โตเกียวมารีนประกันภัยเปิดแผน 3 ปี โตกว่าตลาดต่อเนื่องหวังติดท็อป 3 ประกันวินาศภัยด้วยเบี้ยรับ 1 หมื่นลบ.ต่อปี
นายชินคิจิ มิกิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในระยะ 3 ปีนับตั้งแต่ปี 2558-2560 บริษัทมีเป้าหมายที่จะเติบโตสูงกว่าตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อขึ้นเป็น 1 ใน 3 ในธุรกิจประกันวินาศภัยไทย จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 4-7 ของระบบ โดยในปี 2560 จะมีเบี้ยประกันภัยรับ 1 หมื่นล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีเบี้ยรับรวม 7,400 ล้านบาท
ทั้งนี้ยอมรับว่าปัญหาการเมืองและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทำให้ธุรกิจของบริษัทในปีนี้ชะลอตัวลง โดยคาดว่าตลอดทั้งปีจะหดตัวลงประมาณ 8% โดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้เบี้ยประกันรับโดยตรงอยู่ที่ 6.4 พันล้านบาท ลดลง 8.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นเบี้ยประกันอัคคีภัยลดลง 25.4% ประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเลลดลง 9% ประกันภัยรถยนต์ลดลง 20.5% เทียบกับยอดขายรถยนต์ที่หดตัวลง 40% ขณะที่ประกันภัยเบ็ดเตล็ดยังเพิ่มขึ้น 8.3% ส่วนปี 2558 บริษัทคาดว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับตรงเพิ่มขึ้น 13% จากปีนี้ ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าลาดที่คาดว่าจะเติบโต 10% โดยคาดหวังว่าในปี 2558 ตลาดนี้จะกลับมาเติบโตได้
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัวรุนแรงมากโดยเฉพาะตลาดยานยนต์ ที่กระทบกับการขยายตัวของเบี้ยประกันรถยนต์ค่อนข้างมาก นับจากบริบริษัทจะจัดโครงสร้างธุรกิจให้มีความสมดุลมากขึ้น ไม่พึ่งธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป และลดการพึ่งพิงรถยนต์ใหม่ให้น้อยลงใน 3 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันบริษัทมีเบี้ยรถยนต์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของเบี้ยรับรวม ใน 3 ปีข้างหน้า สัดส่วนนี้จะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่บริษัทจะหันไปมุ่งเน้นเบี้ยต่ออายุมากขึ้น ด้วยการคัดเลือกตัวแทนหรือโบรกเกอร์มากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่ดีที่สุดที่ทำให้ลูกค้าต่ออายุเบี้ยประกันกว่า 75% ในขณะนี้ และมีเบี้ยต่ออายุปีแรก 35% ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายว่าใน 3 ปีข้างหน้าเบี้ยต่ออายุลูกค้าปีแรกจะเพิ่มขึ้นเป็น 40% ขณะเดียวกันจะขยายความร่วมมือไปกับค่ายรถและดีลเลอร์ที่หลากหลายแบรนด์มากขึ้น
นายชินคิจิกล่าวอีกว่า บริษัทจะขยายธุรกิจเข้าไปในกลุ่มประชาคมอาเซียน (เออีซี) โดยเฉพาะประเทศตามแนวลุ่มน้ำโขง ด้วยการจัดตั้งทีมงานพิเศษขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อมูลและโอกาสในการทำธุรกิจในประเทศพม่า กัมพูชาและลาวโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการทำธุรกิจ ส่วนเวียดนามนั้นทางกลุ่มโตเกียวมารีนมีสาขาในเวียดนามอยู่แล้ว ทั้งนี้บริษัทมีสำนักงานตัวแทนอยู่ในพม่า แต่ในระยะถัดไปจะเป็นการร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น
“กลยุทธ์หลักของกลุ่มโตเกียวมารีนคือการไปปักหมุดในพื้นที่ที่ลูกค้าเข้าไป ซีแอลเอ็มถือเป็นเป้าหมายของลูกค้าเรา และไทยถือว่ามีความเหมาะสมที่จะดูแลลูกค้าเหล่านั้น แต่ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เบี้ยหรือรายได้คงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายนัก
นอกจากนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลในปีหน้ายังจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่บริษัทจะเข้าไปขยายธุรกิจรวมถึงโอกาสจากภาคก่อสร้างอื่น ๆ ด้วยเช่นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วย ซึ่งการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากเอสแอนด์พีในระดับ A-(Stable) ยังจะช่วยให้การทำธุรกรรมข้ามพรมแดนและโครงการต่าง ๆ เป็นไปได้มากขึ้น รวมถึงการเข้าไปเจาะฐานพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นลูกค้าบริษัทเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยมากขึ้น เนื่องจากเป็นฐานลูกค้าจำนวนมากที่สามารถเติบโตได้อีก
นายชินคิจิ กล่าวอีกว่า ในปีหน้าบริษัทจะสร้างความร่วมมือกับสถาบันการเงินในประเทศเพื่อเป็นช่องทางในการขยายผลิตภัณฑ์ผ่านแบงก์แอสชัวรันส์ โดยอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง โดยปัจจุบันบริษัทมีช่องทางขายหลักมาจากดีลเลอร์และไฟแนนซ์คิดเป็น 55% และมาจากธุรกิจองค์กร 40% ช่องทางตัวแทนและโบรกเกอร์ 5% โดยช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามสัดส่วนการขายผ่านดีลเลอร์และไฟแนนซ์จะยังไม่เปลี่ยนแปลง
“3 ปีข้างหน้าเราจะเน้นการสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจประกันภัยรถยนต์ การพัฒนาช่องทางตัวแทนและโบรกเกอร์ การขยายแผนการประกันภัยในส่วนของพนักงานของลูกค้า การสร้างโอกาสในช่องทางการตลาดดิจิทัล การทำแบงก์แอสชัวรันท์ ทั้งนี้จะเน้นรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยจะขยายสาขาเพิ่มโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ









