพิ่มขึ้นจากเชลล์ออย ขณะที่กลุ่มโอเปกคงปริมาณการผลิตน้ำมันเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด โดยเรามองว่าในปีหน้าค่าเฉลี่ยของราคาน้ำมันโลกจะอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมที่เคยประเมินไว้ 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปีหน้าแนวโน้มลดต่ำลง"นายเมธี กล่าว

ชงครม.ปรับเป้านโยบายการเงินลง

สำหรับเป้าหมายการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.นั้น นายเมธี กล่าวว่า ธปท.ยังรอการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) อยู่โดยยอมรับว่า มีการเสนอให้ปรับลดกรอบเงินเฟ้อทั่วไปลงมา จากเดิมที่ใช้ค่ากลาง 3% บวกลบไม่เกิน 1.5% หรือมีกรอบอยู่ที่ 1.5-4.5%เพียงแต่ตัวเลขใหม่ที่เสนอไปยังไม่สามารถบอกได้ เพราะอยู่ระหว่างรอครม.พิจารณาอนุมัติ

"มีการเสนอตัวเลขกรอบเงินเฟ้อใหม่เพื่อให้ ครม. พิจารณา ซึ่งจริงๆ ราคาน้ำมันลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือนพ.ย. แต่เราได้เสนอตัวเลขใหม่ไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะตัวเลขที่เสนอไปเป็นการมองไปข้างหน้า และเรามองว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นระยะสั้น แต่จะเกิดไปอีกสักระยะ" นายเมธีกล่าว

มั่นใจไม่เกิดภาวะเงินฝืด

นายเมธี ยังกล่าวถึงความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันปรับลดต่ำกว่าประมาณการใหม่ของธปท.ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลด้วยว่า ถ้าราคาน้ำมันต่ำกว่าประมาณการของธปท. อาจทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสเติบโตต่ำกว่าที่คาดได้ แต่เชื่อว่าเงินเฟ้อยังโตได้แบบอ่อนๆ โดยไม่เกิดภาวะเงินฝืด

การดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า เนื่องจากเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนนโยบายการเงินยังสามารถผ่อนปรนได้อยู่ เพียงแต่อนาคตจะมีการผ่อนปรนเพิ่มเติมหรือไม่ ยังต้องขึ้นกับการพิจารณาหลายๆ ด้านประกอบกัน ทั้งความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน ซึ่งถ้าดูระยะข้างหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มว่าจะเป็นขาขึ้น ดังนั้นนโยบายการเงินในปัจจุบันจึงถือว่าผ่อนคลายพอสมควรแล้ว