กำไรฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป
ประเด็น
- ยอดขาย 4Q57 ฟื้นตัวต่อเนื่อง ผู้บริหาร SAT ระบุว่ายอดผลิตรถยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากปัญหาสต็อกรถยนต์จากโครงการ “รถคันแรก” เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับมีปัจจัยบวกงาน “มอเตอร์เอ็กซ์โป” กระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศ (29 พ.ย.-9 ธ.ค. มียอดจองแล้ว ~3 หมื่นคัน) นอกจากนี้ คำสั่งซื้อชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อการเกษตรจาก “คูโบต้า” ยังเติบโตโดดเด่นอีกด้วย คาดยอดขาย 4Q57 ฟื้นตัว 5% QoQ
- หวังรถรุ่นใหม่หนุนกำไรปี 58 โดยลูกค้าหลัก 2 ราย มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ เริ่มจาก “Mitsubishi” (สัดส่วนรายได้ ~30% ของยอดขาย) เปิดตัวรถกระบะ “Triton” ตั้งแต่ปลายปี 57 (SAT สูญเสียออร์เดอร์ Coil Spring แต่ยังคงได้ Axle Shaft) และ “Toyota” (สัดส่วนรายได้ ~30% ของยอดขาย) จะเปิดตัวรถกระบะ “Vigo” ใหม่ช่วงต้นปี 58 ซึ่งรถทั้ง 2 โมเดลเป็นที่นิยมทั้งตลาดในประเทศและส่งออก
- สรุปแผนลงทุนต่างประเทศต้นปี 58 หลังจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา SAT มีการเจรจากับพันธมิตร (Local Company) เพื่อหาโอกาสขยายการลงทุนไปยังประเทศที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มเติบโต เช่น อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย แอฟริกาใต้ เป็นต้น ซึ่งล่าสุดในงาน Opportunities Day เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (9 ธ.ค.) ผู้บริหาร SAT ระบุว่าน่าจะสามารถสรุปแผนการลงทุนได้ 1 ดีลช่วงต้นปีหน้า
ผลกระทบ / ความเห็น
- คาดกำไร 4Q57 ฟื้นตัว 19% QoQ โดยเราคาดยอดขายเติบโต 8% QoQ เป็น 2.2 พันล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.8% QoQ เป็น 16.6% เนื่องจากเกิดการประหยัดจากขนาดหลังยอดขายฟื้นตัว และคาดกำไรสุทธิเท่ากับ 170 ล้านบาท ฟื้นตัว 19% QoQ แต่ยังลดลง 59% YoY
- คาดกำไรปี 58 เติบโต 17% จากแรงกระตุ้นของการเปิดตัวรถรุ่นใหม่และการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ (คาด GDP เติบโต 3-4% YoY) คาดยอดขายเติบโต 7% เป็น 8.7 พันล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17.4% เนื่องจากเริ่มใช้กำลังการผลิตเครื่องจักรใหม่ที่ลงทุนในช่วงปี 57 ได้มากขึ้น และคาดกำไรสุทธิเท่ากับ 710 ล้านบาท เติบโต 17% YoY
คำแนะนำ / เหตุผล
- ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ค่อยๆ ฟื้นตัว แม้ว่าการฟื้นตัวของผลประกอบการของ SAT ในช่วงปลายปี 57 จะไม่โดดเด่นอย่างที่เคยคาด แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าราคาหุ้น SAT ที่อ่อนตัวในปี 57 ได้สะท้อนต่อประเด็นดังกล่าวแล้ว ในขณะที่สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น นอกจากนี้ SAT ยังมีโอกาสจากการขยายการลงทุนในต่างประเทศที่จะมีความชัดเจนในปี 58 อีกด้วย เราจึงมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการทะยอยสะสม คงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 20.10 บาท (เทียบเท่า PE ปี 58 ที่ 12 เท่า)








