SET จะขึ้นทดสอบ 1600 จุดอีกครั้ง
SET View
- แนวโน้ม SET จะมีโอกาสขึ้นทดสอบ 1600 จุด อีกครั้ง โดยมองกรอบเคลื่อนไหว1585-1600 จุดคาดยังไม่ผ่าน ด้วยปัจจัยผสมผสาน (1) ก.พาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกไทยเดือนต.ค.เติบโต 3.9%YoYสูงสุดในรอบเกือบสองปี เป็นปัจจัยบวกจิตวิทยาเล็กน้อยเนื่องจากการนำเข้าสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบินและเรือเติบโตเพียง 0.6%YoYสะท้อนไปยังแนวโน้มการส่งออกเดือนถัดไปว่าอาจไม่แรง(2)กลุ่มพลังงาน (18% ของมูลค่าตลาดรวม) จะคงถ่วงSETเนื่องจากนักลงทุนจะรอความชัดเจนผลการประขุม OPEC เกี่ยวกับการปรับลดกำลังการผลิตของสมาชิกในกลุ่มซึ่งจะทราบผลในตอนเย็นของวันนี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าผลการประชุมจะไม่เปลี่ยนแปลงทิศทางราคาน้ำมันดิบอย่างมีนัย และราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะเริ่มสะท้อนปัจจัยเฉพาะตัว หลังการประชุมครั้งนี้ (3)นักลงลงทุนสถาบันขายสุทธิเป็นวันที่สองอีกเล็กน้อยราว 213 ล้านบาท กดดันจิตวิทยาการลงทุน(4) ทางเทคนิค เตรียมขึ้นทดสอบ 1600 จุด หากผ่านไปได้ จะมีแนวต้านถัดไปบริเวณ 1650 จุด(Previous High)
- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน หาก SET ยังคงยืนเหนือ 1585 จุด หาจังหวะขึ้นขายลงซื้อ
1)Top Daily Pick :BGH(คาดผลประกอบการ 4Q7 เติบโตต่อเนื่องจากปัจจัยฤดูกาล และเติบโตกว่า 20% ในปี 58 ผลักดันจากโรงพยาบาลใหม่ที่ซื้อเข้ามาเพิ่ม และจะช่วยประหยัดขนาดในระยะยาว)GFPT (คาดผลประกอบการ 4Q57 จะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบในสต๊อกที่ปรับตัวลง และยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 58 จากความต้องการในตลาดส่งอออกที่ยังคงเพิ่มสูงโดยเฉพาะจากญี่ปุ่น)
2)Technical Pick:ADVANC MINT TICON TOP AQ
3)Theme Play : กลุ่มรับเหมาฯที่ยัง laggard(CK STEC) ได้ประโยชน์จากงานประมูลโครงการโครงสร้างฟื้นฐานที่จะมีความคืบหน้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ หุ้นกลุ่มนำตลาดที่คาดผลประกอบการ 4Q57 เติบโตต่อเนื่องหรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว/จากปัจจัยฤดูกาล ทั้งกลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH JAS THCOM SIM) พัฒนาที่อยู่อาศัยที่เป็น Top Picks(LH SPALI )ท่องเที่ยว/ขนส่ง/โรงพยาบาล (AOT ERW MINT BGH CHG)
ผลการประชุม OPEC จะไม่มีนัยเชิงบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบ
•การประชุมกลุ่ม OPEC เพื่อกำหนดโควต้าการผลิตน้ำมันดิบที่จะทราบผลเย็นวันนี้คาดว่าผลการประชุมมี 2 แนวทาง (1) ปรับลดโควต้าการผลิตลงเพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันดิบ แต่เสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับผู้ผลิตสหรัฐ (2) รักษาโควต้าการผลิต ณ ระดับปัจจุบันที่ราว 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน(ราว 40% ของปริมาณการผลิตโลก) ปล่อยให้ราคาต่ำลงจนผู้ผลิตต้นทุนสูงจากสหรัฐต้องชะลอการผลิตลง เรามองว่าไม่ว่ามติที่ประชุมจะเป็นอย่างไรจะไม่มีผลบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบอย่างมีนัยสำคัญ อีกนัยหนึ่งราคาน้ำมันดิบน่าจะยังคงทรงตัวในระดับต่ำต่อไป (Brent จะยังเคลื่อนไหวในระดับต่ำกว่า US$90 ต่อบาร์เรลจนถึง 1Q58และมีความเสี่ยงทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าระดับ US$76)ด้วยปัจจัยสนับสนุน
(1)เชื่อว่า OPEC จะไม่สามารถดำเนินการให้มติการประชุมมีผลในทางปฏิบัติก่อนการประชุมครั้งนี้สมาชิกในกลุ่มมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน ทางอิหร่าน อิรักและลิเบียแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการลดกำลังการผลิตลง หากที่ประชุมมีมติลดโควต้าการผลิต เราคาดว่าสมาชิกส่วนใหญ่จะคงผลิตเกินโควต้า(ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2525-52 พบว่าการเปลี่ยนแปลงโควตาไม่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงปริมาณการผลิต ขณะที่มีถึง 10/12 ชาติสมาชิกที่มักผลิตเกินโควต้าราว 10%) เราเชื่อว่าเป็นผลจากชาติสมาชิกคำนึงถึงรายได้จากการขายน้ำมันที่ต้องสอดคล้องกับงบประมาณรายจ่ายของประเทศตนเองเป็นหลัก กอปรกับประเทศสมาชิกส่วนใหญ่มีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ (เฉลี่ยราว US$30 ต่อบาร์เรล Brent) เมื่อเทียบกับประเทศNon-OPEC เช่นสหรัฐ ( กว่า ½ ของผู้ผลิตสหรัฐ มีต้นทุนผลิตราว US$75-80 ต่อบาร์เรล Brent อีกนัยหนึ่ง ณ ระดับราคาน้ำมันดิบที่ US$75 ลงมาผู้ประกอบการสหรัฐจะไม่มีกำไร)
(2)ผู้ผลิตNon-OPEC เริ่มมีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะสหรัฐคาดว่าปีนี้จะผลิตน้ำมันดิบได้ถึง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นราว 80% จากปี 51 และมีแนวโน้มลดการนำเข้าทุกปีหลังจากการปฏิวัติ Shale Gas/Shale Oil ประสบผลสำเร็จ(ปัจจุบันสหรัฐนำเข้าราว 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน)การปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC จึงมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้ประเทศ Non-OPEC และจะไม่ช่วยให้ระดับราคาน้ำมันดิบปรับตัวดีขึ้น
(3)ปัจจัยด้านอุปสงค์ที่อ่อนแอลงทั้งจีน ญี่ปุ่น และยุโรป รวมถึงแรงกดดันจากภาวะเงินฝืด (Deflation) และเศรษฐกิจชะลอตัว (Recession) ที่เริ่มเกิดขึ้นในบางประเทศ และมีแนวโน้มที่จะกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังกดดันทิศทางราคาน้ำมันดิบ
การเข้าเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มพลังงานจากความคาดหวังเชิงบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดี ยกเว้นเป็นการเก็งกำไรต่อปัจจัยบวกเฉพาะตัว (อาทิ PTT ที่จะได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และ BCP ที่มีโอกาสปรับเพิ่มมูลค่าเหมาะสมจากการขยายโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มากกว่าคาด เป็นต้นซึ่งนักลงทุนควรติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด)









