Repositioning ดันเที่ยวไทยสู่ High Value

Repositioning  ดันเที่ยวไทยสู่ High Value

เมื่อนักท่องเที่ยวล้นหลามที่เข้าเยือนไทย แต่ยังไม่ตอบโจทย์เชิงมูลค่าได้เวลาRepositioningเที่ยวไทยสู่High Valu

จากสถิติการท่องเที่ยวไทยย้อนหลังไป 5-10 ปีที่ผ่านมา หากวัดความสำเร็จในเชิงปริมาณ ไทยไม่เคยสอบตก นักท่องเที่ยวต่างชาติผู้เดินทางมาเยือนไทยในปี 2552 มีจำนวน 14 ล้านคน และปี 2556 มีจำนวน 26 ล้านคน ขยายตัวประมาณ 66% ภายใน 5 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 13.2% ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวปี 2552 มูลค่า 510,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,207,168 ล้านบาท ขยายตัว 42.5% เฉลี่ยปีละ 8%

โดยรวมรายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 5 ปีขยายตัว 44% หรือปีละ 8.8%

ตัวเลขรายได้ที่เติบโตต่ำกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว บ่งชี้ได้ถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เติบโตยังไม่ตอบโจทย์ในเชิงคุณภาพการท่องเที่ยว และตอบโจทย์เศรษฐกิจ

ในจังหวะที่รัฐบาลกำลังปฏิรูปประเทศในหลายด้าน จึงถือเป็นจังหวะดีในการปฏิรูปท่องเที่ยว “Repositioning” ท่องเที่ยวไทยทั้งระบบ ในตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value)

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ที่เพิ่งหมดวาระการทำงาน ส่งไม้ต่อให้กับ อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสทท.คนใหม่

วางหัวโขน ในฐานะประธาน สทท. ปิยะมาน บอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาถึงภาวะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยระบุว่ายังเดินอย่าง "ไร้ทิศทาง" ขาดเป้าหมายทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่องค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น ธุรกิจท่องเที่ยว และแรงงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม จะมองเห็นเป็น "ภาพเดียวกัน"

เมื่อเป็นเช่นนี้ ส่งผลให้การสร้างภาพลักษณ์ประเทศ จึงยังไม่ชัดเจน

โดยเธอย้ำว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองไทยแม้จะมากขึ้นตามแรงโหมโปรโมทของหน่วยงานภาครัฐ แต่กลับไม่ได้เป็นตัวสะท้อนถึงการสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน หากเทียบกับทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่จำกัด และราคาเฉลี่ยห้องพักที่ถูกกว่าค่าเฉลี่ย ที่จูงใจนักท่องเที่ยวกลุ่มแมส

ทว่า ยังไม่โดดเด่นพอที่จะจูงใจนักท่องเที่ยว "กระเป๋าหนัก" ที่เน้นคุณภาพในการท่องเที่ยว ให้แพ็คกระเป๋ามาเยือนไทย

ที่ผ่านมาเราจึงเห็นคาราวานแบ็คแพ็คเกอร์เข้ามาเที่ยวไทยกันมาก เพราะค่าครองชีพในการท่องเที่ยวต่ำ "มากกว่า" การเข้ามาของเศรษฐีที่พร้อมจะใช้จ่าย ทั้งชอปปิง สปา ที่พัก และอาหารระดับพรีเมี่ยม

ปิยะมาน เล่าถึงบทสะท้อนที่ท่องเที่ยวไทยเติบโตเฉพาะตัวเลข โดยหยิบยกจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มาฉายภาพให้เห็นว่า..

จำนวนนักท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปี 2553 มีนักท่องเที่ยว 26.3 ล้านคน ในปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็น 26.5 ล้านคน หรือในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มขึ้นถึง 70 %

สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (Pacific Asia Travel Association - PATA) ยังคาดการณ์ว่า จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเอเชีย แปซิฟิก มากขึ้นถึง 660 ล้านคนในปี 2561 หรือขยายตัวถึง 45%

ในจำนวนนั้นมาเยือนไทยเพิ่มขึ้นถึง 79.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 21.2%

จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม ไม่ได้เป็นที่น่าปลาบปลื้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ต้องการมุ่งทำรายได้ในเชิงมูลค่า และคุณค่า ในภาวะที่ทรัพยากรเหลืออยู่จำกัด จึงต้องวางแผนรับมือ แบบไม่ต้องเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวให้สูงถึง 70 ล้านคน เลือกรับจำกัดเพียง 50 ล้านคนเท่านั้น แต่เป็นจำนวนที่เปี่ยมด้วยกำลังซื้อ ไม่ปล่อยไปตามยถากรรม เพื่อขับเคลื่อนรายได้สู่เป้าหมาย 4 ล้านล้านบาท ในปี 2561

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการท่องเที่ยวในอนาคตจะต้องพยายามลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศลง จากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หันมาเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวคนไทยให้สูงขึ้น จากอำนาจการใช้จ่ายของคนไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศเราไม่เคยกำหนดเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวเลย หากไปดูตัวเลขย้อนหลังการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละ 18-20% โดยเฉพาะจีน รัสเซีย แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากการเติบโตคือปัญหามากมาย”

อาทิ ปัญหานักท่องเที่ยวจีน เฮโลเข้ามารุกประตูท่าแพง จ.เชียงใหม่ หรือกรณีมาเฟียรัสเซีย ที่พัทยา ตลอดจนแท็กซี่ผี ที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ผลพวงจากการโปรโมทให้นักท่องเที่ยวแห่แหนเข้ามาจนกระทั่งเกิดการยึดพื้นที่ธุรกิจของมาเฟีย

ปิยะมาน เล่าถึงแผนพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เสนอ "กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการวางแผนโรดแมพอนาคตท่องเที่ยวประเทศ เป็นโอกาสให้หันกลับมาทบทวนความเป็นประเทศไทย ทั้งจุดขาย เป้าหมาย และการทำงานเชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคเอกชน

รวมไปถึงการกำหนด "จุดขาย" ของการท่องเที่ยวไทย สร้างภาพลักษณ์และกำหนดเป้าหมายประเทศใหม่

“ต้องมองยุทธศาสตร์ให้มากขึ้น ทุกอย่างต้องไปด้วยกันอย่างบูรณาการ คือเป้าหมายที่อยากเห็น ที่ผ่านมามีปัญหานโยบายของไทยยังไม่รู้ว่าไทยจะเป็นอะไร บางคนบอกเราเป็นเมดดิคัลฮับ ดังนั้นเป้าหมายชัดเจน เพื่อการจัดสรรงบประมาณ แผนงาน เดินหน้ามุ่งไปตามยุทธศาสตร์ที่วางแผนไว้ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ปล่อยตามยถากรรม ขาดการกำหนดเงื่อนเวลา"

ปิยะมานยังลงลึกโครงการนำร่องถึง 5 เมือง ที่จะถูกชูขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง สร้างความแตกต่าง และเชื่อมโยงเมืองรองในภูมิภาค เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะเมืองใดเมืองหนึ่ง เน้นให้ "เมืองหลักเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อเมืองรอง" ขายการท่องเที่ยวแบบเป็นคลัสเตอร์แต่ละภูมิภาคที่มีความโดดเด่นต่างกัน ประกอบด้วย

1.ท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง

2.แอคทีฟ บีช ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

3.อารยธรรมอีสานใต้ ประกอบด้วย นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

4.รอยัล โคสต์ ประกอบด้วย เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง

5.ท่องเที่ยวอันดามัน ประกอบด้วย ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรังและสตูล

ปิยะมาน ระบุว่าการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้หลากหลาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกกระจายตัวไปเมืองอื่นๆ เป็นการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ สร้างจุดขายที่มีความแตกต่าง จึงต้องบริหารจัดการ นอกเหนือจากขายแบบเดิม อาทิ เน้นขายทะเลอันดามัน โดยเฉพาะการชูการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้มากขึ้น เช่น สุโขทัย เป็นพื้นที่มรดกโลก ดังนั้นจึงควรเตรียมพร้อมด้านโรงแรม และสิ่งอำนวยความสะดวกโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกัน

เอนก นุรักษ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศ (สทท.) ประธานยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ทีมงานชุดใหม่ที่เข้ามาสานต่อแผนงานท่องเที่ยวในอีก 4 ปีข้างหน้า ในฐานะกรรมการชุดใหม่ที่กำลังจะประชุมในวันที่ 25 พ.ย.57 นี้ ปัจจุบันการท่องเที่ยวมีการปรับเปลี่ยนตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มความรู้ให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงต้องแนะนำวัฒนธรรมความเชื่อของไทยให้นักท่องเที่ยวจีนเข้าใจ ซึ่งปัจจุบันการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนเริ่มสูงขึ้นจากนอนโรงแรมคืนละ 800 บาท แต่ปัจจุบันขยับมาเป็นคืนละ 1,000-1,600 บาท

“นักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มวัยหนุ่มสาวมากขึ้น เน้นที่การท่องเที่ยวนิชมาร์เก็ต สร้างประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรม ซึ่งลูกค้าจีน มีกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้นจึงทำความเข้าใจนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้มาก"

เอนก ยังกล่าวว่า สิ่งที่จะเน้นย้ำ คือความสร้างความเหนียวแน่นเชื่อมโยงกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยว ทุกสมาคม และสภาด้านการท่องเที่ยว รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด การท่องเที่ยวจัดหวัด ร่วมมือกันพัฒนาแพ็คเกจร่วมกัน เช่น โมเดลต้นแบบของกระบี่ ทิศทางราคา และคุณภาพสินค้าที่นำเสนอ จะต้องไปในทิศทางเดียวกันทั้งจังหวัด เป็นต้น

-----------------------------------

ยุทธการ High Value Traveler

โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานบริหารฝ่ายสร้างสรรค์กลยุทธ์และนวัตกรรม หน่วยงาน Energy Brand Consulting ภายใต้เครือ Young & Rubicam Brands วิเคราะห์ตัวตนของความเป็นคนไทย หรือ "Thainess" ว่ามาจากการสั่งสมรากเหง้า วัฒนธรรม มายาวนาน บทสะท้อนถึงความเป็นไทยที่แสดงออกให้ต่างชาติเห็นคือ ความเป็นมี "Sense of Paradox" หรือขั้วความขัดแย้ง และซับซ้อนของความเป็นตัวตนและวัฒนธรรมหลากหลายที่ผสมกันอยู่

“คนไทยมีทั้งความประณีต ละเอียดอ่อนที่สะท้อนอยู่ในผลงานสถาปัตยกรรม แต่ขณะเดียวกัน คนไทยเราก็เป็นชาติที่สบายๆ ง่ายๆ อะไรก็ได้ กลายเป็นขั้วขัดแย้งที่อยู่รวมกัน ดังนั้น การบริหารจัดการความเป็นไทยที่จะถูกชูออกไปเพื่อสร้างแบรนด์ระดับชาติ จึงไม่ควรปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นๆ มองเรา แต่ควรอยู่บนพื้นฐานความเป็นอัตลักษณ์โดยไม่ลืมแก่นแท้ความเป็นไทย นำสิ่งที่มีในอดีตจนถึงปัจจุบันที่หลอมรวมความหลากหลายผสมผสานอย่างไรให้ลงตัว จนกระทั่งตกผลึกเป็นจุดยืน หรือ position ของประเทศไทย”

กลยุทธ์การเสนอจุดยืนไทยแลนด์จึงต้องสร้างความลงตัวบนความหลากหลาย อย่ายึดติดกับมิติเดิมๆ ที่คนทั่วไปคาดหวัง เนื่องจากเทรนด์การท่องเที่ยวของทั่วโลก ย่นย่อไปสู่ความ "เฉพาะตัว" ขยายกลุ่มก้อนย่อยแตกเซ็กเมนท์ตลาดเล็กลง (Micro Segment)

เราจึงเห็นวัฒนธรรมย่อยๆ เกิดขึ้นมากมายที่มีการผสมผสานข้ามวัฒนธรรม (Sub Culture) มากขึ้น

ดังนั้น หากเราจะหาจุดขายที่แปลกใหม่ความน่าเย้ายวนแห่งการมาเยือนจากคนทั่วโลกก็น่าจะมีมากขึ้น บางครั้ง ทำการตลาดครั้งเดียวหรือ "แนวคิดเดียว" นำเสนอไปในทุกตลาดอาจจะเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเมินหรือมองข้ามตลาดเล็ก ที่จะแพร่กระจายขยายไปสู่ความนิยมจนกลายเป็นกระแสก็ได้

ทิศทางที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยควรชูขึ้นมาจึงเดินมาถูกทาง กับแผนการปรับจุดยืน "Repositioning Thailand" หันไปส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ สิ่งสำคัญคือมิติของการจับมือกันระหว่างภาครัฐ และภาคประชาสังคม ที่เชื่อมโยงกันกับภาคธุรกิจและชุมชน เพื่อออกแบบแพ็คเกจที่สร้างมูลค่า ประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยว

ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ "หัวหิน" แม้เป็นเมืองทะเล แต่ก็มีหลายคนที่ไปหัวหินแต่ไม่ได้สัมผัสทะเล เพราะความเป็นหัวหิน นั้นมีจุดขายที่ไม่ใช่เพียงทะเลสวยงาม แต่ความเป็นเมืองที่แตกต่างทำให้คนรู้สึก(Feeling) ถึงความเป็นเมืองเท่ ชิล ฮิบ เป็นเมืองที่มีบุคลิก(Character)โดดเด่นน่าสัมผัส

“ดังนั้นเมื่อเราเริ่มขยายการสร้างตัวตน หรือแบรนด์ดิ้งระดับประเทศ ต้องไม่ลืมสิ่งที่ไทยสั่งสมมาในเชิงวัฒนธรรม ภาพลักษณ์ของไทย ผสมกับการเติมความสมัยมากขึ้น ที่ผ่านมาหากเราหลับตานึกการโปรโมทประเทศเราก็มองเห็นแต่ ลิเก นางรำ ตลาดน้ำ แต่ควรหันกลับมาถามว่าตัวเองว่า นักท่องเที่ยวรู้อยู่แล้วหรือไม่"

ฉะนั้นจึงต้องคิดใหม่ (Rethink) ยกระดับ (Uplift) ยกย่อง เชิดชู ประเทศไทย โดยดึงเอาคุณค่าความเป็นท้องถิ่น ผสานกันกับความทันสมัย (Local & Modern) พัฒนาจุดยืนออกจากจุดขายภาพเดิมที่ต่างชาติเห็นจนชินตา (Current Asset) บริหารเสน่ห์ของเมืองไทยจากมรดกความหลากหลายที่มีมา ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม และภาพลักษณ์ วิถีชีวิตใหม่หลอมรวมกันอย่างร่วมสมัย (Utilise Asset)

ขาดไม่ได้ก่อนจะนำเสนอเรื่องราวความเป็นไทย คือการหันกลับมาถามตัวเอง และคุยกับลูกค้าต่างชาติที่มาเมืองไทยมากขึ้นว่าสิ่งที่สร้างแรงดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามานั้นเกิดจากอะไร เกิดจากสื่อมวลชน (Media) ที่ททท. หรือ ภาครัฐ สร้างขึ้นมาหรือไม่ หรือมีกลไกอื่นที่มีอิทธิพลเหนือกว่า ต้องศึกษาพร้อมกัน

โดยเฉพาะเทรนด์การท่องเที่ยวใหม่นั้น เกิดกระแสนักท่องเที่ยวเริ่มเชื่อแนวคิดและประสบการณ์ผ่านบทสนทนา ที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การท่องเที่ยวมากกว่าการโฆษณาผ่านสื่อ

ดังนั้น การศึกษากลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์และการรับรู้ของคนต้องคิดค้นกลวิธีที่จะควบคุมภาพลักษณ์ประเทศให้ตอบสนองความหลากหลายเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวแต่ละเซ็กเมนท์จึงจะ "Take control" และเป็นผู้ชี้นำ (Lead) แนวคิดนักท่องเที่ยวได้มีประสิทธิภาพ

ภาพลักษณ์ใหม่ของไทยจึงต้องคิดและมองไปข้างหน้า (progress & forward look thinking) ตอบโจทย์กับเทรนด์ที่กำลังเคลื่อนตัวมาสู่เซ็กเมนท์ย่อยๆ มากขึ้นขึ้น เพราะมาจากความหลากหลายและผสมผสานวัฒนธรรมมากขึ้นจากการเคลื่อนย้ายของคนทั่วโลก ดังนั้น จึงต้องพัฒนาสินค้าให้ตอบสนอง แต่ละกลุ่มลูกค้า แต่ละคลัสเตอร์ทัวริสซึม (Cluster tourism) ที่มีความหลากหลาย

รูปแบบการวางแผนของททท.จึงไม่ควรมีแผนเดียว แต่ออกแบบหลากหลายกลยุทธ์ไว้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายเซ็กเมนท์ ตั้งแต่แผนหลักคือการสร้างแบรนด์ภาพใหญ่ของประเทศ แผนรอง เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มย่อย(Cluster tourism) พร้อมกันกับไม่สามารถวางแผนในระยะยาว แต่จะต้องมีการติดตามวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

จะเห็นได้ชัดคือ การแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่เข้ามาเที่ยวในภูมิภาค เริ่มมีทางเลือกหลากหลาย ไม่เลือกเป้าหมายเดียว(One destination) เมื่อวางแผนมาเที่ยวอาเซียน เริ่มต้นจากไทยก็ไปต่อลาว พม่า เวียดนาม ดังนั้นจึงต้องหาวิธีดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ใช้เวลาอยู่ในไทยให้ยาวนานขึ้น

“ลูกค้าบางรายนั่งเครื่องบินมาลงเมืองไทยใช้เวลาเกิน 10 ชม.ก็ต้องการไปเที่ยวที่อื่นทั้งพม่า ลาว เวียดนาม จึงต้องวางกลยุทธ์ให้อยู่เมืองไทยให้นานที่สุด”

หลังจากไทยถูกโฉลกกับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คเกอร์ เรื่องถูกและดีมานาน การจะ Repositioning จึงไม่อาจจะทำพลิกตำแหน่งตัวตนได้เพียงข้ามวัน ข้ามปี

ทว่าอยู่ที่การสั่งสมประสบการณ์ และนำเสนอความเป็นไทยที่แตกต่างและโดดเด่น โดนใจลูกค้า

เขายังระบุถึงหลักการบริหารนักท่องเที่ยวกลุ่มมั่งคั่ง มีกำลังซื้อ (High Value Traveler) เพื่อยกระดับตัวเองขึ้นมาไม่สามารถทำได้เพียงแผนเดียว ต้องเริ่มต้นจากทำวิจัย คุยกันกับลูกค้าสะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นไทยในสายตานักท่องเที่ยวจ่ายหนักนั้น แท้จริงมองไทยเป็นอย่างไร

ไขรหัสลับ(Key point)ให้พบถึงเหตุผลเชิงลึก สิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยนั้นมาด้วยเหตุผลใด เพราะแต่ละเซ็กเมนท์ก็มีที่มาแตกต่างกันออกไป บางคนมาเมืองไทยเพราะต้องการความแปลกใหม่ แบบUnseen หรือ Amazing แต่บางคนมาเพราะคุ้นชินความเป็นห้างสรรพสินค้า มาบุญครอง

“การบริหารแบรนด์ส่วนหนึ่งมาจากการจัดการ และการออกแบบ รวมถึงร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ร่วมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามออกแบบประสบการณ์ สร้างผลลัพธ์ในเชิงบวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทย”

กลยุทธ์ใหม่ๆ ที่ควรค้นหาจุดขายเพิ่มเติมคือหาสถานที่ใหม่ๆ จุดขายใหม่แทนเมืองหลักศูนย์กลางในแต่ละภูมิภาคที่นักท่องเที่ยวคุ้นชินและจำแม่นจนคาดเดาได้ อย่างเช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ดังนั้นจึงควรร่วมมือกันกับบรรดาผู้ประกอบการ ภาครัฐ ร่วมกันออกแบบ ชูเมืองรองใหม่ๆ สร้างจุดขายร่วมกันโดยให้เกื้อกูลกันในภูมิภาค

สิ่งที่ควรคิดเพิ่มเติมคือแพ็คเกจที่มัดรวมกัน (Bundle) แล้วชูขึ้นมาเพื่อสร้างมูลค่าให้กับแหล่งท่องเที่ยว อาทิ โรงแรมมูลค่า 3,000 บาท แต่หากซื้อแพ็คเกจ 6,000 บาท แถมท่องเที่ยวชมเมือง(Sightseeing) ,ไกด์ส่วนตัวก็ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าท่องเที่ยวโดยความร่วมมือกันภาครัฐและเอกชนเป็นการสร้างมูลค่าและประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมจากเพียงที่พัก ที่สำคัญเป็นกลวิธีในการคัดกรอง (Screen) นักท่องเที่ยวเฉพาะพรีเมี่ยมไปโดยปริยาย

กระนั้นก็ตามต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวจีนที่จะปฏิเสธไม่ได้เพราะกระเป๋าหนักและมีเศรษฐกิจดีพร้อมจ่าย ดังนั้นจึงต้องบริหารความพึงพอใจลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนท์ที่มีความหลากหลายไปพร้อมกันกับการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวและทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างสมดุล

บทสรุปสุดท้ายข้อคิดสำหรับ Thailand Branding ควรมาจากแก่นแท้ที่ประเทศไทยสั่งสมมา โดยไม่ต้องสร้างภาพเกินจริง ปรุงแต่งเกินงาม เพราะมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทยยังขายได้ เพียงแต่รูปแบบและกลยุทธ์การนำเสนอควรบิดให้มีความร่วมสมัย