"ศุภชัย นิลวรรณ" แก้เกมธุรกิจเพลงในยุคดิจิทัล

"ศุภชัย นิลวรรณ" แก้เกมธุรกิจเพลงในยุคดิจิทัล

เขาเชื่อว่าการแข่งกับตัวเอง กล้าปรับ พลิกมุมคิด ความฮึกเหิมจะเป็นบทพิสูจน์การ"เอาตัวรอด"ในธุรกิจเพลงยุคดิจิทัล

เรียนจบภาพยนตร์ ทำงานฟรีแลนซ์ (อิสระ) ผู้ช่วยผู้กำกับ สร้างหนังหนึ่งปี ผันตัวมาเป็นพนักงานประจำที่แรกที่ กันตนา กรุ๊ป สร้างสรรค์รายการท้าพิสูจน์ ได้ไม่ถึงปี ก็ย้ายมาอยู่ชายคาอาร์เอส เริ่มงานที่อาร์เอสในปี 2534 และอยู่นาน เพราะความไม่กระตือรือร้น "เณร-ศุภชัย นิลวรรณ" รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส-กลุ่มธุรกิจเพลง บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เล่าจุดเริ่มต้นในการทำงานกับอาร์เอส

"รุ่นเดียวกับผมไม่มีแล้วนะ เพราะทุกคนมีโอกาสสร้างรายได้ที่มากขึ้น จุดมุ่งหมายต่างกัน ผมสตาร์ทที่เงินเดือน 6,500 บาท ที่อื่นจ้างหมื่นนึงคนอื่นอาจจะไป แต่เราไม่แอ็คทีพเรื่องนั้น เพราะเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะติดที่ ทำงานแล้วมีความสุข เรื่องเงินเป็นเป้าหมายรอง เราอยู่ได้แบบ 6,500 บาท"

วันนี้ศุภชัยถูกเฮียฮ้อ (สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) สั่งตรงให้มานั่งเก้าอี้คุมธุรกิจเพลงทั้งหมด กับตำแหน่ง รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส-กลุ่มธุรกิจเพลง ถือเป็นงานท้าทาย ในยุคที่เทคโนโลยีรุดหน้ารวดเร็ว บีบให้ธุรกิจเพลงต้องปรับตัว

เขายังออกตัวว่า เป็นโปรดิวเซอร์คนสุดท้ายของรุ่นที่ถูกโปรโมทให้เป็นแม่ทัพ คุมธุรกิจเพลงลูกทุ่ง "ขาใหม่" ของอาร์เอส ช่วงแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์

"10 ปีก่อน ตอนเป็นโปรดิวเซอร์ ต้องตัดต่อรายการตลอด 24 ชั่วโมง ตอนนั้นคิดอยากจะออกจากงานพอดี เพราะเบื่อทำงานซ้ำๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่พอไม่กี่เดือนก็มีงานใหญ่ให้ทำ ตกใจเล็กน้อย" เขาย้อนอดีตก่อนจะเติบโตในหน้าที่การงานในอาร์เอส

"ตอนที่คุยกันวันแรกเฮียถามว่า...เณร!! มั่นใจไหม ตอนนั้นถ้าเราตอบว่าไม่มั่นใจ ใครจะมอบหมายภารกิจสำคัญให้เรา" เขากลั้วหัวเราะ ก่อนขยายความว่า เมื่อคนอื่นทำงานได้ แล้วทำไมตัวเขาจะทำไม่ได้ มีมือไม้ไม่ต่างจากกัน ทุนทรัพย์จากบริษัทแม่ก็มี

"ตอนนั้นคิดถึงคนที่ไปเหยียบดวงจันทร์ ก็เกิดความฮึกเหิม ไม่รู้หรอกเรามีความสามารถไหม แต่แขนเรามีเท่ากัน เขาไม่ได้มี 11 นิ้วสักหน่อย" เจ้าตัวบอก

13 ปีที่ปลุกปั้นอาร์สยาม "ศุภชัย" สร้างปรากฏการณ์ให้วงการเพลงลูกทุ่งไม่น้อย อาทิ ฉีกแนวเพลงหมอลำนำมาผสมร็อค โดยศิลปิน "ต้อย หมวกแดง" แจ้งเกิดนักร้องชาวใต้ให้ดังเป็นพลุแตก, เกิดสโมสรชิมิ กับศิลปิน กระแต อาร์สยาม บลูเบอร์รี่ ปั้นนักร้องลูกทุ่งสไตล์เกาหลี เกาะติ่งชาวไทยคลั่งไคล้ศิลปินแดนกิมจิ และการฟีทเจอริ่งระหว่างใบเตย อาร์สยามกับศิลปินทีป๊อป ฮิปฮอปอย่าง ทรี ทู วัน จนเกิดเพลงฮิตอย่าง "แน่นอก" ผลงานระดับมาสเตอร์พีชที่เจ้าตัวภาคภูมิใจ

"ตอนยังไม่ทำไม่มีคนเชื่อว่าตลาดตรงนี้มีจริง อยู่ที่ใครกล้าทำก่อนเรากล้า เมื่อประสบความสำเร็จก็เป็นตัวค้ำ คนอื่นเห็นก็ทำตามบ้าง"

ศุภชัยยังเล่าว่า กลยุทธ์ดังกล่าวไม่แค่โด่งดัง แต่ยังเป็นการ "ขยายฐานคนฟัง" ให้กว้างขึ้น กินรวบตลาดคอลูกทุ่งและสตริงยิ่งยุคนี้ "เส้นแบ่ง" เขตแดนการฟังเพลงลูกทุ่ง สตริง ป๊อบ ร็อกถูกหลอมรวมกันแล้ว

กลายเป็นการบ้านที่ต้องทำเร่งด่วน เพื่อสืบเสาะไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของคนที่ฟังเพลงสตริง ก็ต้องเร่งรัดทำความเข้าใจ ลงทุนเดินสายสืบเสาะตลาดวิจัยวัยรุ่น คนฟังเพลงสตริง ฟังแนวไหน แต่ละกลุ่ม วัย อาชีพฟังเพลงไลฟ์สไตล์ยังไง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่ที่วางไว้คือ

อาร์เอส จะต้องทำเพลงครบวงจร มีแฟนเพลงทุกเซ็กเมนท์ ทุกภูมิภาค ทุกไลฟ์สไตล์ ทุกวัย ไม่ว่าจะฐานะ อาชีพอะไร ต้องศึกษาและตอบตลาดให้ครบทั้งหมด

ทว่าเมื่อร่างกลยุทธ์ธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ต้องมารับมือกับโลกดิจิทัล ที่ปฏิวัติการฟังเพลง เมื่อสื่อแขนงต่างๆ ขยับรวดเร็ว กลายเป็นโจทย์ยากในการทำธุรกิจ จากค้าขายในยุคเทปคาสเซ็ท ซีดีมานาน แต่พอมีดิจิทัล แอพพลิเคชั่น เปลี่ยนปีเว้นปี เทคโนโลยีพัฒนาสูงขึ้น การละเมิดลิขสิทธิ์การฟังเพลงง่ายและสูงเป็นเงาตามตัว

“แรกๆ เราสู้กับคนก๊อบปี้ของเถื่อน ตอนนี้สู้กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คู่แข่งเราไม่ใช่ค่ายเพลงอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันแต่เป็นเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปรวดเร็ว เราแข่งกับตัวเองกันหมด ใครที่ปรับตัวเร็ว มองล่วงหน้าได้ ก็มีโอกาสอยู่รอดสูง แต่ใครที่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ ปรับตัวช้า ตกรถไฟแน่นอน" เขาเล่าและย้ำว่า

“ความยากสุดตอนนี้คือการปรับตัว และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง”

ช่องทางการฟังที่เปลี่ยน ยังกลายเป็นชนวนฉุดรายได้แบบเดิมๆ จากเทป ซีดี สู่การดาวน์โหลด ยอดเคยกระฉูดตอนนี้ก็ดิ่ง เลยต้องแก้ลำการทำเงินใหม่ ยกเพลงเป็น "คอนเทนต์" นำไปต่อยอดรายได้จากช่องทางสื่อ (มีเดีย) อื่น ทั้งทีวีดิจิทัล ,ทีวีดาวเทียมช่อง You Channel , Youtube

ฟังดูภาระหนักอึ้ง ซึ่งคำตอบก็พ้องกันว่า "หน้าที่เยอะขึ้นประมาณเท่าครึ่ง”

เข้ารับตำแหน่งสำคัญ แต่เฮียฮ้อไม่ได้ให้นโยบายอะไรเป็นพิเศษ หากแต่ฝากข้อคิดไว้ว่า

“ธุรกิจเพลงไปเร็วมาก เราก็ต้องรวดเร็วเช่นกัน”

ศุภชัย ยังย้ำว่า เมื่อก่อนช่องทางรายได้หลักๆ มี 1-2 ช่อง คือขายฟิสิคัล (เทป ซีดี) เป็นล้านๆ ตลับเงินเข้ามาสิบถึงร้อยล้าน เรียกว่ารายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ตอนนี้ไม่ได้ แถมยี่ปั๊าซาปั๊วก็ทยอยปิดร้าน ห้างก็เริ่มนำพื้นที่ไปขายกาแฟ ซีดีไม่มีที่ขายดาวน์โหลดก็เลิกนิยม จึงต้องหารายได้ให้ครบวงจร 360 องศา เพราะธุรกิจเพลงนับวันจะไม่มีมูลค่าในตัว

แต่เราสร้างเป็นคอนเทนต์ "ต้นน้ำ" ที่ต่อยอดธุรกิจอื่น เช่น การจัดเก็บลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ถาวร หากินได้ตลอด แต่ต้องพัฒนาตลาดให้มีมูลค่ามากขึ้นจากปัจจุบัน และการทำตลาดกับลูกค้า หรือช่องทางในการโปรโมทสินค้า มิวสิคมาร์เก็ตติ้งและโชว์บิซฯ

"อนาคตการขายชิ้นงานเพลงอาจเป็นศูนย์ พูดถึงการซื้อเพลงอาจหัวเราะและพูดว่า..ยังซื้อเพลงฟังกันอีกเหรอ แต่มันเป็นความบันเทิงที่ต่อยอดได้อีกเยอะ" บทสนทนาคล้ายคะเนว่าธุรกิจเพลงกำลังจะตาย

แต่เขามั่นใจว่า เสน่ห์ธุรกิจเพลงไม่มีวันตาย อย่างไรก็แล้วแต่คนยังฟังเพลง คนไม่ได้ฟังเพลงน้อยลง แต่ที่ซบเซาคือ "การใช้จ่ายเงินกับเพลง" การซื้อน้อยลง ความบันเทิงของคนมีไม่กี่อย่างที่เป็นอมตะ ดูหนัง ฟังเพลง แต่ลักษณะเรื่องการทำธุรกิจต้องไปปรับตัวตามยุคสมัย

เป้าหมายของคนทำงานอย่างเขา ยังขอให้คนฟังยอมรับในผลงานเพลง ด้านรายได้เรื่องของธุรกิจ ก็อยากมีกำไรสูงสุด ที่สำคัญอยากให้เพลงไทยเป็นที่นิยมกว้างขวาง เป็นสัญลักษณ์เหมือนกับเกาหลี แม้จะเป็นเป้าหมายนามธรรม แต่ก็อยากเห็น

นั่นจะเป็นแรงส่งให้เขากลายเป็นผู้สร้าง "ตำนาน" จารึกชื่อไว้ให้เป็นอมตะ ณ บ้านหลังนี้

"เราไม่รู้ศักยภาพเราขนาดไหน แต่ระดับองค์กรก็อยากเป็นตำนานในองค์กรแห่งนี้ ถ้าพูดถึงความสำเร็จด้านใดด้านหนึ่งก็นึกถึงเรา อนาคตอาจมีคนเก่งกว่ามาพลิก แต่ก็ขอทำให้ดีสุด เกิดมามีชีวิต อยากมีอะไรติดไว้ เออ..ครั้งหนึ่งนะ ศุภชัยเคยเกิดมาบนโลกใบนี้”

พูดจบก็หัวเราะ