สถาบันเหล็กตั้ง'วิน'ประธานบอร์ด

บอร์ดสถาบันเหล็กฯ ตั้ง "วิน" ประธานสหวิริยาสตีลฯ เป็นประธานบอร์ดบริหาร วางยุทธศาสตร์เหล็ก ให้เสร็จภายในม.ค.58
นายสมชาย หาญหิรัญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการสถาบันว่า การประชุมวานนี้ (15 ธ.ค.) ได้ตั้งคณะกรรมการบริหารขึ้น 1 ชุด ประกอบด้วยตัวแทนภาคเอกชน 3 คน และภาครัฐ 3 คน
ทั้งนี้ ได้แต่งตั้งนายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) เป็นประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย และตั้งนายสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล รองประธานกรรมการ บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) เป็นประธานกิตติมศักดิ์
โดย คณะกรรมการบริหารชุดนี้จะทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์ของสถาบันเหล็กฯ ฉบับใหม่ขึ้นมาเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ภายในเดือนม.ค.2558 ซึ่งยุทธศาสตร์ฉบับนี้ จะต้องตอบโจทย์ที่สำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ 1.ให้อุตสาหกรรมเหล็กเป็นที่ยอมรับของสังคม และชุมชน 2.พัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของไทยให้มีความเข้มแข็ง
และ 3.เพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับเหล็กจากต่างประเทศ ที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะต้องให้อุตสาหกรรมเหล็กของไทยสามารถแข่งขันในเวทีอาเซียนได้
“สถาบันเหล็กฯ จะต้องวางยุทธศาสตร์ให้มีความสมดุลระหว่างเหล็กนำเข้า และเหล็กที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้เหล็กในราคาที่เหมาะสม และผู้ผลิตภายในประเทศอยู่ได้ รวมทั้งจะต้องต่อสู้กับเหล็กจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนได้”
ด้านผลการดำเนินงานของสถาบันเหล็กฯในขณะนี้เริ่มดีขึ้นมีรายได้ปรับตัวเป็นบวกครั้งแรกในปีนี้ จากเดิมที่ติดลบติดต่อกัน 2-3 ปี และคาดว่าในปีหน้าภาวะทางการเงินจะดียิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการปรับยุทธศาสตร์ฉบับใหม่
ส่วนภาวะตลาดเหล็กในปีหน้า คาดว่าจะในเหล็กก่อสร้างจะขยายตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ได้ ขณะที่การแข่งขันในอุตสาหกรรมเหล็กจะขยายวงกว้างขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างจีน ได้เข้ามาแข่งขันในสินค้าเหล็กแปรรูป เช่น เหล็กท่อ และเหล็กรูปแบบอื่นๆ ทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ถ้าไม่เร่งแก้ไข ก็จะทำให้ผู้ผลิตเหล็กจำนวนมากเลิกการผลิตและหันไปนำเข้ามาจำหน่ายแทน ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่ออุตสาหกรรมไทยในอนาคต
ทั้งนี้ ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้เหล็กจากจีนเข้ามาแย่งตลาดได้มาก เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปอยู่ที่ 0% แต่ภาษีวัตถุดิบที่นำมาผลิตเหล็กรูปทรงต่างๆ อยู่ที่ 5% ทำให้ผู้ประกอบการภายในประเทศเสียเปรียบ
นอกจากนี้จีนยังมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย และได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจึงกำลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษี และวางมาตรการอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศ และคุ้มครองให้ผู้บริโภคเหล็กใช้เหล็กในราคาที่เหมาะสม







