วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บีโอไอ'นำทัพธุรกิจเอกชนเชื่อมโยงอุตสาหกรรมอาเซียน

(รายงาน) 'บีโอไอ'นำทัพธุรกิจเอกชนเชื่อมโยงอุตสาหกรรมญี่ปุ่น-อาเซียน

การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)มีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นฐานการผลิต มีการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและแบ่งกันผลิตเพื่อลดต้นทุน ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ได้วางเป้าหมายการเชื่อมโยงฐานการผลิตระหว่างไทยกับนักลงทุนต่างชาติเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ

นางซ่อนกลิ่น พลอยมี ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (หน่วย build) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า แผนการดำเนินงานของหน่วย build ในภาวะทางการค้าที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง หน่วย build จึงต้องเร่งส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ

โดยในปีงบประมาณ 2557 หน่วย build ได้ส่งเสริมการเชื่อมโยงการค้าไปแล้วมีมูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ทุกปี โดยในปีงบประมาณ 2558 คาดว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท ขยายตัวในสัดส่วน 10-20%

แผนงานหลักในปี 2558 จะนำผู้ประกอบการไทยออกไปเชื่อมโยงการค้ากับผู้ประกอบการในประเทศญี่ปุ่น 4 ครั้ง กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป 3 ครั้ง กลุ่มอาเซียน 4 ครั้ง ซึ่งในอาเซียนนี้จะมุ่งเน้นไปยังประเทศเมียนมาร์ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของผู้ประกอบการไทยในอาเซียน

นอกจากนี้ หน่วยbuild จะร่วมกับภาคเอกชนจัดงานแสดงสินค้า Subcon Thailand ซึ่งจะเป็นงานเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสนับสนุนของไทยและอาเซียน โดยในงาน Subcon Thailand ในปี 2557 ได้มียอดขายต่อเนื่องจากการเจรจาธุรกิจภายในงานกว่า 7 พันล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นยอดขายในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ และงาน Subcon Thailand ในปี 2558 คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 8 พันล้านบาท และมั่นใจว่าในอีก 2 ปี ข้างหน้าจะมีมูลค่าทะลุ 1 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ นอกจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นจุดเด่นของงานแล้ว บีโอไอ จะมุ่งเน้นแสดงสินค้าเครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องจักรกลการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร

โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์ที่รัฐจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการบริการสุขภาพ( MEDICAL HUB) ในภูมิภาคนี้ซึ่งไทยสามารถต่อยอดการผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ได้มีศักยภาพจากอุตสาหกรรมพลาสติก และโลหะที่ไทยเข้มแข็งซึ่งอาจเริ่มต้นจากสินค้าที่ง่ายๆ ก่อน เป็นต้น

สำหรับประเทศหลักในการเชื่อมโยงธุรกิจกับไทยส่วนใหญ่เกือบ 90% ยังคงเป็นผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น รองลงมาเป็นผู้ประกอบการจีน ที่มีปริมาณสูงขึ้นเรื่องๆ เห็นได้จากในทุกครั้งที่นำผู้ประกอบการไทยไปเจรจาการค้าในประเทศจีน ได้มีผู้ประกอบการจีนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้จะเป็นผู้ประกอบการจากประเทศออสเตรเลีย ที่ได้ทยอยเข้ามาเจรจาการค้าและร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ย้ายออกจากประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสู้ประเทศคู่แข่งไม่ได้ ดังนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆของออสเตรเลียจึงต้องเร่งออกไปร่วมลงทุนในต่างประเทศ

“ในขณะนี้มีผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นจำนวนมากให้ความสนใจที่จะเข้ามาเชื่อมโนยงกับผู้ประกอบการไทย แต่ติดปัญหาขาดข้อมูล และไม่รู้ว่าผู้ประกอบการรายใดมีศักยภาพหรือไม่ ซึ่งการเชื่อมโยงทางธุรกิจจะมีความลึกซึ้งมากกว่าการค้าขาย จะต้องอาศัยความไว้วางใจกันและกันสูง และจะต้องมีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะร่วมทำธุรกิจกับทางญี่ปุ่นได้ ดังนั้น หน่วย build จะเร่งทำฐานข้อมูลเชิงลึก เพื่อช่วยคัดกรองผู้ประกอบการที่มีศักยภาพไว้วางใจได้ทั้งของฝ่ายญี่ปุ่น และไทย ให้ได้มีโอกาสเข้ามาทำธุรกิจร่วมกัน”

ขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของญี่ปุ่นมีแผนที่จะย้ายฐานไปลงทุนในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศได้จะต้องมีความพร้อมอยู่พอสมควร และส่วนใหญ่จะออกไปลงทุนเดี่ยวโดยไม่ร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น ซึ่งหากเข้ามาลงทุนในไทย ก็อาจจะเข้ามาเป็นคู่แข่งที่สำคัญของเอสเอ็มอีไทยได้ ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจะต้องเร่งปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปรับปรุงระบบบริหารจัดการ เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ให้ได้

ขณะเดียวกัน หน่วย build จะพยายามชักจูงให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีไทย กับเอสเอ็มอีญี่ปุ่น ให้ได้มากที่สุด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้ทั้งสองฝ่าย