วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การตลาดปี "แพะ" เทคโนโลยี กุมชะตาสินค้า

Count down ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปี58 การตลาดปีมะแม ฟันธงเทรนด์ใหญ่ "เทคโนโลยี" คือ จุดเปลี่ยน

ไม่ต้องจับยามสามตา คะเนธุรกิจการตลาด ในปีหน้าว่าจะออกมาหมู่หรือจ่า เมื่อบรรดากูรูมาร์เก็ตติ้ง นักวางแผนสื่อ ต่างตกผลึกและฟันธงสถานการณ์ปี "แพะ" ไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะเป็นอย่างไร ไปร่วมค้นหาคำตอบ

ในเวที Brand talk ครั้งที่ 4 กับตอน "The Untold Truths : ไขความลับจับเทรนด์ผู้บริโภค 2015" ได้นำบรรดาผู้คร่ำหวอดในแวดวงการตลาดและงานโฆษณา ที่ "อ่านใจ" ผู้บริโภคและเผย "เทรนด์" การตลาด" ของปีมะแม (แพะ) ให้รับรู้กันว่า "ยุคหน้า" จะถูกขับเคลื่อนด้วยอะไร และไปในทิศทางใดบ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการสินค้าและบริการ สกัด "กลยุทธ์" ไปมัดใจได้ถูกจุด

+เทคโนโลยีขับเคลื่อนโลก

หากจะยกให้เทรนด์ใหญ่ปีหน้า กูรูด้านมีเดีย "ปัทมวรรณ สถาพร" กรรมการผู้จัดการ มายแชร์ ประเทศไทย ฟันธงว่า "เทคโนโลยี" ยังทรงอิทธิพลและมีบทบาทขับเคลื่อนพฤติกรรมผู้บริโภค ด้วยเหตุผลที่ว่าวันนี้ความล้ำหน้าเทคโนโลยียังไม่ถึงขั้นสุด เลยยังเป็นตัวแปรที่จะส่งผลให้บริบทแวดล้อมพลิกผัน

วันนี้เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมากมาย กลายเป็นยุคดิจิทัล เกิดการแชร์ข้อมูลมหาศาล ยิ่งย้อนถามพฤติกรรมคนสมัยนี้ระหว่างมือถือกับดูทีวีเพ่งพิศสิ่งไหนมากกว่ากัน จากกรณีศึกษาของ millwardbrown พบว่า คนดูทีวีเพียง 78 นาทีต่อวัน แต่ใช้เวลามือถือ 167 นาทีต่อวัน ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ "จอเล็ก" เกิดผลลัพธ์ด้านข้อมูลข่าวสาร ทางเลือก ที่เพิ่มมากขึ้น แถมรวดเร็วอีก ทำให้คนยุคนี้มีสิทธิ์แชร์ คอมเมนท์

หลายข่าวรับรู้จากโซเชียลมีเดียก่อนสถานีโทรทัศน์จะรายงานด้วยซ้ำ !

นี่คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นกับคนเมือง !!

ถามว่า ต่างจังหวัดไหมล้อไปในทิศทางนี้หรือไม่ คำตอบเห็นได้จากยักษ์ใหญ่โอเปอเรเตอร์ 3 รายที่พร้อมจะขยายเทคโนโลยี 3 จี บุกภูธร เช่นเดียวกับที่สมาร์ทโฟน ก็เริ่มจะมีบทบาท จึงทำให้คนเมืองกรุงหรือลูกทุ่งต่างจังหวัด จะมีไลฟ์สไตล์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งมากขึ้น

"เมกะเทรนด์ใหญ่ปีหน้า จับคำนี้เลย เทคโนโลยี ยังคงมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง" เธอย้ำ

เทคโนโลยี ยังผลให้เกิด 3 คำ กับพฤติกรรมคนไทย คือ Meshing หรืออาการที่อุปกรณ์สื่อสาร (ดีไวส์) 2 อย่างร่วมกัน อย่างดูทีวี พร้อมกับแสดงความเห็นบนโซเชียลมีเดีย ซึ่ง "ไทยทำสองอย่างมากสุดในโลก" ตามด้วย Stacking การใช้ 2 อุปกรณ์ขึ้นไป แต่ทำคนละอย่าง เช่น อาจทำงานอยู่ และคุยโทรศัพท์ไปด้วย และสุดท้าย Shifting ดูทีวีเสร็จแล้วไปงานอีกอุปกรณ์หนึ่ง แต่ส่วนนี้คนไทยทำค่อนข้างน้อย การกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงวิถีคนรุ่นใหม่ "ความอดทนต่ำลง" ด้วย

อินไซต์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้ระดับหนึ่ง ถึงเวลาที่นักการตลาดต้องตีโจทย์ให้แตก

โดยเฉพาะปัจจัยหลายอย่างที่ยากจะคาดเดา อาจทำให้ปี "แพะ" จะเป็นปีแห่งการ "ไตร่ตรอง" มากขึ้นของนักมาร์เก็ตติ้ง

"จะคิด จะทำอะไร ก็ต่อยอดจากสิ่งที่เกิดจากปลายปีนี้ หลายอย่างยังไม่เอื้อ เพราะยังไม่จบ การเมืองเพิ่งฟื้นตัว ธุรกิจปีนี้ผู้ประกอบการรายที่กล้าเสี่ยง ก็ไม่เห็นผลลัพธ์ 100% แม้ยอดจะไม่ตกก็ตาม ส่วนรายที่ยอดขายตกก็เพิ่งฟื้นตัวกลับมา ปีหน้าจึงขอใช้คำว่าเป็นปีแห่งการไตร่ตรอง"

รูปการณ์ดังกล่าวผนวกกับตำราโหราศาสตร์ ด้วยเห็นว่าแพะเป็น "สัตว์ที่เชื่องช้า" เทียบปีมะเมีย คือม้า ค่อนข้างจะคึกคัก"

ไทยแลนด์โอนลี่ โชคลาง มีผลเหมือนกัน"

"สีสันการตลาดอาจเหมือนเดิม แต่ปีหน้าที่พูดกันเยอะ คือ โมบาย คอนเทนต์ เป็นช่องทางสื่อที่ทำอะไรได้มาก ความแมสของสื่อน้อยลง การที่จะได้คนดู 20 ล้านคน เหมือนในอดีตมันยาก ไม่ง่ายอีกแล้ว"

++เปิด 8 ค่านิยมคนไทยปีแพะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า "เทคโนโลยี" เป็นชนวนความผกผันของมนุษย์ ซึ่งจากผลวิจัยของพฤติกรรมผู้บริโภคของเอ็นไวโรเซล ไทยแลนด์ พบว่า ค่านิยมผู้บริโภค 8 ประการ ประเดิมที่ 1.รวยลัดอย่างพอเพียง เป็นพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้น ร้านหนังสือบ่งชี้ไลฟ์สไตล์เหล่านี้เมื่อหมวดขายดี ต้องเนื้อหาเกี่ยวกับ "หุ้น" นี่ยังย้ำอาการคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ขี้หงุดหงิดขี้เบื่อ ขาดความอดทน ทำงานได้ไม่นาน

"ผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่อดทนในสิ่งที่ไม่ชอบอีกต่อไป ค่านิยมเค้าของ่ายและเร็ว แบรนด์จะมานั่งทำแคมเปญใช้เวลานาน ความพยายามมากๆ ไม่เวิร์ค"

2.งามภายนอก เมื่อก่อนคนอาจจะมองกันที่ความสวยจากภายใน สวยที่มีน้ำใจ มีความรู้ความคิด แต่เด็กรุ่นใหม่ต้องจากภายนอก อานิสงส์สำคัญให้ธุรกิจเสริมความงามศัลยกรรมเติบโตเป็นว่าเล่น ทั้งทำหน้าอก ทำหน้าเล็กเรียว เรียกว่าเติบโตไม่ต่ำกว่า 40-50% พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดียบ่งชี้ชัด โดยเฉพาะผู้หญิงที่นำเสนอตัวเองบนโลกออนไลน์ต้อง "สวยจากภายนอก" เซ็กซี่ ส่งหรืออวดรูปกันทีต้องผ่านการตกแต่งรีทัชจากนานา App ไม่เห็นออริจินัลแบบเดิมๆ

3.ช่วยเหลือตัวเอง (ไม่พึ่งพา) นี่คือแนวโน้มของคนยุคนี้ที่ลดอัตราการพึ่งพาผู้อื่น ปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านน้อยลง เพราะพึ่งตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนท่องเที่ยวอาจไหว้วานให้ผู้อื่นถ่ายภาพให้ แต่ยุคใหม่ "ไม้เซลฟี่" อุปกรณ์เดียวจบ หรือจะเดินทางไปไหนแค่ใช้ GPRS เที่ยวโดยไม่มีไกด์เพราะ App และอากู๋ google ช่วยได้

4.ไม่ผูกมัด อัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น แต่การแต่งงานลดลง ฟ้องว่าสังคมปฏิบัติต่อกันทางด้านกายภาพลดลง สังคมก้มหน้าบนรถไฟฟ้า หยิบมือถือมาเล่น ส่งสัญญาณทางกายภาพให้รู้ว่า "อย่ามายุ่งกับฉัน" การเกิดทีวีดิจิทัล ก็สร้างค่านิยมใหม่ เมื่อผู้ชมไม่ผูกมัดกับฟรีทีวีเดิมช่อง 3-5-7-9 อีกต่อไป มี 48 ช่องจะเลือกดูอะไรก็ได้ ดังนั้นสินค้าและบริการที่เป็น "แพ็คเกจ" ผูกมัดลูกค้านานๆ เริ่มไม่เวิร์ค !

การซื้อมือถือในอดีตอาจมอง "ฟังก์ชัน" ทนทานนาน 10 ปี วันนี้ขอแค่ 6 เดือน ก็คุ้มค่าพอใจแล้ว

ค่านิยม "ไม่ผูกมัด" ยังกลายเป็นปมใหญ่ให้นักการตลาดปีแพะซะด้วย "โจทย์ท้าทายนักการตลาดที่ยากที่สุดคือ ค่านิยมไม่ผูกมัด การไม่ผูกติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ทำให้การทำงานยากมาก นักการตลาดจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคอยู่กับแบรนด์สินค้าและบริการของเราให้นานสุด เมื่อลูกค้าเปลี่ยนแบรนด์ง่าย" ที่เป็นเช่นนั้นเธอบอกว่าผลของ "เทคโนโลยี" ที่เติบโตรวดเร็ว ส่งผลให้รสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยนไป "การสร้างแบรนด์ในอนาคตจะเปลี่ยน ความเป็นแบรนด์จะน้อยลง แต่การใช้งานจะมากยิ่งขึ้น"

ดังนั้นสินค้าต้องตอบโจทย์ด้าน "ฟังก์ชัน" (ประโยชน์ใช้งาน) คู่ "อีโมชั่นนอล" (อารมณ์)

ค่านิยมที่ 5.เปิดเผย ชัดเจน อย่าปิดบัง ไม่ใช่แค่ต้องเปิดเผย แต่ผู้บริโภคต้องการถึงขั้น "ไม่ปิดบัง" กันเลยทีเดียว ยิ่งอยู่ในโลกดิจิทัล ออนไลน์ เสาะหาข้อมูลง่าย การสืบแสวงหา "ข้อเท็จจริง" ไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับสินค้าการเช็คข้อมูลด้านราคา หากพบความต่างระหว่าง 100 บาท กับ 89 บาท จากยี่ห้อเดียวกัน นั่นอาจทำให้สูญเสียกลุ่มเป้าหมาย เมื่อลูกค้าอาจจะไม่ชอบแบรนด์นั้นไปเลย แบรนด์เลยต้องพยายามทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงความจริงใจมากขึ้น

"ทุกวันนี้คนเชื่อรีวิว โดย 80% ของคนที่อ่านเจอว่าโรงแรมไม่ดี จะเปลี่ยนโรงแรมทันที เพราะผู้บริโภคมองว่ารีวิว เป็นของจริง ดังนั้นแบรนด์ที่ฉาบฉวยจะอยู่ไม่ได้และตายเร็วมาก"

6.วัฒนธรรมเดียวกัน มนุษย์ยุคนี้อยู่บนแพลตฟอร์มวัฒนธรรมเดียวกัน ตัวอย่างการคลั่งเคป๊อป (K-pop) ที่ไม่ได้เป็นเพียงประเทศไทย แต่ฮิตฮอตไปหลายประเทศ หรือแม้กระทั่งการทำ IceBucketChallenge ที่กระจายไปทั่วโลกภายใน 1 เดือน การทำตลาด หรือแคมเปญยุคใหม่ ต้องคำนึงถึงบริบทการอยู่บนวัฒนธรรมเดียวกันด้วย แคมเปญซื้อ 2X1 ของ Coca cola ที่ลอนซ์ใน 70 ประเทศทั่วโลกพร้อมกัน การยกตู้กดเครื่องดื่มยักษ์ตั้งตามจุดต่างๆ เกิดวัฒนธรรม "แชร์ริ่ง" เมื่อผู้บริโภคพยายามหาทางปีนขึ้นไปหยอดเหรียญตู้กดน้ำดำออกมา แล้วแบ่งกันดื่ม หนุนให้การแชร์ริ่งโตสูงสุดในรอบ 10 ปี

7.มาตรฐานสูง ค่านิยมนี้ ขอให้ผู้บริโภคสังเกตและย้อนมองตัวเองว่ามีมาตรฐานสูงขึ้นจริงหรือไม่ เมื่อหลายคนยอมจ่ายเพิ่ม 55% เพื่อการรันตีว่าจะได้บริการที่ดีขึ้น และ 68%ยอมเปลี่ยนแบรนด์เพราะเรื่องบริการ "ไม่ใช่ไม่พอใจผลิตภัณฑ์ แต่เพราะมาตรฐานสูง" กระทุ้งให้แบรนด์ต้องใส่ใจผู้บริโภคมากขึ้น

กรณีศึกษาห้างค้าปลีกในต่างแดน ระหว่างรอคิวชำระเงินที่เคาน์เตอร์ เมื่อไฟกะพริบพร้อมกับจังหวะดนตรีดังขึ้น ผู้บริโภคอาจตกใจเล็กน้อย แต่ไม่นานก็สามารถ "เรียกรอยยิ้ม" จากผู้ใช้บริการได้ท่วมท้น

"ตอนนี้การเลือกใช้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเป็นเรียกของอีโมชั่นนอล โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มาตรฐานสูง ยิ่งหากผู้บริโภคไม่พอใจ แบรนด์ต้องตอบสนองทันที เพราะผู้บริโภคยุคนี้ทรงอิทธิพลมาก ตัดสินชี้ขาดแบรนด์ได้เลยว่าจะอยู่หรือจะไป" เธอวิเคราะห์

ค่านิยมสุดท้าย 8.ซื้อน้อยได้เยอะ เหตุจากเทคโนโลยี "สมาร์ทโฟน" ทำได้ทุกอย่างจะดูหนัง ฟังเพลง อัดเสียง ถ่ายรูป หนึ่งอุปกรณ์แต่มัลติฟังก์ชัน สินค้าโลกแห่งอนาคตที่สะท้อนว่า ซื้อน้อยแต่ได้มาก คือริชแบนด์ยี่ห้อหนึ่ง สามารถเสิร์ชหาข้อมูลได้โดยไร้หน้าจอ เมื่อข้อมือมนุษย์เป็นพื้นที่รองรับไอคอนต่างๆ ให้สัมผัสได้ตามต้องการ

ค่านิยมเหล่านี้ นักการตลาดต้องจับให้ได้ไล่ให้ทันว่าผู้บริโภคกำลังตระหนักในเรื่องใด หากละเลยนั่นอาจหมายถึงหายนะของแบรนด์

"โจทย์การตลาดยากขึ้นมาก สินค้าต้องขายอารมณ์มากขึ้น ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคชอบในแบรนด์ของฉัน ถ้าสินค้าไม่ดีจริง ไม่เจ๋งจริง ก็ต้องทำยังไงให้ชอบฉัน ประกอบกับในอดีตไม่มีสารพัดแบรนด์เหมือนทุกวันนี้ที่แบรนด์จุกจิกมากมาย อย่างเครื่องสำอางมีตัวเลือกเยอะมาก ทำอย่างไรให้เขามาชอบเรา แบรนด์ก็ต้องเน้นซื้อใจกันให้มากขึ้น ขณะเดียวกันแบรนด์ก็ต้องตอบสนองผู้บริโภคทันที เพราะการจะเปลี่ยนค่านิยมผู้บริโภคคงเป็นเรื่องยาก"

กรณีศึกษาของแบรนด์ที่น่าสนใจคือแบรนด์ "ไอโฟน" กับ "ซัมซุง" ซึ่งมีทิศทางการตลาดต่างกันชัดเจน เมื่อซัมซุงเน้นขายฟังก์ชัน แต่ไอโฟนคือขายอีโมชั่นนอลและตรึงใจให้ผู้บริโภคให้รักแบรนด์ ต่อให้สินค้าแพงหู่ฉี่ ฟังก์ชันด้อยกว่า ก็ยังมีคนซื้อเพราะ "รักแบรนด์"

++ผู้บริโภคยุคดิจิทัล

"ดวงใจ สวัสดี" นักวางแผนการสื่อสารอาวุโส เจดับบลิวที ประเทศไทย ระบุว่า ภาพใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้ เห็นการเจิดจรัสของประชากร "ชนชั้นกลาง" ที่ใหญ่มากขึ้น กลายเป็นสังคม "Consuming country" ผู้ซื้อมีเพิ่ม ดีมานด์สินค้าและบริการทวีคูณขึ้น ยังผลให้เกิดการผุดห้างค้าปลีก ผู้ขายมากมาย ตามมา

เทคโนโลยีที่รุดหน้า ยังส่งผลให้สินค้ามีความสามารถเหมือนกันหมด ยิ่งเพิ่ม "ชุมชนของผู้ซื้อ" เส้นแบ่งของ "สื่อ" เลือนรางขึ้นทุกที เพราะทุกคนเป็นสื่อได้หมด ส่วนความต้องการผู้บริโภคยังคงเดิม ไม่เคยเปลี่ยน แต่ "วิธีการที่ทำให้ได้ Needs" ต่างหากที่แปรเปลี่ยน ด้วยเครื่องมือต่างๆ เป็นตัวช่วยเพิ่ม

"พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล การจองตั๋วหนังผ่านมือถือ ซึ่งเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ไปแล้ว เป็นต้น"

นอกจากเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล จะเป็นตัวแปรต่อพฤติกรรมผู้บริโภคแล้ว ยัง "ฉีกทฤษฎี" ของบรรดานักครีเอทีฟงานโฆษณาด้วย "พรรษพล ลิมปิศิริสันต์" และ "วิบูลย์ ลีภักดิ์ปรีดา" ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท มันเดย์ จำกัด หยิบยกกรณีศึกษา "เหนียวไก่หาย" คลิปวีดิโอที่ไร้โปรดักชั่นราคาแพงระยับ กลับมีมนุษย์ FOMO ชมและแชร์กันนับ "ล้านวิว"

"คลิปเหนียวไก่ มึน คนโฆษณา หรือทำการสื่อสารเหมือนถูกปาระเบิด ทฤษฎีไม่มีในโลกนี้แล้ว ทำโฆษณางบเป็นล้านๆ แต่เด็กทำคลิปคนแชร์เป็นล้านๆ ช่วงนั้นลูกค้าจะเอางานโฆษณาแบบเหนียวไก่" วิบูลย์ บอก

ถามว่าการทำคอนเทนต์ โฆษณาให้โดนใจคนยุคนี้ "พรรษพล" ชี้ว่า สิ่งสำคัญคือต้องรู้ Insight หรือ "ความต้องการเชิงลึก" ของผู้บริโภคให้ได้ จับผู้บริโภคมานั่งทำโฟกัสกรุ๊ป หรือสัมภาษณ์กลุ่มย่อย เพื่อหา "อินไซต์" ให้เจอก่อนสรรค์สร้างงานออกไปสู่ตลาด

"เมื่อก่อนทำโฆษณาจะต้องดูฉลาด ตอนนี้ไม่ใช่ประเด็น เพราะลูกค้าขอแบบดัง"

ทุกคนอยากเป็นกระแส แต่ "พรรษพล" ย้ำว่านี่คือ สถานการณ์ฉาบฉวยมาก และไม่อยู่คู่กับสินค้าและบริการได้นาน หากแบรนด์อยากให้ลูกค้าจับต้องได้ตลอดไป "การสร้างแบรนด์" ให้ผู้บริโภครัก หลงใหล ยังสำคัญสุด

จีทีเอช ค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ อาจเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะไม่ว่าจะสร้างภาพยนตร์เรื่องใดออกมา จำต้องโกยเงินจากคนดูไม่ต่ำกว่า 40-50 ล้านบาท เพราะแบรนด์จีทีเอช ปักไว้ซึ่งการประสบความสำเร็จ เกิดแบรนด์เลิฟ

ส่วนใครจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รักของผู้บริโภคได้ ขึ้นอยู่กับฝีมือ "อ่านใจผู้บริโภค" และงัดกลยุทธ์ไปตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ให้ได้

-------------------------------------------

พ.แพะสดใส ได้เวลา "ปล่อยของ"

จะด้วยชื่อ "เมฆ" หรือเปล่า เจ้าพ่ออีเวนท์ "เกรียงไกร กาญจนโภคิน" ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) นิยามการตลาดปีนี้ว่า

"เมฆดำลอยผ่านไปแล้ว" จากเดิมที่นักธุรกิจมองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เอาเสียเลย แต่วันนี้เห็นหมดแล้ว รู้หมดเลยว่าสเต็ปของรัฐบาลจะไปในทิศทางใด ทุกอย่างขับเคลื่อนตามเวลาที่กำหนด เลยกลายเป็นปัจจัยที่ง่ายต่อคาดการณ์ของบรรดาผู้ประกอบการ

"อะไรที่เคยอึมครึมสว่างหมดแล้ว รัฐบาลเปิดทุกหน้า บอกทุกอย่างล่วงหน้าไม่มีอะไรแอบแฝง ปีหน้าเล่นเกมบุกได้เลย" เขาขยายความต่อว่า

ปีหน้าจะเป็นปี "พ.แพะ สดใส" ก่อนหัวเราะเปลี่ยนใจให้วรรคทองว่า "เป็นปีลิงโลด" ขอมองข้ามช็อตพ้นปีแพะไปเลย

แรงส่งของปีหน้าของธุรกิจการตลาด การันตีว่า "ราคาน้ำมัน" ที่ไม่เคยต่ำดำดิ่งขนาดนี้ ค่าครองชีพอื่น ก็ไม่ได้มองว่าแพง ผู้ประกอบการทุกรายไม่พยายามขยับราคาสินค้า เพราะสต๊อกที่มีอยู่เดิมยังขายไม่ค่อยจะได้ อีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็มีนโยบาย "กดค่าครองชีพ" ให้ต่ำด้วย

"ทั้งปี 2557 ไม่ดีกันหมดทุกเซ็กเตอร์ ฉะนั้นในเชิงจิตวิทยา ปีใหม่ดี แล้วทุกอย่างมันชัดขึ้น อะไรที่ชัดนักธุรกิจอยากเล่น เดิมฝุ่นคลุ้ง

"จิราภรณ์ อังคเศกวิไล" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท จี.ซี. ดีสทริบิวชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเลเยอร์เค้ก "ฟูโด้" ลูกอม "ฮาร์ทบีท" บอกว่า ปีหน้าจะเห็นการตลาดที่ "สนุก" หลายปัจจัยเอื้อต่อการขับเคลื่อนธุรกิจ อีกทั้งเซ็กเตอร์ที่เธอบุกตลาดอยู่ ก็ดูท่าทางสดใสในกลุ่ม ขนมขบเคี้ยว(สแน็ก) ลูกอมและขนมหวาน (คอนเฟคชั่นเนอรี่)

"ปีนี้เหนื่อย ปีหน้าเลยคาดว่าการตลาดจะสนุก ตลาดมีสีสันแน่นอน อย่างสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซีย เราก็ตั้งเป้าเติบโตขึ้นเรื่อยๆ"

"สรินพร จิวานันต์" แห่งเอ็นไวโรเซล(ประเทศไทย) มองการตลาดปี 2558 ว่า เป็นปีแห่งการ "ปล่อยของ" กันคึกคัก เพราะปีนี้หลายแบรนด์อั้นกิจกรรมการตลาดต่างๆ หลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจการเมือง ปลายปีเลยเห็นการ "อัด" จัดเต็มกับแคมเปญมากมาย แต่การฟื้นตัวก็ยังอยู่ในภาวะ "ชะลอ" และมองหาทิศทางที่ชัดเจน

ตอนปีม้า นักการตลาดปวดหัวจากปัญหาทางการเมือง ประกอบกับ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป หลายแบรนด์เลยคิดหาทางปรับตัว ปีหน้าคงมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ให้เล่นมากขึ้น เพราะถ้าแบรนด์ไม่เร็วพอ ไม่ทันผู้บริโภค อาจต้อง "กุมขมับ"

"ปีหน้าแบรนด์จะเริ่มแอคทีฟมากขึ้น เพราะปีนี้ผู้ประกอบการอั้นมาสักพักแล้ว ชะลอแผนทุกอย่าง จากที่วางแผนจะเปิดตัวกิจกรรมต่างๆ ก็พักไว้ก่อน ปีหน้าก็ถึงเวลาปล่อยของ"