โทรีเซนไทยจ่อซื้อบางจาก

"ทีทีเอ" หวังได้เงินเพิ่มทุน 8 พันล้านบาท ลุยธุรกิจโรงกลั่นและอุปโภค ดันผลประกอบการโตก้าวกระโดด
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการของบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA มีมติเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (อาร์โอ) เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในสัดส่วน 15 หุ้นเดิมต่อ 6 หุ้นใหม่ และรับฟรี 2 ใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนท์)
นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัททีทีเอ ก็มีความสนใจเข้าซื้อธุรกิจโรงกลั่นนั้น โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 1 ปี 2558 ส่วนธุรกิจอุปโภคบริโภคนั้นบริษัทจะให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะแต่ก่อนธุรกิจหลักของบริษัทจะผูกติดกับภาวะเศรษฐกิจโลก แต่การเข้าลงทุนในธุรกิจอุปโภคบริโภคจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ เพราะสินค้าของธุรกิจนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้แม้ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ส่วนข้อสรุปในการเข้าซื้อกิจการนั้นยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับโอกาสและความน่าสนใจของผลตอบแทนในการเข้าไปลงทุน
" ใน 2 ปีข้างหน้าบริษัทตั้งเป้าที่จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มเซ็ท 50 เพื่อให้สร้างเชื่อมั่นกับผู้ลงทุนมากขึ้น และช่วยให้นักลงทุนสถาบันสนใจเข้ามาลงทุน โดยอนาคตบริษัทตั้งเป้าที่จะเป็นหุ้นแบบ ‘ไดนามิค บลูชิพ คอมพานี’ คือสามารถสร้างกำไรคงตัว และมีการเติบโตควบคู่ไปด้วย"
นายเฉลิมชัยกล่าวว่า บริษัทคาดหวังว่าจะได้รับเงินจากการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นเดิมประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจโรงกลั่นซึ่งสามารถต่อยอดกับธุรกิจที่บริษัทมีอยู่ได้ อย่างบริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเรือขุดเจาะและงานวิศวกรรมใต้ทะเลที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน นอกจากนี้บริษัทยังสนใจที่เข้าซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เหมือนอย่างบริษัท บาคองโค จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปุ๋ย ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้
ทั้งนี้หลังจากเพิ่มทุน 7,000-8,000 ล้านบาทสำเร็จ เชื่อว่าบริษัทจะมีความสามารถในการลงทุนเกือบ 20,000 ล้านบาท จากเงินสด 2,000 ล้านบาท และความสามารถในการกู้อีก 10,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีหนี้สินต่อทุนประมาณ 0.4 เท่า โดยในปีหน้าบริษัทอาจจะมีการพิจารณาซื้อเรือหรือหาพาร์ทเนอร์เพื่อเพิ่มจำนวนเรือ หากราคาเรือปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่บริษัทตั้งไว้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีเรือทั้งหมด 24 ลำ จากที่บริษัทตั้งเป้าไว้ 30 ลำ
“ขณะนี้สัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานประมาณ 40-45% ธุรกิจขนส่งทางเรือ 30% และส่วนที่เหลือคือการเข้าไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยปกติบริษัทตั้งเป้าผลตอบแทนไว้ประมาณ 11% ของเงินลงทุน” นายเฉลิมชัย กล่าว
ในส่วนของบริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) หรือ UMS ซึ่งเป็นบริษัทย่อย อาจจะพิจารณาหาพันธมิตรร่วมทุน เพราะปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ามาติดต่อหลายราย เพราะธุรกิจถ่านหินของบริษัทสามารถต่อยอดในธุรกิจพลังงานได้ แม้บริษัทจะยังมีผลขาดทุนอยู่ แต่ที่ผ่านมาได้ลดต้นทุนและชำระหนี้เงินกู้ไปจำนวนมากแล้ว
แหล่งข่าวโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มมหากิจศิริ มีแผนที่จะเข้าประมูลหุ้นบางจาก (BCP) ในส่วนที่บริษัทปตท.ถือลงทุน 20% โดยจะนำบริษัทโทรีเซนไทยเป็นแกนนำในการยื่นประมูลครั้งนี้ และคาดว่าจะใช้เงินจากการเพิ่มทุนก้อนโต







