ปตท.สผ.ปรับกลยุทธ์รับมือราคาน้ำมันขาลง มุ่งซื้อกิจการเพิ่ม ยันรับสถานการณ์ได้เหตุต้นทุนน้ำมันอยู่ที่42ดอลลาร์
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในช่วงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างมากในไตรมาสที่ 4 ถือเป็นจังหวะที่ดีของการเข้าไปซื้อกิจการสำรวจและผลิตเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริษัท โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการซื้อกิจการที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นลำดับแรก รองลงมาคือแหล่งผลิตที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คืออินโดนีเซีย พม่าและเวียดนาม
ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ละทิ้งความสนใจ ที่จะเข้าซื้อกิจการในแหล่ง shale oil ที่สหรัฐซึ่งเป็นแหล่งที่มีการผลิตอยู่แล้ว โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายที่หยุดการผลิต เนื่องจากมีต้นทุนที่ไม่คุ้มกับราคาน้ำมันที่ปรับลดลงมาในขณะนี้ โดยฝ่ายเจรจาก็ยังคงทำหน้าที่อยู่ตลอด
"สถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้ ที่กลุ่มโอเปคยังกัดฟันผลิตน้ำมันในอัตราเดิมทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันลดลงมาต่ำมาก เพราะต้องการที่จะให้การผลิตน้ำมันในแหล่ง shale oil ของสหรัฐ ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่าหยุดการผลิต เพราะการที่สหรัฐผลิตน้ำมันได้ในปริมาณที่มาก จนไม่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางนั้น ทำให้ซัพพลายน้ำมันของโลกมีมากเกินกว่าความต้องการ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อโอเปคในระยะยาว โดยปตท.สผ.มองว่า ราคาน้ำมันมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้ จึงต้องใช้จังหวะที่จะเข้าซื้อกิจการในช่วงนี้ " นายเทวินทร์ กล่าว
นายเทวินทร์ กล่าวว่า ในปี2557 บริษัทใช้เงินประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ ในการเข้าซื้อกิจการ และในปี 2558 บริษัทยังไม่ได้มีการกำหนดวงเงินที่ชัดเจน แต่บริษัทมีสภาพคล่องอยู่ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ และเงินจากการออกหุ้นกู้อีกประมาณ 1,600 ล้านดอลลาร์ที่พร้อมจะดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนจะต้องใช้จำนวนเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับโอกาส และผลตอบแทนการลงทุน
ในปี 2557 ปตท.สผ. คาดว่าจะมีอัตราการขายปิโตรเลียม 320,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 9% จากปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติของโครงการซอติก้า และการเข้าซื้อกิจการใน Hess Thailand โดยถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคเรื่องราคาน้ำมันที่ลดลงมากในไตรมาส 4 แต่ผลการดำเนินงานปกติของบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ ที่ยังไม่สะท้อนจากผลของราคาน้ำมันในขณะนี้
"ราคาก๊าซจะมีการปรับราคาตามสัญญาซื้อขายของแต่ละโครงการในทุกๆ 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 1 ปี และผูกอยู่กับราคาน้ำมันประมาณ 30-50%"
สำหรับการขายผลิตภัณฑ์น้ำมัน ที่มีอยู่ 33% นั้นบริษัทได้มีการบริหารความเสี่ยงโดยการทำอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง (Hedging) เอาไว้แล้วเป็นส่วนใหญ่ในแต่ละไตรมาส ในสัดส่วนประมาณ 67% ของปริมาณการขายทั้งหมด ซึ่งจะได้รับการชดเชยราคาเป็นรายได้กลับมา
อย่างไรก็ตาม จากการที่ราคาน้ำมันได้ปรับลดลงอย่างมาก อาจมีผลให้มูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สินบางโครงการ ณ สิ้นงวดตามมาตรฐานบัญชีปรับลดลงซึ่งจะมีผลกระทบต่องบกำไรขาดทุน โดยบริษัทจะติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดและจะดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานบัญชีต่อไป
นายเทวินทร์ กล่าวว่า ในปี 2558 บริษัทคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันน่าจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจเพิ่มสูงขึ้นได้เป็นประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และโอกาสที่จะต่ำสุดจะอยู่ที่เฉลี่ย 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะมีส่งผลกระทบผลต่อภาพรวมการผลิตปิโตรเลียมของบริษัท เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยก่อนการเสียภาษีอยู่ที่ประมาณ 42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังมีส่วนต่างอยู่พอสมควร โดยบริษัทพยายามที่จะปรับลดต้นทุนการผลิตลงให้ได้มากที่สุด
สำหรับงบประมาณการลงทุน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2558 - 2562 ของ ปตท.สผ. ประกอบด้วย ประมาณการรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) และรายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure) รวมทั้งสิ้น 24,295 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ลงทุนและพัฒนาโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. มุ่งเน้นลงทุนในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบ 80% โดยแบ่งตามแผน โดยในปี 2558 มีรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 4,832 ล้านดอลลาร์, ปี 2559 อยู่ที่ 5,204 ล้านดอลลาร์, ปี 2560 อยู่ที่ 5,493 ล้านดอลลาร์, ปี 2561 อยู่ที่ 4,758 ล้านดอลลาร์ ปี 2562 อยู่ที่ 4,008 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ รายจ่ายลงทุน 5 ปีดังกล่าวยังไม่รวมประมาณการเงินลงทุนที่ ปตท.สผ. อาจต้องใช้เพิ่มสำหรับโอกาสทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองให้กับบริษัท และงบประมาณดังกล่าวมีการจัดลำดับความโครงการ โดยจะใช้สำหรับแหล่งที่มีการผลิตอยู่แล้วเพื่อรักษาระดับการผลิตไม่ให้กระทบต่อความต้องการใช้ปิโตรเลียมในประเทศ ส่วนโครงการที่อยู่ในขั้นพัฒนาก็จะมีการประเมินและปรับแผนการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน และโครงการที่อยู่ในขั้นสำรวจก็จะชะลอการดำเนินงานในโครงการมีความเสี่ยงสูงและไม่มีภาระผูกพันออกไปก่อน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในอนาคต ซึ่งถือเป็นความโชคดี ที่บริษัทยังไม่มีข้อผูกพันใดๆ ที่จะต้องดำเนินการลงทุนผลิตซึ่งใช้เงินลงทุนที่สูงในช่วงนี้
ในส่วนของประมาณการรายจ่ายรวมในปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 4,832 ล้านดอลลาร์ นั้นประมาณ 2 ใน 3 ของรายจ่ายลงทุนจะเน้นการดำเนินงานโครงการต่างๆ ในประเทศไทย และพม่าโดยร้อยละ 52 ของการลงทุนเป็นกิจกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นเพื่อรักษาระดับปริมาณการผลิตในประเทศไทย ได้แก่ โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 โครงการบงกช โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการ MTJDA ส่วนอีกร้อยละ 20 ของรายจ่ายลงทุนได้จัดสรรไว้สำหรับโครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายสำหรับโครงการในพม่า ได้แก่ การลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตของโครงการซอติก้า กิจกรรมการพัฒนาของโครงการเมียนมาร์เอ็ม 3 กิจกรรมการสำรวจเพื่อประเมินศักยภาพทางปิโตรเลียมของโครงการเมียนมาร์ พีเอสซีจี และอีพี 2 โครงการเมียนมาร์ เอ็มโอจีอี 3 และโครงการเมียนมาร์ MD-7 และ MD-8
ปตท.สผ. คาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสำหรับปี 2558 ได้ถึง 343,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 จากปี 2557 โดยส่วนใหญ่จะมาจากการผลิตเต็มปีของโครงการซอติก้า และโครงการผลิตปิโตรเลียมของ Hess Thailand ที่บริษัทเข้าซื้อกิจการในปี 2557 รวมถึงการผลิตน้ำมันดิบจากโครงการแอลจีเรีย 433 เอ & 416 บี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการผลิตครั้งแรกได้ในไตรมาส 2 ของปี 2558
คาดผลกระทบจากราคาน้ำมันถึงปีหน้า
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคเคเทรด จำกัด กล่าวว่าแผนการลงทุนใหม่ใช้เงินลงทุนรวม 2.4 หมื่นล้านเหรียญฯ ซึ่งหากเทียบกับแผนเดิมที่มีการประกาศงบลงทุนระหว่างปี 2555 - 2562 พบว่าใช้เงินลงทุนน้อยลงเฉลี่ย 8% ต่อปี
ด้านประมาณการยอดขายปิโตรเลียมเฉลี่ยต่อวันปรับเพิ่มเฉลี่ย 4% ต่อปีจากแผนเดิม ทำให้ปรับประมาณการระหว่างปี 2558 -2562 เฉลี่ย 4.5% ต่อปี และปรับมูลค่าเหมาะสมเป็น 132 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการใหม่
ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง โดยในปี 2558 คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ด้านหนึ่งจะกระทบกำไรจากการดำเนินงานของปตท.สผ.โดยตรง แต่อีกทางหนึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อแหล่งปิโตรเลียมใหม่
ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ปตท.สผ.มีความพร้อมสูง จากปัจจุบันบริษัทมีเงินสดในมือกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ หนี้สินต่อทุนสุทธิต่ำเพียง 0.23 เท่าและกระแสเงินสดหลังหักเงินปันผล เฉลี่ย 800 ดอลลาร์ต่อปี เพียงพอสำหรับการเข้าลงทุนแผนการลงทุนระยะยาวและในแหล่งปิโตรเลียมใหม่ที่มีศักยภาพ
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป แคปิตอล จำกัด กล่าวว่าในไตรมาส 4/2557 แม้ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันทางลงเอาไว้ราว 70% ของการผลิตส่วนที่เป็นของน้ำมันดิบ แต่ยังมีความเสี่ยงต่อโอกาสบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ด้วยราคาน้ำมันลดลงมากแม้ว่าผลดำเนินงานปี 2558 ได้ส่วนช่วยพยุงจากการขายก๊าซธรรมชาติ และต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ราว 42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล








