SET จะขึ้นทดสอบ 1530 จุด
SET View
- แนวโน้ม SET จะขึ้นทดสอบ 1530 จุด มองกรอบเคลื่อนไหว 1500-1530 จุด จากปัจจัย (1) โดยตลาดการเงินสหรัฐเริ่มผ่อนคลาย โดยดัชนีดาวโจนส์เมื่อคืนปรับขึ้นกว่า 421 จุด (+2.4%) ปรับขึ้นวันเดียวมากสุดในรอบ 3 ปี หลังมีถ้อยแถลงเฟดออกมาในวันก่อนหน้าที่มีนัยจะไม่รีบเร่งในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ขณะเดียวกันดัชนีความกลัว หรือ VIX Index ปรับลดลงมาที่ 16.8% ใกล้เคียงระดับปกติ และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐปรับขึ้นมาที่ 2.2% ขึ้นจาก 2% ช่วงต้นสัปดาห์ บ่งบอกถึงจิตวิทยาการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มดีขึ้น (2) นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 6.9 พันล้านบาท รวม 3 วันซื้อสุทธิแล้วกว่า 1.7 หมื่นล้านบาทคาดว่าเกิดจากเม็ดเงิน LTF ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิลดลงเหลือเพียง 1.1 พันล้านบาท (3) อย่างไรก็ตามกลุ่มพลังงานวันนี้อาจถูกขายทำกำไร หลังราคาน้ำมันดิบ Brent รีบาวน์ขึ้นทดสอบ US$60 ต่อบาร์เรลแล้วไม่ผ่าน กลับลงมาเคลื่อนไหวบริเวณจุดต่ำสุดแถว US$58 และ (4) ทางเทคนิค SET เกิดรูปแบบ Island Reversal เป็นสัญญาณขาขึ้นระยะสั้น มีเป้าหมายทางเทคนิคบริเวณ 1550 จุด ตาม 76.4% Fibonacci อย่างไรก็ตามหากกลับลงมาปิด Gap บริเวณ 1500 จุด จะยกเลิกรูปแบบขาขึ้น
- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน หาก SET เปิดกระโดดควรเป็นจังหวะขายทำกำไรไม่ไล่ราคา แต่หากเปิดย่อลงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1500 จุด หาจังหวะเข้าลงทุนได้
1)Top Daily Pick : ADVANC (คาดผลประกอบการ 4Q57 จะเติบโตต่อเนื่องจากจำนวนลูกค้าบนระบบใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่าคาด ทั้งยังส่งผลให้ความสามารถทำกำไรปี 58 จะดีขึ้นกว่ามุมมองเดิม) PS ( ราคาหุ้นรีบาวน์ได้ช้ากว่ากลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย ขณะที่คาดว่าผลประกอบการ 4Q57 จะกลับมาเติบโตโดดเด่นและเป็นไตรมาสดีที่สุดของปี)
2)Technical Pick : GENCO BTC AOT CPF CPALL
3)Theme Play : กลุ่มอาหารส่งออก (TUF CPF GFPT) ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าและต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวลง กลุ่มรับเหมาฯ (CK STEC) ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะมีความคืบหน้าจากภาครัฐเป็นระยะ กลุ่มค้าปลีก/ร้านอาหาร/เครือข่าย (BIGC CPALL M KAMART) จากแนวโน้มการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (BBL KBANK KTB SCB) จะผันผวนตาม SET กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย (SPALI AP PS) ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
- รายงานวันนี้
Update : PTTEP (เก็งกำไร / มูลค่าเหมาะสม 126 บาท) ยังมีปัจจัยเสี่ยงกดดันราคาหุ้นระยะสั้น
Update : QH (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 5 บาท) รายได้ดีกว่าคาดปรับประมาณการเพิ่ม
Comment : กลุ่มรับเหมาฯ (น้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด”) ไทย-จีน ลงนามร่วมมือสร้างรถไฟฟ้าทางคู่มาตรฐาน เลือก CK เป็น Top Pick
Fundamental Talk
- การกลับมาของ Abenomics ยังมีความไม่แน่นอน
•หลังผลการเลือกตั้งญี่ปุ่นเมื่อ 14 ธ.ค. เป็นไปตามที่คาด โดยนายก ชินโซ อาเบะ ชนะขาดลอยด้วยเสียงมากกว่าสองในสาม มีปัจจัยบวกจากการที่นายกอาเบะมีนโยบายจะเลื่อนการขึ้นภาษี VAT ออกไปอีกราว 10 เดือน ส่วนสิ่งที่ตลาดรอคอยอีกก็คือการที่นายกฯจะมาสานต่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยแนวทางแบบอาเบะ (Abenomics) ที่ประกอบไปด้วยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยลูกธนูสามดอก(three-arrowed economics booster plan) สำหรับลูกธนูสองดอกแรกหรือมาตรการการคลังด้วยการเร่งใช้จ่ายภาครัฐได้ดำเนินการไปแล้ว และมาตรการการเงินด้วยการทำ QQE (Quantitative and Qualitative Monetary Easing) ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและทำเงินค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นกว่า 17% จากช่วงกลางเดือนต.ค.
•สิ่งที่น่าจับตามองหลังการเลือกตั้งจึงเป็นลูกธนูดอกที่ 3 ที่จะปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจในระยะยาว อาทิ มาตรการส่งเสริมการค้าการลงทุนจากต่างประเทศและการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การแก้ไขกฎหมายหรือข้อบังคับเพื่อให้ภาคทำธุรกิจและเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่ยึดแนวคิดแบบดั้งเดิม เช่น แนวคิดการจ้างงานตลอดชีพ การทำธุรกิจและการเกษตรแบบครอบครัว (ไม่คำนึงถึงการประหยัดต่อขนาด)ในขณะที่พนักงาน/ผู้บริหาร/เกษตรกรก็เป็นผู้สูงอายุ สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินมาตรการนี้คือการขาดแคลนประชากรวัยทำงาน (Aging Population) ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่คงแก้ไขไม่ได้และวัฒนธรรมเชิงอนุรักษ์ของคนญี่ปุ่นที่แก้ไขได้ยาก การไปรื้อระบบที่อยู่กับสังคมญี่ปุ่นมายาวนานอาจไม่ง่ายแถมจะเปิดให้เอกชนต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้ จะต้องมีการต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมและน่าเป็นห่วงว่านายกอาเบะจะยังยืนยันตามแผนได้หรือมีการปรับเปลี่ยนและถ้าทำตามแผนจะสามารถทำงานให้สำเร็จได้อย่างที่ตั้งไว้ได้หรือไม่
•สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของญี่ปุ่นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้ผลกระทบจากมาตรการต่างๆ โดยตามที่เคยวิเคราะห์ไป เรายังคงให้น้ำหนักกับมาตรการธนูสองดอกแรกมากกว่า เนื่องจากมีวงเงินที่ชัดเจน คือจะอัดฉีดสภาพคล่องในระบบราวปีละ 80 ล้านล้านเยน และ งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานราว 10 ล้านล้านเยน โดยกระทบต่อไทยทั้งในแง่กระแสเงินและหนุนการเข้าลงทุนทางตรงจากภาคเอกชนของญี่ปุ่น
•อย่างไรก็ตามด้วยทิศทางราคาเชื้อเพลิงและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำลงจะเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะเงินฝืด ส่งผลให้สภาพคล่องที่อัดฉีดเข้ามาอาจได้ผลช้ากว่าที่ควรเป็น สำหรับธนูดอกที่สามเรื่องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่น เรายังไม่เห็นผลกระทบทางตรงต่อไทยที่ชัดเจน (ยกเว้นในเรื่องการยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยบวกหุ้นสายการบินต้นทุนต่ำของไทย) แต่ถ้าแผนสำเร็จและแก้ปัญหาได้จริง เศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยภาพรวมอาจแข็งแรงขึ้นและทำให้การค้ากับไทยคึกคักมากขึ้น
โดยสรุปยังมองเป็นปัจจัยบวกทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและเป็นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ได้ตามความคาดหวังปีหน้า แต่ปัจจัยญี่ปุ่นก็มีความไม่แน่นอนหลายอย่างในระยะยาวที่จะต้องติดตามความคืบหน้าและผลกระทบอย่างใกล้ชิด






