ฟิทช์ชี้อสังหาเล็กควบรวมไม่กระทบรายใหญ่

ฟิทช์ชี้อสังหาเล็กควบรวมไม่กระทบรายใหญ่

ฟิทช์มองการควบรวมในตลาดอสังหาฯไทย จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เล่นรายใหญ่ เหตุได้เปรียบเรื่องขนาดกับชื่อเสียงธุรกิจ

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการในช่วงที่ผ่านมาของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางในไทย รวมถึงการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ว่า น่าจะไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีรายได้สูงสุดห้าอันดับแรกของไทย

ทั้งนี้ฟิทช์คาดว่าบริษัทที่เกิดจากการควบรวมกิจการ จะส่งผลกระทบค่อนข้างน้อยต่อสถานะทางธุรกิจและทางการเงินของบริษัทผู้นำตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

"เรามองว่าขนาดธุรกิจกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยที่เล็กกว่า และมีตำแหน่งทางการตลาดด้อยกว่าของบริษัทที่เกิดจากการควบรวมเหล่านี้ ซึ่งเราประมาณการรายได้ของบริษัทที่เกิดจากการควบรวมรายเล็กแต่ละรายไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้ของผู้ประกอบการรายใหญ่ 5 รายแรกอยู่ที่ระดับ 2 หมื่น - 4 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยรายได้รวมกันของผู้นำตลาดทั้งห้ารายคิดเป็น 55% ของรายได้รวมของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2556"

ฟิทช์ระบุว่าด้วยชื่อเสียงที่เป็นที่ยอมรับและธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ 5 รายแรกในตลาดอสังหาริมทรัพย์ น่าจะช่วยให้บริษัทเหล่านี้รักษาความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าผู้เล่นที่เกิดจากการควบรวมกิจการไว้ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กลงมาที่ไม่มีจุดขายที่แข็งแกร่งเพียงพอ อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากบริษัทที่เกิดจากการควบรวม ซึ่งมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทแม่

งานวิเคราะห์ชี้ว่า ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยรายใหญ่บางราย มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแกร่งทางการตลาดสำหรับอาคารชุดพักอาศัยของผู้ประกอบการเหล่านี้ แต่ขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มการแข่งขันในตลาดอาคารชุดพักอาศัยตัวอย่างเช่น ในปีที่ผ่านมา บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้พัฒนาระบบขนส่งมวลชน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า และบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กับ มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ปจากญี่ปุ่น ร่วมกันพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัย

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์คาดว่ากลุ่มผู้นำตลาดรายอื่นจะยังคงรักษาความแข็งแกร่งทางการธุรกิจไว้ได้ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มุ่งเน้นพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น และมีความยืดหยุ่นในการบริหารประเภทโครงการอย่างเหมาะสม อุปทานอาคารชุดพักอาศัยที่เพิ่มสูงขึ้นจากผู้นำตลาดกลุ่มนี้ มีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกดดันให้กับผู้ประกอบการพัฒนาอาคารชุดพักอาศัยขนาดกลางถึงขนาดเล็ก ดังนั้น การที่ผู้ประกอบการรายเล็กเหล่านี้จะรักษาตำแหน่งทางการตลาดไว้ได้ จำเป็นจะต้องอาศัยจุดเด่นเฉพาะตัวที่แข็งแกร่ง หรือมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในตลาด

หากย้อนดูช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ฟิทช์ระบุว่าการควบรวมและเข้าซื้อกิจการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยส่วนใหญ่ เกิดจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มีที่ดินเปล่า หรือมีแผนจะขยายธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง เข้าซื้อกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้เข้าซื้อบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อบริษัท ไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผลให้บริษัทมีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญในบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือทีซีซีกรุ๊ป ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด (มหาชน) เป็นต้น