กกพ.ปรับลดค่าเอฟที หลังราคาน้ำมันร่วงต่อเนื่อง ชี้ระดับ 55-60 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้ทั้งปี
ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ มีแนวโน้มลดลงในปีหน้า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลง โดยเฉพาะประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าถึง 70% ซึ่งจะทำให้ในปีหน้าราคาค่าไฟฟ้าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังจากการประชุม (กกพ.) ว่าที่ประชุมได้พิจารณาค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่าเอฟที สำหรับการเรียกเก็บในเดือนม.ค.-เม.ย. 2558 โดยในที่ประชุมได้พิจารณาผลการคำนวณค่าและมีมติให้เรียกเก็บในอัตรา 58.96 สตางค์ต่อหน่วย ลดลง 10.04 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเอฟทีในงวดที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่อัตรา 69.00 สตางค์ต่อหน่วย
ทั้งนี้เหตุผลสำคัญที่ส่งผลต่อการปรับค่าเอฟทีในงวดนี้ ทาง กกพ.ได้พิจารณาจากสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตั้งแต่เดือนพ.ย. 2557 และคาดว่าราคาน้ำมันดิบจะอยู่ในระดับต่ำที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2558 ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าเอฟทีที่เรียกเก็บตั้งแต่ในงวดเดือนก.ย. - ธ.ค. 2557 และต่อเนื่องมาจนถึงงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 2558 จนทำให้ค่าเอฟที ลดลงได้ 10.04 สตางค์ต่อหน่วย
สำหรับปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. 2558 ประกอบด้วย ความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะเท่ากับ 59,424 ล้านหน่วย สูง 1.59% จากช่วงเดือนก.ย.- ธ.ค. 2557 ตามความต้องการที่เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน และอัตราแลกเปลี่ยนช่วงต้นปี 2558 คาดว่าจะมีแนวโน้มอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดือนก.ย.-ธ.ค. 2557
นอกจากนี้ สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2558 เมื่อเทียบกับงวดที่ผ่านมา (ก.ย.-ธ.ค. 2557) ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก 67.86% รองลงมาเป็นถ่านหินลิกไนต์ 9.16% ถ่านหินนำเข้า 8.51% ซื้อไฟฟ้าจากลาวและมาเลเซีย 6.94% และจากพลังงานทดแทน 4.88%
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของในส่วนของราคาก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะอยู่ที่ 285.90 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวลดลงจากงวดที่ผ่านมา 7.43 บาทต่อล้านบีทียู น้ำมันเตาจะอยู่ที่ 22.03 บาทต่อลิตร ลดลง 5.86 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลจะอยู่ที่ 24.55 บาทต่อลิตร ลดลง 2.54 บาทต่อลิตร และถ่านหินนำเข้าจะอยู่ที่ 3,383 บาทต่อตันลดลง 249.90 บาทต่อตัน
เมื่อรวมค่าเอฟทีที่เรียกเก็บงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2558 ในอัตรา 58.96 สตางค์ต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้ารวมเฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.86 บาทต่อหน่วย
นายวีระพล กล่าวด้วยว่า หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 55-60 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.ปีหน้า จะมีผลให้ค่าเอฟทีในงวดถัดไปคือตั้งแต่เดือนพ.ค.-ส.ค. ปรับลดลงได้ อีก และหากยังทรงตัวอยู่ในระดับเดิมไปจนถึงสิ้นปี ก็เชื่อว่าค่าเอฟที ในอีกสองงวดที่เหลือ ก็จะปรับลดลงได้อีกทุกงวด
สำหรับการพิจารณาปรับค่าไฟฟ้าฐานของประเทศใหม่นั้น คาดว่ากกพ.จะพิจารณาเสร็จและเริ่มใช้ได้ในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2558 จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 3.24 บาทต่อหน่วย โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่า การลงทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้าคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ พีอีเอ และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สามารถลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลงได้อีกก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าฐานปรับลดลงได้อีก
เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนต.ค. 2557 สะท้อนถึงราคาก๊าซธรรมชาติให้ปรับตัวลดลงในปีหน้า ส่งผลดีต่อค่าไฟฟ้าที่คาดว่าจะถูกลงตามไปด้วย
ก่อนหน้านี้ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ระบุว่าจากการปรับลดของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกซึ่งจะส่งผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติใน 6 เดือนถึง 1 ปี ต่อมา ทำให้คาดการณ์ได้ว่าต้นปี 2558 ราคาก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง ส่งผลให้ต้นทุนราคาผลิตกระแสไฟฟ้า (Ft) ที่มีก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิต สามารถปรับลดลงได้เช่นกัน ทำให้ค่าไฟฟ้าจะถูกลงกว่าเดิม
นอกจากนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบันอ้างอิงกับราคาน้ำมันเตาซึ่งมีการปรับตัวลดลงเช่นกัน ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่จำหน่ายให้กับภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงตามไปด้วย โดยราคาน้ำมันเตาที่ปรับลดลงมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติในระยะ 3 เดือนถัดมา









