วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สินค้าเกษตร'ร่วงตามน้ำมันฉุด'กำลังซื้อ'ปีหน้า

"ระยะข้างหน้ามีโอกาสเห็นราคาน้ำมันปรับลดลงไปแตะระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล"

นักเศรษฐศาสตร์ ห่วงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงตามราคาน้ำมัน ฉุดรายได้ภาคเกษตร ส่งผลการบริโภคภาคเอกชนปีหน้า แม้ส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิต ห่วงเงินเฟ้อต่ำทำเอกชนขาดแรงจูงใจลงทุน แนะรัฐบาลเร่งสร้างบรรยากาศเอื้อการลงทุน

การลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แม้จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตปรับลดลง แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ราคาน้ำมันลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ยางพารา มีราคาปรับลดลงตามไปด้วย และอาจส่งผลต่อภาพรวมการบริโภคของประเทศไทยในปีหน้า

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา เป็นกลุ่มที่อิงกับราคาน้ำมันค่อนข้างมาก ถ้าราคาสินค้าเหล่านี้ลง รายได้ของเกษตรกรก็ลดลงตามไปด้วย การจะหวังให้การบริโภคภาคครัวเรือนในปีหน้าปรับเพิ่มขึ้นก็คงยากด้วย ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

การลดลงของราคาน้ำมัน ระยะสั้นยังต้องถือว่าส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย เพราะประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันราว 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จึงช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจลงได้ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันจังหวะนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐจะทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันลง ซึ่งทำให้มีงบประมาณเหลือไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเพิ่มเติม

แม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ในระยะยาวประเทศไทยจำเป็นต้องคิดถึงการปรับโครงสร้างพลังงาน เพราะเรามีการใช้น้ำมันในสัดส่วนค่อนข้างมากประมาณ 40% ของพลังงานทั้งหมด เรียกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพในการใช้จึงค่อนข้างต่ำ อนาคตจึงควรพัฒนาพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้ด้วย ประเด็นนี้ถือเป็นโจทย์สำคัญในระยะยาว

สำหรับราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่องนั้น นายอมรเทพ ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายโดยสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ความต้องการในตลาดโลกลดลง ประกอบกับสหรัฐสามารถผลิตน้ำมันออกมาใช้ได้เองจำนวนมาก ในขณะที่กลุ่มโอเปคตัดสินใจคงกำลังการผลิตเอาไว้เท่าเดิม

"ระยะข้างหน้ามีโอกาสเห็นราคาน้ำมันปรับลดลงไปแตะระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล"

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ทำให้เศรษฐกิจไทยน่าจะได้อานิสงส์จากส่วนนี้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำมันกว่า 2 ใน 3 ของอัตราการใช้น้ำมันทั้งหมด ขณะที่ภาคครัวเรือนมีการใช้น้ำมันอยู่ราว 1 ใน 3

ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมจึงได้ประโยชน์ในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ลดลง

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ ศูนย์วิเคราะห์ฯ ติดตามดูอยู่ เป็นเรื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร เพราะโดยปกติแล้วราคาสินค้าเหล่านี้จะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน ซึ่งถ้าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลง คงมีผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการบริโภคได้

"น้ำมันที่ลดลง ทำให้ต้นทุนของประเทศลดลงจริง แต่เราเป็นประเทศที่พึ่งพาสินค้าเกษตรค่อนข้างมาก เช่น ยางพารา อ้อย หรือ น้ำตาล ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าทดแทน หรือสินค้าพลังงานทดแทน จึงอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย"

อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวยังค่อนข้างนิ่ง แต่ยังต้องติดตามในระยะต่อไปว่า จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงหรือไม่

นางณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า เงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำ โดยสัญญาณทางเศรษฐกิจแล้วถือว่าไม่ดีนัก เพราะเป็นตัวแปรที่ทำให้เอกชนขาดแรงจูงใจในการลงทุน เนื่องจากมองว่าสินค้าที่ผลิตออกมาไม่สามารถปรับราคาให้สูงขึ้นได้

"เงินเฟ้อที่ต่ำส่วนหนึ่งอาจมีผลดีต่อผู้บริโภค แต่อีกมุมสะท้อนถึงแรงจูงใจในการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งตรงนี้สามารถแก้ได้โดยการใช้นโยบายการคลังเข้ามาช่วย ด้วยการสร้างบรรยากาศให้ภาคเอกชนสนใจลงทุนเพิ่มเติม" นางณดากล่าว

.....................................................................

โอเปคเล็กถกฉุกเฉินก่อนมิ.ย.ปีหน้า

รัฐมนตรีพลังงานแอลจีเรียกล่าวว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) อาจจัดการประชุมฉุกเฉินก่อนเดือนมิ.ย. ปีหน้า เพื่อหารือการรับมือการจัดหาน้ำมันในโลกที่มีปริมาณเกินความต้องการ และฉุดให้ราคาน้ำมันลดลง

นายยูเซฟ ยูซิฟ รัฐมนตรีพลังงานแอลจีเรีย กล่าวว่าจะเดินหน้าความพยายามในการหารือกับกลุ่มโอเปคและประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปค เพื่อขจัดการจัดหาน้ำมันที่เกินว่าวันละประมาณ 2 ล้านบาร์เรล และอาจจัดการประชุมฉุกเฉินก่อนเดือนมิ.ย. พร้อมยืนยันว่าราคาน้ำมันร่วงลง เพราะการบริโภคอยู่ในระดับต่ำส่วนการจัดหามีอยู่ในปริมาณสูง โดยเฉพาะจากประเทศผู้ผลิตที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปค

ราคาน้ำมันที่ร่วงลงสร้างปัญหาแก่สมาชิกโอเปคบางประเทศอย่างแอลจีเรียกับเวเนซุเอลา ที่พึ่งพารายได้จากพลังงาน โดยงบประมาณปัจจุบันของแอลจีเรียคำนวณจากราคาน้ำมันโลกที่ระดับบาร์เรลละ 90 ดอลลาร์ แต่นายยูซิฟกล่าวว่ารัฐบาลแอลจีเรียยังไม่ได้หารือเรื่องการลดการใช้จ่ายผลจากราคาน้ำมันร่วงลง ทั้งนี้ แอลจีเรียยังมีทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศอยู่ประมาณ 192,000 ล้านดอลลาร์

ล่าสุดน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียทในตลาดสิงคโปร์ ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 86 เซนต์ วานนี้ (10 ธ.ค.) อยู่ที่ 62.96 ดอลลาร์ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ในทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 81 เซนต์ อยู่ที่ 66.03 ดอลลาร์

นักวิเคราะห์กล่าวว่าดีลเลอร์กำลังรอรายงานตัวเลขปริมาณจัดหาน้ำมันในสหรัฐ เพื่อดูว่ามีระดับการผลิตเท่าไร ขณะที่รัฐบาลสหรัฐปรับลดคาดการณ์การผลิตน้ำมันในประเทศสำหรับปีหน้า ลงประมาณวันละ 100,000 บาร์เรล พร้อมปรับลดความต้องการน้ำมันโลกปีหน้าลงวันละ 240,000 บาร์เรล

กระทรวงพลังงานสหรัฐคาดว่าการผลิตน้ำมันของสหรัฐปีหน้าจะเพิ่มขึ้นวันละ 720,000 บาร์เรล เป็นประมาณวันละ 9.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่เมื่อเดือนที่แล้วกระทรวงคาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นวันละ 850,000 บาร์เรลในปีหน้า

สำหรับความต้องการน้ำมันในโลกในปีหน้านั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นวันละ 880,000 บาร์เรล จากก่อนหน้านี้ที่เคยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.12 ล้านบาร์เรล พร้อมกับคาดว่าการผลิตน้ำมันดิบของโอเปคลดลงวันละ 100,000 บาร์เรลในปีนี้ และ 200,000 บาร์เรลในปีหน้า

นักวิเคราะห์ชี้ว่าอีกปัจจัยที่ถ่วงตลาดน้ำมันคือข้อมูลทางเศรษฐกิจของเยอรมนีกับจีน ที่สะท้อนว่าจะมีความต้องการน้ำมันในตลาดโลกน้อยลง โดยการส่งออกของเยอรมนีลดลง 0.5% ในเดือนต.ค. ขณะที่การนำเข้าลดลง 3.1% ส่วนการส่งออกของจีนเพิ่มขึ้นเพียง 4.7% ในเดือนพ.ย. และการนำเข้าลดลง 6.7% ทั้งนี้ เยอรมนีกับจีนเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมการผลิต

ล่าสุด เมอร์ริลลินช์ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์สำหรับปีหน้าลงไปอยู่ที่ 77 ดอลลาร์ จาก 98 ดอลลาร์ พร้อมปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสเหลือ 72 ดอลลาร์ จากคาดการณ์เดิมที่ 90 ดอลลาร์สำหรับปีหน้า

เมอร์ริลลินช์ระบุว่าการที่โอเปคไม่ยอมทำตามภารกิจของการสร้างเสถียรภาพในตลาดน้ำมัน และปล่อยให้ตลาดหาจุดสมดุลเอง ถือเป็นการเข้าสู่ยุคใหม่อันน่าจะทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้นและราคาปรับตัวลงอีกในปีหน้า

ส่วนการผลิตพลังงานในสหรัฐก็ยังได้รับการขับเคลื่อนจากการผลิตน้ำมันจากหินดินดานเสียส่วนใหญ่ แต่โครงการน้ำมันจากหินดินดานสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนไม่มากนัก อันทำให้ผลผลิตที่ได้มา มีความอ่อนไหวต่อราคาสูงมาก และหากราคาร่วงลงมากก็จะกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ผลิตน้ำมันรายย่อย

ดังนั้นจึงคาดว่าการเติบโตด้านผลผลิตของน้ำมันจากหินดินดานของสหรัฐจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของปีนี้