วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สักกฉัฐ ศิวะบวร ปั้นเอ็กซิบิชั่นไทยลุยอาเซียน

"สักกฉัฐ ศิวะบวร" เริ่มทำธุรกิจ จากความตั้งใจอยากเห็นประเทศไทยเป็น "เจ้าของสินค้าและแบรนด์"

หนีการรับจ้างผลิตให้ทุนนอก เลยงัด "ดีไซน์" เป็นทางออกเพิ่มมูลค่าสินค้า ก่อนต่อยอดสู่การเป็น เจ้าของธุรกิจเอ็กซิบิชั่นสัญชาติไทยเต็มตัว ในวันนี้

"Not only vision but also implementation" คือ คีย์เวิร์ดที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ (เอ็กซิบิชั่น) ที่แม้จะแปรผันจากตอนตั้งบริษัท ที่เจ้าตัวลั่นว่า..

"ฝันให้ไกลไปให้ถึง ถ้าเราไปไม่ถึง เราจะไม่โทษตัวเอง! " แต่ด้วยแรงส่งที่ต้องการยกระดับธุรกิจไทยให้หลีกหนีการเป็นชาติ "รับจ้างผลิต" (OEM) เลยต้องปรับมุมมองกันใหม่ สำหรับ "สักกฉัฐ ศิวะบวร" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบริก จำกัด

สั่งสมประสบการณ์ด้าน "ดีไซน์" ร่วม 20 ปี ก่อนตัดสินใจเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง เพราะต้องการให้ผู้ประกอบการไทยหันมาสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเองบ้าง (Own brand) ประกอบกับพื้นฐานทำงานด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการมามาก เลยตกผลึกปลุกปั้นกิจการเป็นของตัวเอง นำร่องผลิตนิตยสาร "ไอ-ดีไซน์" สร้างคอนเทนต์ให้ปึ้ก ปูทางสู่การเป็นออกาไนเซอร์จัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ "สัญชาติไทย" เต็มตัว

"แบ็คกราวน์ผมอยู่ในแวดวงดีไซน์ ใจอยากให้บ้านเราหนีจากวงจรรับจ้างผลิต ย้อนไป 12 ปี เลยเปิดบริษทอินดัสเทียลดีไซน์เน็ตเวิร์ค และไอ-ดีไซน์แม็กกาซีน เพราะมองว่าการขับเคลื่อนในโลกธุรกิจบ้านเราหลายสาขา ทั้งเรื่องของสินค้าตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ จิวเวอรี่ แฟชั่น แม้กระทั่งกราฟฟิกในโฆษณาฯ ล้วนมีดีไซน์เกี่ยวข้อง การทำไอ-ดีไซน์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักธุรกิจ ผู้คนสร้างความแตกต่าง ทำมาต่อเนื่อง เลยมุ่งมั่นมาก" เขาเล่าที่มาของธุรกิจ

แม้การทำแม็กกาซีนจะเป็นขาหนึ่งของธุรกิจ แต่ปัจจุบันสิ่งที่เขาให้ความสำคัญอันดับต้นๆ คือ ธุรกิจ "เอ็กซิบิชั่น" ภายใต้ไอบริก เป็นหลัก ที่นอกจากบริษัทจะร่วมทุนกับพันธมิตรการแสดงสินค้าและนิทรรศการที่แข็งแรง "ระดับโลก" อย่าง "ปิโก้" ในการครีเอทงานแสดงสินค้าเป็นของตัวเองเกี่ยวกับด้านดีไซน์เป็นรายแรกในไทย แล้ว

การเลือกจับงานดีไซน์มานำเสนอยังเป็น "จุดขาย" ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ เพราะให้หลังไปเกือบ 10 ปี ตลาดมี "ช่องว่าง" มาก ไร้ผู้เล่นในตลาด ประกอบกับความชำนาญด้านดีไซน์ จึงมุ่งเอาดีด้านนี้มาโดยตลอด

"ไอบริกมุ่งไปที่งานแอดเวอร์ไทซิ่ง (โฆษณา) สื่อนอกบ้าน ที่โฟกัสกลุ่มนี้เพราะมองโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมนั้นๆ อีกทั้งเรามาในแพลตฟอร์มดีไซน์เป็นหลัก ยืนแล้วมั่นใจ ถ้าจะให้ไปจัดงานด้านปศุสัตว์ พืช หรือการแพทย์ก็ทำได้ แต่เราไม่เชี่ยวชาญ เมื่อยืนในแพลตฟอร์มเรา ยังไงก็แล้วแต่ เราเดินไปยาวนานแน่นอน" เขาเผยแต้มต่อ

นับถอยหลังสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้ไอบริกออกไปเจาะตลาดเอ็กซิบิชั่นนอกบ้าน นำร่อง 4 ประเทศใน CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) จุดหมายปลายทางที่โฟกัสไว้

"มองตลาดเพื่อนบ้านเป็นเป้าหมายใหญ่ อย่ามองแค่เมืองไทย" เขาย้ำจุดยืน

ด้วยโอกาสที่ว่าประตูการค้าที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้ทุนไทยเคลื่อนทัพไปนอกบ้าน คู่ขนานกับทุนข้ามชาติที่บุกมานำสินค้าและบริการ แบรนด์ใหม่ๆบุกตลาดไทย เกิดร้านค้าปลีก และนั่นทำให้กลายเป็นโอกาสของเขา ในการรุกธุรกิจป้าย สื่อโฆษณาต่างๆ ที่ต้องการดีไซน์บ่งชี้ "สัญลักษณ์" ของธุรกิจ อย่างยิ่งยวด

ไอบริก ยังมีงานที่เป็น "เรือธง" อย่างงาน Sign Asia Expo ที่ยกความคิดและเทคโนโลยีด้านการออกแบบธุรกิจป้าย นักออกแบบ สื่อและธุรกิจการพิมพ์ฯ ครบครันจากทั้งในและต่างประเทศมานำเสนอ โดยจะมาพร้อมกับงาน LED & Digital Sign ที่รวบรวมเทคโนโลยีด้านดิจิทัลสำหรับการใช้งานผนวกกับสื่อต่างๆ นี่ยังเป็นการเสริมงานทั้ง 2 ให้แกร่งเป็นแม่เหล็กเพื่อดึงดูดให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมงานกันคับคั่ง

ส่วนปีหน้า เขาตั้งใจจะครีเอทงานสัญชาติไทยอีกงานนั่นคือ "SME Biz Asia" เพื่อยกระดับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีศักยภาพ หาทางชิพตัวเองออกจากไทยไปสยายปีกสู่เวทีการค้าระดับอาเซียน รับการเปิดเออีซี ในปลายปี 2558

ทว่า..ปัจจัยเศรษฐกิจการเมืองปีนี้ที่ไม่ค่อยเอื้อ ทำให้บริษัทต้องเลื่อนการจัดงานออกไปถึง 6 เดือน

นอกจากนี้ เขายังเข้าไปรุกธุรกิจ "สื่อนอกบ้าน" ในลาว หลังได้สัมปทานการติดสติ๊กเกอร์บนรถเมล์ (Car wrapping) ทั่วเมือง บันไดขั้นต้นก่อนต่อยอดสู่การจัดงานเอ็กซิบิชั่น "Sign Asia Expo Vientiane" และขยายสู่กัมพูชา

"สนใจ CLMV เพราะใกล้บ้าน พฤติกรรมผู้บริโภคเสพละคร ดูโฆษณา ซื้อสินค้าไทย ลูกหลานมาเรียนต่อในไทย ไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงบ้านเรามาก ด้วยสิ่งเหล่านี้ เมื่อออกไปโรดโชว์ ภาคธุรกิจการผลิต เขาก็อยากให้บ้านเขามีเหมือนไทยบ้าง"

ปัจจุบันสินค้าและบริการให้ความสนใจกับสัญลักษณ์มากขึ้น ความต้องการป้าย สื่อโฆษณาต่างๆ ก็ทวีคูณตามไปด้วย เพื่อแสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์และธุรกิจเหล่านั้น เชื่อมโยงถึงการจัดงานเอ็กซิบิชั่นของเขาอย่างมาก

ทว่า การออกไป "บุกนอกบ้าน" ไม่ง่าย เขาบอกว่า...

"แค่ข้ามจังหวัดก็ยากแล้ว เพราะหนึ่งเราไม่รู้จักผู้คนละเอียดอ่อนมากพอ เช่น อยากไปลงทุนจังหวัดหนึ่งถ้าไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร ใครคือขาใหญ่ล้วนเป็นความเสี่ยง พอจะข้ามไปประเทศอื่นก็เหมือนกัน การเป็นเสือข้ามชาติ ข้ามถิ่นยากแน่นอน การข้ามไป คงไม่มีตัวตนลอยๆ แต่เราจะข้ามไปจับมือกับทุนท้องถิ่น พันธมิตร"

นั่นเป็นวิถีการเสริมแกร่งให้ธุรกิจ เพราะการปักธงนอกบ้าน สำหรับเขามุ่งหวังยกชื่อชั้นไทยให้เป็นแพลตฟอร์มงานเอ็กซิบิชั่นที่ดีแก่เพื่อนบ้าน

ต่างประเทศก็หิน ในประเทศก็เจอโจทย์ให้แก้ เมื่อความท้าทายใหม่คือ การต่อยอดความเข้าใจ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมงาน

ทำอย่างไรที่จะกระทุ้งให้เห็นว่างานแสดงสินค้าคือ "ทางลัด" ให้โลกธุรกิจ เนื่องจากงานเหล่านี้ผู้ประกอบการสามารถพบปะลูกค้าได้มากในคราวเดียว จากจำนวนผู้เข้าร่วมงานเรือนหมื่น เทียบกับการทำงานปกติ นัดเจอลูกค้าอย่างดีก็ 30 รายต่อเดือน โอกาสสูงสุด 365 รายใน 1 ปี

"คนที่เข้าใจแพลตฟอร์มงานเอ็กซิบิชั่น จะรู้ว่าช่วยร่นระยะเวลาให้โลกธุรกิจมหาศาล"

ผู้ออกบูธ ผู้ร่วมงานได้ประโยชน์ ไอบริกก็ไม่ต่าง เรียกว่า win win ทุกฝ่าย เพราะสำหรับไอบริกถือเป็นการแต่งตัวก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ใน 2-3 ปีข้างหน้า

การเข้าตลาดยังเป็นเพียงขั้นหนึ่งของการขับเคลื่อนธุรกิจ ทว่าเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นของเขาคือ..ขอทำงานแบบมีความสุข

"ผมไม่ทำงานกับความสุขของตัวเลขหรือสเกลธุรกิจว่าจะมีมูลค่ากี่ร้อยกี่พันล้านบาท แต่ขอมีความสุขกับการทำงานในแพลตฟอร์มที่สร้างเอง"

เพราะนี่คือธุรกิจที่ปั้นมากับมือ