"พีทีที จีซี" ประเมินปีหน้าราคาน้ำมันดิบทรงตัวระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดเริ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกในอีก 2ปี
ด้านนักวิเคราะห์แนะรอสถานการณ์ลงทุนกลุ่มพลังงาน ขณะนักวิเคราะห์คาดสงครามราคาปะทุ จับตาใครจะลดกำลังผลิตก่อน ชี้อีกหลายเดือนผู้ผลิตสหรัฐฯเริ่มกระทบ
ธุรกิจน้ำมันและบรรดานักวิเคราะห์ยังไม่อาจประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันได้อย่างชัดเจน แม้ว่าจะประเมินตรงกันว่ามีแนวโน้มลดลงไปอีกหลังแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ยังเห็นไปคนละทิศละทางถึงช่วงเวลาและปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกฟื้นตัว
นายปฏิภาณ สุคนธมาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวว่าในระยะสั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมันดิบ จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง หลังจากโอเปค มีมติไม่ปรับลดกำลังการผลิต แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า จะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เบื้องต้นต้องรอดูผลกระทบช่วงปลายปีนี้ หลังจากที่ราคาน้ำมันเริ่มนิ่งในระยะสั้น
"ปีหน้าบริษัทประเมินว่า ราคาน้ำมันจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามการคาดการณ์ของโอเปค แต่อีก 2 ปีข้างหน้า มองว่าราคาน้ำมันจะเริ่มปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ เพราะแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะส่งผลให้มีความต้องการการใช้น้ำมันสูงขึ้น" นายปฏิภาณ กล่าว
นายปฏิภาณ กล่าวว่าปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ราคาน้ำมันดิบเริ่มฟื้นตัวได้ คือ การเริ่มชะลอกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ใครจะเป็นผู้เริ่มชะลอ ต้องรอดูกันอีกครั้งในอนาคต หากความต้องการใช้น้ำมันดิบในอนาคตสูงขึ้น แต่ราคายังคงอยู่ในระดับต่ำ จะเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของปริมาณน้ำมันดิบในตลาด เพราะผู้ผลิตน้ำมันจะเริ่มกักตุน เพราะคาดราคาควรจะต้องปรับตัวขึ้นตามความต้องการใช้น้ำมัน
ราคาต่ำสุดรอบ4ปีที่68.85ดอลล์
ด้าน บล.เอเชียพลัส ระบุว่า จากผลการประชุมโอเปก ทำให้ตลาดต้องผิดหวัง เพราะผลการประชุม มีมติให้คงการผลิตน้ำมันดิบไว้ที่ระดับเดิม ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับลดลงแรง โดยทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 4 ปี ลงมาอยู่ที่ 68.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่คาดหวังไว้ว่าโอเปคจะลดกำลังการผลิตลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอีกกลุ่มคาดจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มปฏิเสธไม่ลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลง ตามข้อเสนอของเอกวาดอร์และเวเนซุเอลา
ปริมาณการผลิตที่เกินความต้องการ มาจากกลุ่มนอกโอเปค โดยเฉพาะสหรัฐที่โหมกำลังการผลิตจากเชลล์แก๊ส และเชลล์ออยล์ สู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ
ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นในอัตราน้อยกว่า เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ดังนั้นโอเปค จึงไม่มีแนวความคิดพยุงราคาน้ำมัน การลดการผลิต ซึ่งมองในมุมกลับอาจส่งผลต่อสหรัฐ เพราะราคาน้ำมันต่ำ จะทำให้น้ำมันที่ผลิตจากเชลล์แก๊สและเชลล์ออยล์ สูญเสียความสามารถแข่งขันได้ เพราะมีต้นทุนการผลิตสูง และจะช่วยลดแรงกดดันต่อโอเปคในระยะยาว
ผู้ประกอบการน้ำมันอ่วม
ด้วยเหตุนี้จึงกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงรุนแรง ส่งผลเชิงลบต่อผู้ประกอบการน้ำมัน ได้แก่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท. สผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่ราคา ปตท.สผ. ยังมีแนวโน้มขึ้นอีก 15-20% ซึ่งยังเป็นระดับที่น่าซื้อสะสมลงทุนข้ามปี
ด้านนายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ราคาน้ำมันจะเริ่มฟื้นตัวได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า ตามภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบมีมากขึ้น แต่ราคาอาจจะไม่ได้ขึ้นไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเหมือนที่ผ่านมา ปัจจุบันและในอนาคตจะมีการผลิตพลังงานที่ทดแทนน้ำมันออกมาต่อเนื่อง
"ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงต่อเนื่อง คือปริมาณการผลิตน้ำมันที่มากเกินกว่าความต้องการใช้ โดยเฉพาะแหล่งผลิตน้ำมันแห่งใหม่ของสหรัฐและจีน แต่ใน 2 ปีข้างหน้า ราคาน้ำมันจะเริ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก เบื้องต้นประเมินการเข้าลงทุนหุ้นกลุ่มน้ำมันว่าควรสังเกตสถานการณ์ไปก่อน" นายเผดิมภพ กล่าว
โอเปคกำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ
แหล่งข่าวเผยว่านายอาลี อัล-ไนมี รัฐมนตรีน้ำมันซาอุดีอาระเบีย กล่าวในการประชุมโอเปคเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกับสหรัฐ ทำให้สมาชิกโอเปค ที่ต้องการให้ลดกำลังการผลิต เข้าใจว่าไม่มีทางเลือกอื่น เพราะซาอุดีอาระเบียต้องการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด
นักวิเคราะห์ กล่าวว่า การตัดสินใจไม่ลดเพดานการผลิตทั้งที่ราคาร่วงลง เป็นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของโอเปค โดย นายยัสเซอร์ เอลกุนดี แห่งบริษัทเมดเลย์โกลบอลแอดไวเซอร์ กล่าวว่า โอเปคดำเนินท่าทีที่กล้าหาญมาก และขีดเส้นชัดเจนว่า จะไม่ลดกำลังการผลิต ซึ่งเวลาเท่านั้น จะเป็นเครื่องตัดสินว่าใครจะอยู่ใครจะไป
ผู้แทนจากชาติสมาชิกโอเปคที่ต้องการให้ลดกำลังการผลิต กล่าวว่า กลุ่มโอเปคกำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ และไม่รู้ว่าการพยายามบีบน้ำมันจากหินดินดานออกจากตลาดนั้น จะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน
รัฐมนตรีโอเปคหลายคนที่ต้องการให้ลดกำลังการผลิต ออกจากห้องประชุมด้วยท่าทีไม่พอใจอย่างชัดเจน แต่ปิดปากเงียบอยู่หลายชั่วโมง และกล่าวในที่สุดว่ายอมรับการตัดสินใจของกลุ่ม โดยนายราฟาเอล รามิเรซ รัฐมนตรีน้ำมันเวเนซุเอลา กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่ามีสงครามหรือไม่ ซึ่งนายรามิเรซตอบว่าโอเปคต่อสู้กับสหรัฐมาตลอด เพราะสหรัฐประกาศว่าไม่ชอบโอเปค น้ำมันจากหินดินดานเป็นหายนะเพราะมีการขุดเจาะทำชั้นหินให้แตก นอกจากนั้นยังมีต้นทุนสูง
ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งจากประเทศอ่าวเปอร์เซีย เผยว่า นายไนมี ยืนยันกับสมาชิกว่าราคาน้ำมันจะกระเตื้องขึ้นในที่สุด เพราะความต้องการจะฟื้นคืน แต่ยืนยันว่าหากโอเปคลดเพดานการผลิตก็จะเสียส่วนแบ่งตลาด
นักวิเคราะห์หลายคน และผู้บริหารในแวดวงน้ำมัน มองว่า ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่ราคาน้ำมันที่ลดลง จะกระทบต่อการผลิตของสหรัฐ
รัสเซียจับมือโอเปคไม่ลดกำลังผลิต
สำนักข่าวทาสส์รายงานว่านายอิกอร์ ชูวาลอฟ รัฐมนตรีน้ำมันรัสเซีย กล่าวว่าการตัดสินใจของกลุ่มโอเปคที่ไม่ลดเพดานการผลิตน้ำมัน และคงเพดานการผลิตไว้ที่วันละ 30 ล้านบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าประมาณการความต้องการใช้น้ำมันปีหน้าอย่างน้อย 1 ล้านบาร์เรลนั้น บีบให้รัสเซียไม่ลดกำลังการผลิตลงเช่นกัน
นายชูวาลอฟกล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเหตุผลหลักประการหนึ่งเบื้องหลังราคาน้ำมันดิบที่ลดลง เพราะประเทศอาหรับผู้ผลิตน้ำมันบางประเทศกำลังพยายามบีบน้ำมันจากหินดินดานให้ออกจากตลาดโลก หากการกระทำดังกล่าวมีเป้าหมายที่การแก้ไขหรือตอกย้ำท่าทีของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในตลาด รัสเซียก็ไม่ควรทำอะไรในขณะนี้เพื่อสั่นคลอนจุดยืนดังกล่าว
รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันชั้นนำรายหนึ่งของโลก โดยน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนครึ่งหนึ่งของงบประมาณรัสเซีย คาดว่ารัสเซียจะคงกำลังการผลิตไปจนถึงปีหน้า วันละกว่า 10 ล้านบาร์เรล





