ส.อ.ท.จี้รัฐดูแลค่าไฟฟ้า-ขนส่ง ให้ปรับราคาลง 20% ตามราคาน้ำมันโลกลดลงถึง 50% ชี้เพื่อลดภาระ-ความเป็นธรรม
ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งค่าไฟฟ้าและค่าขนส่ง หลังน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงอย่างมาก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างมาก รัฐบาลควรจะควรคุมดูแลราคาสินค้าอุปโภค บริโภค และค่าบริการต่างๆ ให้มีความเป็นธรรม
นายสุพันธุ์กล่าวว่าค่าไฟฟ้าอัตโนมัติผันแปร (เอฟที) ควรจะลดลงอีกประมาณ 20 สตางค์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้มาก รวมทั้ง ควรจะปรับลดค่าขนส่ง และค่าโดยสารลงอย่างน้อย 15-20% เพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ลดลง 50% เพื่อบรรเทาภาระรายจ่ายให้กับประชาชน
“ตามกระแสข่าวที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะลดค่าเอฟที เพียง 5-10 สตางค์ หรือคิดเป็น 3% และค่าโดยสาร ที่คาดว่าจะลดเพียง 2 สตางค์ต่อกิโลเมตร มองว่าเป็นอัตราที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันที่ลดลงถึง 50% ซึ่งรัฐบาลควรจะเข้าไปดูแลการปรับลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้มีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายสุพันธุ์ กล่าว
ราคาน้ำมันยังระดับต่ำถึงปีหน้า
ราคาน้ำมันดิบนิวยอร์คปรับตัวลงในช่วงเช้าวานนี้ (24 ธ.ค.) ในตลาดเอเชีย หลังจากพุ่งขึ้นเมื่อวันก่อน จากเงินดอลลาร์พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 9 ปี หลังจากสหรัฐรายงานเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 11 ปี
ในช่วงเช้า ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนก.พ.ที่ตลาดนิวยอร์คลดลง 0.37 ดอลลาร์ ที่ 56.75 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากปิดวันก่อนพุ่งขึ้น 1.86 ดอลลาร์มาที่ 57.12 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.พ.ที่ตลาดลอนดอนลดลง 0.35 ดอลลาร์ มาที่ 61.34 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากปิดพุ่งขึ้น 1.58 ดอลลาร์ มาที่ 61.69 ดอลลาร์/บาร์เรล
แหล่งข่าวระบุว่า การส่งออกน้ำมันจากสถานีส่งน้ำมันทางใต้ของอิรักอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นอย่างต่ำในเดือนธ.ค. และจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายอเล็กซานเดร์ โนวัค รมว.พลังงานของรัสเซียกล่าวว่า คาดว่าการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียจะลดลง 4.3% สู่ระดับ 229 ล้านบาร์เรลในปีนี้ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศ และปริมาณการกลั่นที่เพิ่มขึ้น
ผู้แทนกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่า ผู้ผลิตน้ำมันของโอเปกในกลุ่มอาหรับคาดว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะดีดตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์/บาร์เรลภายในสิ้นปีหน้า ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะกระตุ้นอุปสงค์
ส.อ.ท.พร้อมร่วมมืออุตฯใกล้ชิด
นายสุพันธุ์ยังกล่าวถึงการทำงานในปี 2558 ว่าส.อ.ท. คาดหวังให้มีความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับ ส.อ.ท. ที่แน่นแฟ้นขึ้นในทุกๆด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการเปิดตลาดให้กับสินค้าอุตสาหกรรม การช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน การผลิต การวิจัยและพัฒนา และการออกใบอนุญาตต่างๆให้มีความรวดเร็ว โดยข้าราชการควรจะปรับทัศนคติที่มองว่าภาคเอกชนเอาแต่ได้ เพราะภาคเอกชนเป็นส่วนที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ
"มุมมองที่ไม่ถูกต้องจะทำให้ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทำให้นโยบายต่างๆของรัฐบาลขับเคลื่อนได้ไม่เต็มที่ ขาดการตรวจสอบและเกิดปัญหาคอร์รัปชั่นได้ง่าย"
ระบุเขตเศรษฐกิจพิเศษยังล่าช้า
สำหรับนโยบายการลงทุนฉบับใหม่ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2558 นั้น มองว่าเป็นนโยบายที่ดี สร้างความสมดุลด้านภาษี เนื่องจากในนโยบายเดิมเปิดกว้างส่งเสริมให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุนมากเกินไปจนทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก โดยนโยบายใหม่จะจำกัดให้การส่งเสริมยกเว้นภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศชาติต้องการ
อย่างไรก็ตาม มองว่านโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ดำเนินการได้ล่าช้าเกินไป ทำให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก และไม่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ทำให้ต้องชะลอการลงทุนออกไปจนกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมีความชัดเจน ซึ่งมองว่าควรจะตั้งให้ได้ภายในไตรมาส 2 ของปี 2558
นอกจากนี้ควรให้สิทธิพิเศษด้านภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเทียบเท่ากับโซน 3 เดิม ที่เปิดให้ทุกอุตสาหกรรมที่เข้าไปลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่ควรเอากฎเกณฑ์บีโอไอใหม่เข้ามาครอบ เพราะว่าการที่ภาคเอกชนจะย้ายฐานการผลิตเข้าไปลงทุนถึงบริเวณชายแดนจะมีความเสี่ยงและมีต้นทุนค่าขนส่งต่างๆเพิ่มขึ้น ดังนั้นภาครัฐควรเพิ่มแรงจูงใจให้มากกว่านี้
ชี้วิกฤติรัสเซียเป็นปัจจัยเสี่ยง
ภาพรวมของการส่งออกในปี 2558 นั้น มองว่าน่าจะขยายตัว 3.5-4% ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้ที่ 4% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะจากสถานการณ์วิกฤติค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย ซึ่งถ้ารัฐบาลและเอกชนเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้ดี คาดว่าจะช่วยให้การส่งออกปี 2558 ขยายตัวได้ 3.5-4%
“สถานการณ์ค่าเงินในรัสเซียเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังการลุกลาม เพราะสภาพเหมือนประเทศไทยในตอนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ภาคการค้าหยุดสั่งและขายสินค้าเพราะกลัวลูกค้าจะไม่มีเงินจ่าย ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเกิดกับค่ายรถบางรายและผู้ค้าในรัสเซียที่หยุดสั่งสินค้า ซึ่งไทยก็มีการส่งออกออกไปรัสเซียทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร รถยนต์ และอัญมณี ซึ่งน่าเสียดายเพราะไทยเพิ่งสามารถเปิดตลาดส่งไก่สดไปที่รัสเซียได้หลังจากรัสเซียมีปัญหากับยุโรปแล้วหันมาสั่งไก่จากไทยแทน” นายสุพันธุ์ กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อรักษาตลาดรัสเซียไว้และเพิ่มปริมาณการค้าจาก 5 พัน ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีตามเป้าหมายของรัฐนั้น รัฐต้องหาเครื่องมือช่วยผู้ส่งออกป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดรับสินค้าทั้งการใช้กลไกของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์) รวมถึงกลไกอื่นๆที่ช่วยสกรีนเครดิตของคู่ค้าในรัสเซีย






