วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มาดี "พื้นที่สุมหัว" ของคนรักสังคม

มาดี คือพื้นที่สุมหัว สร้างเครือข่ายของผู้สนใจกิจการเพื่อสังคม เพื่อร่วมเปลี่ยนแปลงสู่โลกที่ไม่มี “ฮีโร่”

“เรื่องสังคมเป็น Mission สำคัญของชีวิตที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้”

หนึ่งคำมั่นสัญญาที่ “กิ๊ฟท์-ปีห์กมล จันทรนิจกร” หนึ่งในผู้ก่อตั้ง MA:D (มาดี) ได้ให้ไว้กับตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก

4 ปีก่อน เธอจบจากคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเด็กเศรษฐศาสตร์ที่สนใจงานด้านสังคมเอามากๆ แต่ในวันนั้นทางเลือกที่เธอรู้จักมีแค่ “องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร” และ “ธุรกิจ” ที่ดูเหมือนจะอยู่ “คู่ตรงข้าม” ขณะที่ข้อจำกัดในชีวิตก็คือ เธอไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ดังนั้นคงจะใช้เงินตัวเองทำเพื่อสังคมไปเรื่อยๆ ไม่ได้ แต่ถ้าต้องรอให้รวยก่อนแล้วถึงจะทำเพื่อสังคม..ก็ไม่น่าจะตอบความตั้งใจของเธอได้เช่นกัน

จนวันที่ได้มาเจอกับโมเดลของ “กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ก็เหมือนมีใครมาเปิดโลกใบใหม่ให้

“คอนเซ็ปต์ เอสอี รู้สึกว่า มันใช่เลย เริ่มจากการมี Passion ว่า เราอยากจะทำสิ่งนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ทำมันได้ยั่งยืนด้วยคือ มีโมเดลหารายได้ ซึ่งไม่ใช่เพื่อทำให้เรารวยที่สุดเท่าที่จะรวยได้ แต่เป็นการสร้างรายได้เพื่อให้เราทำผลกระทบนี้ให้ได้ยั่งยืนต่อไป”

เธอบอกคอนเซ็ปต์ที่สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นคำมั่นสัญญาในวัยเด็กขึ้นมาอีกครั้ง

หลังเรียนจบเธอได้ทำงานกับ สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น หน่วยงานสนับสนุนและลงทุนในกิจการเพื่อสังคม เรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน จนเมื่อพร้อม เลยได้ลงสนามผู้ประกอบการสังคม

ที่มาของ "มาดี" ที่เธอและหุ้นส่วน ธี-ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ และ เก่ง-สกลฤทธิ์ จันทร์พุ่ม ร่วมกันก่อตั้งขึ้น เมื่อประมาณ 9 เดือนก่อน โดยนิยามตัวเองเป็น ที่รวมตัวคนรักสังคม พื้นที่สุมหัว ที่ทำงาน ขายสินค้าและบริการเพื่อสังคม และจัดกิจกรรม ตลอดจนการเสวนาเพื่อเรียนรู้และลงมือทำไปด้วยกัน เป็นศูนย์กลางให้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน จุดประกายหาแรงบันดาลใจ เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและต่อยอดเป็นกิจการเพื่อสังคมที่ยั่งยืน

“อยากมีพื้นที่ให้คนที่อยากเริ่มกิจการเพื่อสังคม ไม่หลงทาง เพราะการมี Passion ที่เริ่มไม่ได้ มันน่าเสียดายมาก”

ปมปัญหาเดียวกับที่เธอรู้รสมาตั้งแต่เรียนจบ เมื่อมีโอกาสทำมาดี จึงหาทางเติมจุดอ่อน ลดทอนปัญหา

การทำกิจการเพื่อสังคมมีต้นทุน สำหรับมาดี พวกเขาลงเงินไปกับการรีโนเวทร้านอาหารเดิม ตรงเอกมัย ซ.4 ให้กลายเป็นที่สุมหัวของเหล่า SE ขณะที่แต่ละเดือนยังมีค่าใช้จ่ายจากทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่บอกเราว่า ต้นทุนต่อเดือนก็ประมาณ 1.2 แสนบาท

เลยเป็นที่มาของการพัฒนา "โมเดลสร้างรายได้" ที่จะสร้างความยั่งยืนให้มาดี ตั้งแต่ การเปิดให้เช่า ห้องประชุม ห้องจัดกิจกรรม และพื้นที่ทำงานเล็กๆ สำหรับคนที่เริ่มทำกิจการเพื่อสังคม สอง รายได้จากการจัดโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับสังคม เช่น ร่วมกับสถาบันการศึกษาสื่อสารเรื่อง SE ชวนผู้ประกอบการสังคมไปออกบูธ โปรแกรมสร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนจัดแคมป์บ่มเพาะผู้ประกอบการสังคม เป็นต้น

สาม รายได้จากการจัดกิจกรรม ทั้งแบบจัดเองและให้เช่าพื้นที่ในการจัด สี่รายได้จากผู้สนับสนุน ที่อนาคตเงินส่วนหนึ่งไม่เพียงนำมาใช้ในมาดีเท่านั้น แต่ยังจะแบ่งไปทำ “กองทุนตั้งตัว” ให้กับคนที่อยากทำกิจการเพื่อสังคมอีกด้วย

“โมเดลในการสร้างรายได้ ก็เพื่อทำให้เราอยู่ได้ แต่ไม่ใช่ว่า คนจะมาเช่าพื้นที่เรา แค่เพราะอยากช่วยนะ แต่ต้องมาเพราะมาดีตอบคุณค่าที่เขาต้องการได้จริง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นไพรเวทออฟฟิศ หรือห้องประชุม ก็ต้องทำให้ดี เพราะถ้าเขาแค่ช่วย แล้วพอไม่ได้ตอบโจทย์ เขาก็จะไม่กลับมาอีก” เธอสะท้อนความคิด

หนึ่งในหุ้นส่วนของมาดี คือ “ธี-ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ” เขาคือ นักลงทุนรุ่นใหม่ ที่สนใจการลงทุนมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย การลงทุนอย่างมีวินัย กับเป้าหมายที่ว่า แค่เห็นมันโตก็รู้สึกดีแล้ว แต่ไม่คิดจะถอนออกมาใช้ ทำให้วันนี้ คนหนุ่มในวัย 28 ปี มีพอร์ทลงทุนหลักล้านบาท

หลายปีก่อนเขาได้อ่านบทความเกี่ยวกับ “การลงทุนเพื่อสังคม” (Impact Investment) ซึ่งพูดถึงการลงทุนในธุรกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสังคม เขาบอกในฐานะนักลงทุนว่า "น่าสนใจมาก" เพราะโมเดลแบบนี้สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะยาวและสร้างผลกระทบต่อไปได้เรื่อยๆ สังคมได้ ในขณะที่ผู้ลงทุน ก็ได้ผลตอบแทนที่เป็นเงินกลับมาด้วย ถึงจะตอบความยั่งยืนโดยแท้จริง

จนเมื่อวันที่ได้เจอ “กิ๊ฟท์-ปีห์กมล” ได้เห็น Passion กับความมุ่งมั่นตั้งใจ ในการขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคม และกำลังหาทุนอยู่ เขาเลยขอร่วมด้วย และบอกเราว่า นี่เป็นการลงทุนครั้งแรกของตัวเองในธุรกิจนอกตลาดหลักทรัพย์

“ในมุมมองของนักลงทุน ผมก็แอบตั้งคำถามนะว่า มันจะรีเทิร์นได้อย่างไร จะไปช่วยสังคมให้ยั่งยืนได้จริงเหรอ แต่ถึงตอนนั้นก็ศึกษาเรื่องของการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพมาบ้าง พบว่า กิจการที่เพิ่งเริ่มต้น นักลงทุนไม่ได้ดูหรอกว่า ธุรกิจเป็นอย่างไร แต่เขาจะดูว่า ผู้ก่อตั้งและทีม เป็นอย่างไร เพราะสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้จริงๆ ก็คือ ทีม”

จากความตั้งใจแรกที่อยากแค่ลงเงิน ก็มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจการเพื่อสังคมมากขึ้น และออกตัวทุกครั้งว่า เขาไม่ใช่นักปฏิบัติ แต่เป็นนักวิเคราะห์ นักวางแผน ถนัดทำงานกับระบบ และข้อมูล การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ จึงมาจากผู้ร่วมก่อตั้งของเขา

ก่อนหน้านี้คนหนุ่มเคยทำงานเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ที่หน่วยงานแห่งหนึ่ง เงินเดือนสุดท้ายก่อนลาออกก็กว่า 4 หมื่นบาท ขณะที่รายได้ก้อนแรกจากมาดี มีตั้งแต่ไม่มีเงินเดือน มาจนเงินเดือนช่วงแรกๆ แค่ 5 พันบาท เท่านั้น แต่เขาสะท้อนความสำคัญของงาน ที่ไม่ได้มีแค่เงินที่ดี แต่งานที่ทำต้อง “มีความหมาย” ด้วย

“ตอนทำงานประจำผมรู้สึก งานสนุกนะ แต่พอทำจบ ก็แค่จบไป เหมือนการเล่นเกมจบ มันก็คือ จบ รู้สึกว่า ไม่ได้สร้างอะไรให้เกิดขึ้นเลย ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่กับงานนี้ ผมไม่รู้หรอกว่ามันมีความหมายหรือเปล่า และผมเองก็คงต้องหาความหมายของมันต่อไป แค่รู้สึกว่า ทำแล้ว มีพลังมาก”

พลังของคนรุ่นใหม่ ที่อยากสร้างกิจการเล็กๆ ของพวกเขาขึ้นมาด้วยสองมือ พร้อมความตั้งใจที่จะแปลง “มาดี” ให้กลายเป็น “ห้องนั่งเล่น” ที่ใครจะเข้ามาใช้ก็ได้ โดยไม่มีค่าบริการ และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นผู้ประกอบการสังคมเท่านั้น เพื่อให้ที่แห่งนี้เป็นแหล่ง “สุมหัว” และรวมตัวของคนที่รักสังคม ร่วมเคลื่อนความฝันและความเชื่อในปลายทางของพวกเขา ให้บรรลุเป้าหมายได้ นั่นคือ การเปลี่ยนโลกใบนี้ ไปสู่สังคมที่ “ไม่มีฮีโร่”

“ภาพใหญ่สุดที่อยากเห็น ก็คือโลกที่ไม่ต้องการฮีโร่แล้ว แต่คนธรรมดาๆ ทุกคน สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในแบบของตัวเองได้ ไม่มีใครเบียดเบียนกันจนเกิดปัญหา ทุกคนทำดีในแบบของตัวเอง ในพื้นที่ของตัวเอง เช่น ลดการใช้ถุงพลาสติก ลดการใช้ไฟฟ้า ประหยัดน้ำ ถ้าทุกคนเพียงตระหนักว่า เราจะไม่เบียดเบียนกัน จะช่วยสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น สุดท้ายภาพจะสวยงามมาก และนี่เป็นวิสชั่นที่อยากให้เกิดขึ้น”

เสียงสะท้อนเล็กๆ จากคนที่เชื่อว่า ทุกคนไม่จำเป็นต้องกระโดดมาทำกิจการเพื่อสังคมกันหมด เพียงแค่ทำดีในพื้นที่ของตัวเอง สังคมก็งดงามได้