"2015 มนุษย์ดิจิทัล" ป่วนธุรกิจเปลี่ยน

"2015 มนุษย์ดิจิทัล" ป่วนธุรกิจเปลี่ยน

เกมเปลี่ยน..ในยุคดิจิทัล เมื่อมีตัวป่วนอย่างมนุษย์พันธุ์ดิจิทัลมาพลิกวิถีการตลาด "รับมือยาก..ท้าทาย..เผาขน"

ทำธุรกิจยุคนี้ไม่ง่าย..

ถ้าคิดว่าวันนี้ยากแล้ว พรุ่งนี้จะยากยิ่งกว่า เมื่อตลาดเปลี่ยน คนเปลี่ยน สภาพแวดล้อมทางการแข่งขันเปลี่ยน กับโจทย์ท้าทายสารพัด ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โดยเฉพาะแรงบีบให้ธุรกิจเข้าสู่โลก “ดิจิทัล”

“ธุรกิจถูกบีบให้เข้าสู่ดิจิทัลด้วยสภาพแวดล้อมบังคับ เพราะทุกวันนี้ทุกคนมาอยู่ในดิจิทัลกันหมดแล้ว”

“พรชัย จันทรศุภแสง” ผู้อำนวยการธุรกิจสื่อไอที บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) บอกเล่าสถานการณ์ในยุคที่ผู้คน เสพติดการสื่อสาร ขาดสมาร์ทโฟนเหมือนขาดใจ และไหลจากโลกออฟไลน์มาสู่วิถีดิจิทัลกันถ้วนทั่ว ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ แต่ว่ากันว่าตั้งแต่วัยละอ่อน ไปจนขึ้นสเตตัส “ส.ว.” (สูงวัย) ก็ยังเป็นคนดิจิทัล

เช่นเดียวกับ “ทรงยศ คันธมานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด ที่บอกเราว่า โลกทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย ขณะที่สมาร์ทโฟน จะเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” และเป็นตัวจักรสำคัญของการทำตลาดออนไลน์ เพราะสมาร์ทโฟนคือทุกสิ่ง ขณะที่ลูกค้า ณ วันนี้ ก็หันไปใช้มือถือกันหมดแล้ว

“ปีหน้าจะท้าทายมากขึ้น เพราะจะมีผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่อาจไม่เคยใช้ดิจิทัลผ่านคอมพิวเตอร์เลย หรือกลุ่มที่ใช้โทรศัพท์แบบธรรมดาไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ ปีหน้าจะย้ายมาใช้สมาร์ทโฟนกันมากขึ้น จากปัจจุบันบ้านเรามีคนใช้มือถือกว่า 90 ล้านเครื่อง เป็นสมาร์ทโฟนแค่ 30% เชื่อว่าปีหน้ากลุ่มที่เหลือจะหันมาใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 20%”

นั่นคือเหตุผลที่เขาบอกว่า ธุรกิจต้องปรับตัว และทำสื่อดิจิทัล ที่รองรับผู้ใช้มือถือเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นลูกค้ามหาศาลก็ไม่มีทางหาธุรกิจเราเจอได้

เพราะปัจจุบันประมาณ 40% ของคนที่ใช้ออนไลน์ ใช้จากมือถือเท่านั้น

ขณะที่ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ TARAD.com บอกในงานสัมมนา CAT Network Showcase 2014 ว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะดีขึ้น การมาถึงของ 3G และเทคโนโลยีที่สนับสนุน

ทว่ายังมีความท้าทายรออยู่มากมายในปีหน้า ตั้งแต่การมาถึงของคู่แข่งต่างชาติที่อาจจะมาเร็วกว่าที่คิด เพราะวันนี้ออนไลน์ทำให้ไม่มีพรมแดน คู่แข่งจะเข้ามาบุกธุรกิจในไทยมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีจะมาเร็วมากขึ้น จนธุรกิจอาจปรับตัวไม่ทัน เวลาเดียวกับเออีซี (การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปลายปี 2558) ที่ใกล้เข้ามา จะเป็นตัวเร่งที่น่ากลัวเพราะประเทศอื่นที่พร้อมและได้เปรียบ ทั้ง “ทุน” และ “ภาษา” ก็เตรียมออกมาสู้รบกันเต็มที่

“สิ่งที่ธุรกิจต้องทำคือ เอาดิจิทัลเข้ามาใช้ ต้องโอบล้อม และใช้มัน ต้องปรับองค์กร ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยไอที ต้องขยายธุรกิจไปต่างประเทศ จะขายอยู่แค่ในไทยไม่ได้ ตลาดเล็กเกินไปแล้ว และต้องเอาการตลาดออนไลน์เข้ามาใช้ เพื่อสร้างลูกค้าใหม่ และรักษาลูกค้าเดิมไว้ ซึ่งที่พูดไปล้วนต้องใช้ดิจิทัล” เขาบอก

ขณะที่ภาครัฐก็กำลังโหมประโคม “Digital Economy” เศรษฐกิจดิจิทัล หรือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยความพยายามวางโครงสร้างต่างๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย อย่างการทำ “ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่” หรือ ศูนย์ข้อมูลระดับประเทศบนแพลทฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ธุรกิจสามารถดึงไปใช้งานได้

การพัฒนารูปแบบ "มาร์เก็ตเพลส" ที่จะทำให้การค้าขายบนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนเว็บไซต์อาลีบาบาของจีน ตลอดจนการพัฒนาระบบความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อหนุนธุรกิจสู่วิถีดิจิทัล

เวลาเดียวกัน เทรนด์ของดิจิทัลก็ขยับวิ่งไปข้างหน้า อย่างการมาถึงของยุค Internet of Things ทุกสิ่งอย่างคืออินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะ อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ จะเป็นคอมพิวเตอร์ แม้แต่อนาคตที่มองกันว่า Internet of everything เสียด้วยซ้ำ นั่นคือ ไม่ว่าจะคน สัตว์ สิ่งของ ก็มีอินเทอร์เน็ตติดได้หมด สร้างความน่าสนใจให้โลกดิจิทัลเท่าทวี

แต่ที่ชัดเจนไปกว่านั้น คือพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ ที่มี "ไอซีที" เข้ามาซึมซับทุกอณู เรียกว่า ใช้อินเทอร์เน็ตกันตั้งแต่ตื่นยันหลับ ติดมือถือยิ่งกว่า “ลมหายใจ” แม้แต่เหนียวไก่หาย ก็ยังต้องประกาศให้โลกรู้บนโลกอินเทอร์เน็ต

ขณะที่สินค้าและบริการออนไลน์ ก็มีให้เสพกันตั้งแต่เกิดยันแก่ แม้แต่วันที่สิ้นลมหายใจ ก็ยังมีธุรกิจส่งท้ายให้ได้ใช้ อย่าง บริการบริหารโซเชียลมีเดียหลังจากผู้ใช้เสียชีวิตไปแล้ว ของ Yahoo Ending ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

“ดร.พีรเดช ณ น่าน” ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และคอลัมน์นิสต์ Telecom & Innovation Journal บอกเราว่า คนไทยชอบการสื่อสาร จนอยากจะเรียกว่า “ICT Lover” เบาะๆ เบาๆ ดูสถิติคนใช้ไลน์ทั่วโลกที่ประมาณ 560 ล้านคน ไทยมีพลเมืองไลน์ถึง 33 ล้านคน มาเป็นอันดับ 2 ของโลก!

ขณะที่ เฟซบุ๊ค มีผู้ใช้ทั้งโลกประมาณ 1,320 ล้านคน คนไทยใช้กันที่ 28 ล้านคน

กรุงเทพฯยังถูกยกให้เป็นเมืองหลวงของเฟซบุ๊ค!

อิทธิพลของโซเชียลมีเดีย ส่งให้ผู้บริโภคยุคนี้เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ ที่

“ใจร้อน เบื่อง่าย ไม่ชอบจำ ไม่ชอบคิด สมาธิสั้น และขี้ระแวง”

ตามมาด้วย “โรคแปลกๆ” อย่าง “Social media addiction” การเสพติดโซเชียลมีเดีย “Nomophobia” โรคกลัวขาดมือถือ “Social media anxiety disorder” (SMAD) ภาวะวิตกกังวลที่จะเข้าสังคมออนไลน์ และ “FOMO” หรือ Fear of missing out อาการกลัวตกเทรนด์ เป็นต้น

ลองย้อนไปสักสิบปี ก็คงไม่มีอาการแบบนี้ปรากฏ !!

ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่า ทำธุรกิจกับมนุษย์พันธุ์ดิจิทัล ไม่ง่าย! และดูท่าว่าจะยากเย็นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับนักการตลาด และนักธุรกิจหัวเก่า

“จุดอ่อนของนักการตลาดยุคเก่า คือ มุมมอง ประสบการณ์ หรือสื่อที่เขาเคยใช้มาก่อน จะจำกัดแค่สื่อเดิมๆ และเฉพาะแค่ในไทยเท่านั้น แต่นักการตลาดยุคใหม่ เขาไม่ได้คิดจะขายแค่ในประเทศ เพราะคนพันล้านคนบนโลก อยู่ห่างจากเราเพียงแค่ 1 คลิก เท่านั้น ฉะนั้นวิธีคิดธุรกิจวันนี้ต้องเปลี่ยนแบบ 360 องศา และจะคิดหรือทำแบบเดิมไม่ได้”

ผู้บริหารตลาดดอทคอมบอกกับเรา ก่อนยกหนึ่งแนวคิดการตลาดยุคใหม่ ที่ได้อานิสงส์จากเทคโนโลยีการตลาดออนไลน์ซึ่งสามารถวัดผลได้ และเก็บข้อมูลจากลูกค้าได้แทบทุกมิติ จนนำมาสู่กลยุทธ์การตลาด อย่าง จัดทำโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อส่งกลับไปหาลูกค้าเป็นรายบุคคลได้ แค่ปลายนิ้วคลิก!

“การตลาดยุคต่อไปจะเป็น ‘Personalized marketing’ มากขึ้น หรือ การตลาดที่ทำเฉพาะเจาะจงให้กับคนๆ นั้นเลย จากสมัยก่อนจะทำโปรโมชั่นลดราคา ผมต้องลดทั้งร้านเพื่อจะขายให้กับทุกคน แต่ต่อไปไม่จำเป็นแล้ว เพราะผมจะลดสินค้าบางชิ้น ให้กับคนบางคนเท่านั้น นั่นหมายถึง การตลาดจะมีชั้นเชิงขึ้น” เขาบอกจุดเปลี่ยนของการตลาดยุคดิจิทัล

และนี่เองที่จะเป็นการไปปลุกให้ลูกค้าบางคนที่เคยห่างหายไป ได้กลับมาใช้บริการอีกครั้ง ด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างการส่งอีเมลไปหา นำเสนอโปรโมชั่นถูกใจ ใช้เวลาไม่กี่อึดใจ แต่เขาบอกว่า อาจสร้างยอดขายกลับมาเป็นแสนเป็นล้านได้แล้ว

ในอดีตคนขายจะพูดอะไรก็ได้ แต่วันนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ “เจ้าของสินค้า พูดเองไม่ได้” เพราะลูกค้าจะเชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดถึงสินค้านั้นๆ มากกว่าตัวเจ้าของ ฉะนั้นถึงเวลาที่ต้องหาคนอื่นมาพูดแทน หรือมีกลยุทธ์ในการโน้มน้าวใจลูกค้าที่ใช้สินค้าแล้วเป็นปลื้ม ได้พูดต่อ บอกต่อ ในทางที่ดีให้ได้

“เราต้องวางกลยุทธ์ในการโน้มน้าวให้เขาพูดต่อ บอกต่อ เพราะบางครั้งการบอกต่อ ในเรื่องที่ดี ก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติไม่ได้ อย่าง อาจต้องติดตั้งไวไฟที่ร้านเพื่อให้เขาเข้าอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวก มีชื่อเว็บไซต์ เฟซบุ๊คแฟนเพจเพื่อให้ไปกดไลค์ได้ง่าย มีการให้รางวัล ให้ส่วนลด เพื่อดึงให้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับเรา ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นการวางกลยุทธ์ที่แนบเนียนเท่านั้น”

แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่า “แนบเนียน” แล้วถ้าไม่เนียนจะเกิดอะไรขึ้น “พรชัย จันทรศุภแสง” จาก เออาร์ไอพี บอกเราว่า พฤติกรรมของคนที่มีใจอยากอวย อยากเชียร์สินค้า ถ้าเราเพียงมีเทคโนโลยีเข้าไปเสริมให้เขาทำได้สะดวก ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เขารีบอวยเร็วขึ้น เพียงแต่การกระตุ้นนั้นต้องทำอย่างระมัดระวังและอย่าให้มากจนเกินไป

หรือ กรณี ใช้ “หน้าม้า” มาเชียร์ธุรกิจ ที่หากถูกจับได้ พูดเลยว่าสำหรับยุคนี้ อาจเจ็บสาหัสมากกว่าได้หน้า

“คนสมัยนี้เป็นนักสืบพันทิป เขาชอบขุดคุ้ย ฉะนั้นทำอะไรต้องระวัง อย่าง กรณีเจอนักสืบพันทิป มองว่า อย่านิ่ง และอย่าด่า แต่ควรชี้แจงความเป็นจริงออกไป นำเสนอข้อมูลจริงด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วก็ “แมนๆ” คือถ้าผิดให้รีบยอมรับ แล้วบอกแนวทางแก้ไข แต่บางแบรนด์คนด่าก็ยังนิ่งเฉย ไม่ตอบโต้อะไร ความรู้สึกแย่ๆ เลยยิ่งขยายตัวไปมากขึ้น”

ขณะที่ ภาวุธ กล่าวเสริมว่า บางครั้งการชี้แจงบนออนไลน์อย่างเดียวอาจไม่ได้ผล แต่ควรหาวิธีไปเคลียร์กับต้นตอในโลกออฟไลน์ด้วย เขาว่า เคลียร์กันนอกรอบง่ายกว่า จบแล้วก็ให้เจ้าของเรื่องออกมาชี้แจงในออนไลน์

นี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะจัดการวิกฤติข่าวลบ บนโลกออนไลน์ และรับมือกับมนุษย์ดิจิทัล

การทำธุรกิจยุคเก่า อาจเป็นเรื่องยากที่จะรับรู้ว่า วันๆ มีใครพูดอะไรถึงเราไว้บ้าง แต่กับธุรกิจในยุคโซเชียลมีเดีย เราสามารถติดตามได้ว่า มีใครคนพูดถึงเราหรือคู่แข่งเราบ้างในโลกออนไลน์ ทั้งแบบลงมาติดตามเองหรือจะใช้เครื่องมือช่วยรวบรวมข้อมูลก็มีให้ ซึ่งการลงมาติดตามเสียงสะท้อนอย่างใกล้ชิด ก็เพื่อจะได้ปรับตัวแก้เกมได้ทัน เมื่อมีกรณีที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น

เพราะธุรกิจยุคนี้ ถ้าอยู่แต่ในโลกของตัวเอง เท่ากับจบชีวิต

“ต่อไประบบต่างๆ จะเป็นดิจิทัลหมด ฉะนั้นเราต้องเตรียมรับมือไว้ ถ้าธุรกิจคุณยังไม่ได้ดิจิทัล อันตรายมาก ถ้ายังเป็นเถ้าแก่ยุคเก่า ทำธุรกิจโดยคนหนึ่งคน ใช้คนเยอะ ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่คุณหมด คุณไม่มาวันหนึ่งธุรกิจขยับเขยื้อนไม่ได้ หรือข้อมูลอยู่กับคนในองค์กร คนหนึ่งหยุด ลำบาก ฉะนั้นต้องเปลี่ยนโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ดึงข้อมูลจากคนมาอยู่ที่ระบบ ทำระบบให้ดี ธุรกิจก็จะสำเร็จ” ภาวุธ บอก

ขณะการเข้าสู่ดิจิทัล พวกเขาบอกว่า ต้องเริ่มจากต้องมีวิสัยทัศน์ ปรับความคิด (mindset) หาความรู้เพิ่มเติม ลองทำ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง “รู้จริง รู้ใจ และรู้เทรนด์” รู้จริงเกี่ยวกับสินค้า รู้ใจผู้ซื้อ และต้องรู้เทรนด์ ว่ายุคนี้ผู้คนสนใจอะไร กำลังเดินไปทางไหน แล้วปรับธุรกิจของเราให้เข้ากับเทรนด์นั้น

ขณะ “ทรงยศ คันธมานนท์” ซีอีโอ เรดดี้แพลนเน็ต บอกเราว่า เหตุผลที่เถ้าแก่บางรายยังถอยห่างจากดิจิทัล ก็เพราะมองว่า เทคโนโลยีดูยุ่งยาก ใช้ไม่เป็น ขาดความเชื่อมั่น และยังไม่เชื่อว่าจะทำเงินได้จริงในช่องทางนี้ ขณะที่ การขาดเวลา งบประมาณ และบุคลากร ยังเป็นปัญหาหลักในการขยับเข้าสู่วิถีดิจิทัล

เขาแนะนำ 6 ขั้นตอนเขาสู่วิถีดิจิทัล 1.ต้องเรียนรู้สื่อดิจิทัลแบบต่างๆ ว่าทำงานกันอย่างไร 2.กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ 3.วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 4.สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ 5.ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ออกไปในช่องทางที่ถนัด และเห็นว่าสำคัญ ปิดท้ายกับข้อ 6.ไม่ต้องคิดว่าจะต้องทำทั้ง 5 ข้อให้เพอร์เฟค คิดแค่ในระดับหนึ่งแล้วลงมือทำเลย จากนั้นค่อยประเมินผลและปรับปรุงไปเรื่อยๆ เพราะทุกอย่างต้องการความเร็ว ยิ่งช้า เท่ากับยิ่ง “เสียโอกาส”

ยังมีความท้าทายมากมายรออยู่ในอนาคตโดยเฉพาะในปีหน้า ที่ธุรกิจต้องเร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง เรียนรู้และยอมรับการเปลี่ยนแปลง และเตรียมตัวให้พร้อมไว้

แม้ยังยืนยันว่า ทำไม่ได้ ใช้ไม่เป็น แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ขอแค่ให้มีวิสัยทัศน์ เพราะธุรกิจสามารถหาคนมาทำแทนได้ แม้แต่การพึ่งพาที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ ที่จะช่วยให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ หนุนนำธุรกิจ

เพื่อจะได้ไม่ต้องตกขบวนหรือถูกกลืนหายไป เพราะแค่คำว่า ไม่เข้าใจมนุษย์พันธุ์ดิจิทัล

.............................................

“Sharing Economy”

โอกาสธุรกิจยุคดิจิทัล

สถานการณ์ย่ำแย่ที่เกิดกับหลายธุรกิจ จากอิทธิพลของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม แต่ธุรกิจหนึ่งกลับเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และสร้างเม็ดเงินมหาศาลในตลาดโลก และถูกยกให้หอมหวานสุดๆ ในปี 2014

นั่นคือเหล่าธุรกิจที่เกิดจากแนวคิด “Sharing Economy” การแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ที่มี ที่เหลืออยู่หรือยังใช้ไม่เต็มที่ เช่น รถยนต์ ห้องพัก ที่ทำงาน ของใช้ในบ้าน ชุดรับแขก หนังสือเรียน ทักษะความรู้ ฯลฯ มาแชร์กันบนโลกอินเทอร์เน็ต ไอเดียธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ ขณะที่ผู้บริโภคก็กลายมาเป็นผู้จัดการได้อย่างเยี่ยมยุทธ์

อย่าง ธุรกิจแชร์ที่พัก Airbnb (Airbnb.com) คอนเซปต์คือ ให้คนทั่วโลกที่มีห้องว่าง มีบ้านปล่อยทิ้ง ได้มาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก นักท่องเที่ยวได้ห้องพักถูกและดี เจ้าของห้องพัก ก็ได้ค่าเช่า ขณะ Airbnb ก็มีรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้เข้าพักและเจ้าของบ้าน เรียกว่า “วิน” กันทุกฝ่าย ซึ่งเปิดมาไม่กี่ปี ธุรกิจจากเล็ก ขยับไปมีรายได้หลายพันล้านดอลลาร์

UBER บริการรถแท็กซี่ ที่เปิดให้คนที่มีรถอยู่แล้วมาขับรถหารายได้ ผ่านระบบของอูเบอร์ โดยการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว มาเชื่อมประสานออกมาเป็นบริการ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้ จนได้รับความนิยมและสร้างรายได้มหาศาลให้ผู้ก่อตั้ง ในต่างประเทศ พวกเขาพัฒนาไปสู่การส่งของ ส่งสินค้า ส่งเอกสาร ผ่านคนขับรถที่กระจายไปทั่วเมือง ขยับสู่บริษัทโลจิสติกส์ ไม่ใช่แค่แท็กซี่ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าธุรกิจหลายแสนล้านบาท

ยังมีอีกสารพัดโอกาสธุรกิจ ในโลกของ Sharing Economy ที่กำลังขยายตัวอย่างงดงามในต่างประเทศ และเริ่มขยับขยายมาบ้านเราบ้างแล้ว อย่าง บริการแชร์ห้องน้ำ ร่ม จักรยาน เครื่องครัว โซฟาในบ้าน พื้นที่ทำงาน แชร์ที่จอดรถ ฯลฯ โดยใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น หักเงินผ่านบัตรเครดิต ใช้เทคโนโลยีมาเชื่อมคนทั้งโลก ลดความยุ่งยาก ลดต้นทุน ลดขีดจำกัดของการให้บริการ

ก่อเกิดเป็นโอกาสธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่ต่อยอดไปได้...ไม่รู้จบ