SET มีโอกาสปรับลงทดสอบ 1550 จุด
SET View
- แนวโน้ม SETคาดจะปรับลงทดสอบ 1550 จุดมองกรอบเคลื่อนไหว1550-1570 จุด ด้วยหลากปัจจัยกดดัน(1)ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังทำจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี บริเวณ US$64 ต่อบาร์เรล คงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน(2) ดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 268 จุด (-1.5%) เมื่อคืน กอปรกับดัชนีความกลัวหรือ VIX Index ปรับขึ้นมาที่สู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ที่ 18.5% บ่งบอกถึงความวิตกของนักลงทุนสถาบันในตลาดสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น (3)ความผันผวนของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตามตลาดหุ้นจีนที่ปรับลงกว่า 5% ในวันอังคารหลังทางการจีนออกมาตรการชะลอความร้อนแรงของตลาดสินเชื่อ(4) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 3.5 พันล้านบาทเมื่อวันอังคารและ (5)ในทางเทคนิค SETกำลังทดสอบแนวรับ 1560 จุดยืนไม่ได้มีโอกาสปรับลงได้ถึง 1520 จุด
- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน ชะลอการลงทุนเน้นถือครองเงินสด หรือหากรับความเสี่ยงได้มาก หาจังหวะลงแรงซื้อ รีบาวน์ขึ้นขาย
1)Top Daily Pick : NBC (ราคาหุ้นยังมี upside จากมูลค่าเหมาะสมเป็นอันดับสองของกลุ่ม ได้ประโยชน์จากแผนการปรับขึ้นค่าโฆษณาช่องทีวีดิจิทัลขึ้น 30-50% จากการเป็นผู้นำทีวีช่องข่าว 24 ชั่วโมง) M (คาดผลประกอบการจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนใน 4Q57 ตามปัจจัยฤดูกาลและสาขาใหม่ที่เร่งการเปิดในช่วง 2H58)
2)Technical Pick : TSE MTLS BWG UNIQ GUNKUL
3)Theme Play : หุ้นกลุ่มนำตลาดที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว อาทิกลุ่มรับเหมาฯ (ITDUNIQ) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH SIM)กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย (SPALI) กลุ่มท่องเที่ยว/ขนส่ง/โรงแรม/โรงพยาบาล (AOT ERW MINT BGH) กลุ่มทีวีดิจิทัล (RS WORKNBC GRAMMY)
Fundamental Talk
- กลุ่มเครือข่ายร้านค้าปลีก/ร้านอาหารเป็นอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบทิศทางขาลง
•เราเห็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมจากข้อมูลที่บ่งชี้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง โดยจากประมาณการของ BoAMLไทยมีสัดส่วนนำเข้าน้ำมันดิบต่อGDP ถึง 8.1% สูงเป็นเท่าตัวจากค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชียที่อยู่ราว 4% ต่อ GDP เท่านั้น และBoAML ประมาณไว้ว่า ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง 10% จะทำให้ GDP ไทยปรับตัวขึ้นราว 0.45% ถือว่าอ่อนไหวที่สุดในแถบเอเชีย
•แม้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จำหน่ายในประเทศไทยยังไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากราคาขายปลีกถูกควบคุมด้วยรัฐบาลผ่านกองทุนน้ำมันและการเก็บภาษีสรรพสามิต ช่วงสามเดือนที่น้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลงราว 40% พบว่าดัชนีราคาเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวลงเพียง 10% แต่ก็ถือว่าาเข้าสู่แนวโน้มขาลงตามตลาดโลกจึงเชื่อว่าถ้าราคาน้ำมันยังคงแกว่งตัวในระดับต่ำต่อไปจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 58
•เรามองกลุ่มธุรกิจเครือข่ายร้านค้าปลีก/ร้านอาหาร (หุ้นใน kktrade coverage ประกอบด้วย KAMART BEAUTY MC SST HOTPOT M CPALL) เป็นอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ผลจากกำลังซื้อผู้บริโภคโดยรวมจะฟื้นตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และสัดส่วนรายจ่ายภาคครัวเรือนลดลงตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงกอปรกับการตุ้นทุนการขนส่งของภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะธุรกิจเครือข่ายร้านค้าปลีก/ร้านอาหารที่ยิ่งมีสาขาหรือช่องทางจัดจำหน่ายเป็นจำนวนมากจะยิ่งได้ประโยชน์จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลง
•อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นในกลุ่มเครือข่ายร้านค้าปลีก/ร้านอาหารหลายตัวมีศักยภาพในการเติบโต แต่กลุ่มค้าปลีกเครื่องสำอางมีความโดดเด่นสุด จากการที่สามารถทำยอดขายเติบโตได้แข็งแกร่งต่อเนื่อง ผลจากอัตรายอดขายสาขาเดิม (SSSG) ฟื้นตัวได้เร็วกว่า เนื่องจากมีตลาดเฉพาะเป็นของตนเอง (Niche Market) จึงประสบปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงน้อยกว่าธุรกิจร้านอาหาร โดยBEAUTY จะมีการเติบโตโดดเด่นสุดแต่ราคาหุ้นก็ได้ปรับตัวขึ้นมามากจน Upside จากมูลค่าเหมาะสมเหลือน้อยแล้ว เราจึงแนะนำ KAMART ที่ยังมี upside จากมูลค่าเหมาะสมราว 20%เหมาะสำหรับทยอยสะสมสำหรับการลงทุนระยะ 3-6 เดือนขึ้นไป
•KAMART (ซื้อ / มูลค่าที่เหมาะสม 7.5 บาท)ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามอุตสาหกรรม และแผนการขยายตัวแทนจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 58 กอปรกับความสามารถทำกำไรมีแนวโน้มดีขึ้นจากแผนตัดรายการสินค้าที่ไม่ทำกำไร/หมุนเวียนช้าออกไป และเพิ่มสัดส่วนสินค้าผลิตเองเพื่อลดต้นทุนส่งผลให้ผลประกอบการรายไตรมาสจะกลับมาเติบโตตั้งแต่ 4Q57 และคาดจะเติบโตต่อเนื่องอีกหลายไตรมาสข้างหน้า






