วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

MAKRO - ถือ

ชะลอตัวในระยะสั้น

ประเด็นการลงทุน

ประเด็นหลักจากการประชุมนักวิเคราะห์ยืนยันมุมมองของเราต่อภาคการบริโภคในประเทศซึ่งคาดว่าจะยังคงชะลอตัวไปจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ในขณะที่อัตราการเติบโตของบริษัทน่าจะชะลอตัวไปจนถึงไตรมาส 1/58 ก่อนกลับมาเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาส 2/58 จากฐานที่ต่ำในไตรมาส 2/57 และการเร่งขยายสาขา เราปรับลดประมาณการกำไรลง 6% สำหรับปี 2557 และลง 15% สำหรับปี 2558 เพื่อสะท้อนแนวโน้มที่อ่อนตัวลงอีก ส่งผลให้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 ของเราลดลงจาก 46 บาทเป็น 42 บาท และปรับลดคำแนะนำเป็น ถือ

ยอดขายสาขาเดิมอ่อนตัวในระยะสั้น

ผู้บริหารชี้ว่ายอดขายสาขาเดิมซึ่งเติบโตค่อนข้างช้าเพียง 3.6% ในไตรมาส 3/57 (ลดลงจาก 6.3% ในไตรมาส 2/57) เป็นผลจาก: 1) ภาคการบริโภคที่ยังคงซบเซา 2) ฐานที่สูงในเดือนกันยายนเนื่องจากยอดขายสุราเพิ่มขึ้นมากก่อนการปรับอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในเดือนก.ย. ไม่ขยายตัว 3) การแย่งลูกค้ากันเองระหว่างสาขา และ 4) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงโดยเฉพาะข้าวและน้ำมันปาล์ม ทั้งนี้เราคาดว่าอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมจะยังคงชะลอตัวไปจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ยอดขายในเดือนต.ค.ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นจากที่แย่ในเดือนกันยายน นอกจากนี้ การแย่งลูกค้ากันเองระหว่างสาขาก็จะมากขึ้นอีกหลังการเปิด 7 สาขาใหม่ในไตรมาส 4/57 และอีก 5 สาขาในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 เราปรับลดสมมติฐานอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมลงเป็น 3.5% สำหรับไตรมาส 4/57 (จาก 6%) และเป็น 5.3% สำหรับปี 2558 (จาก 7%)

มุ่งเน้นที่ความสามารถในการทำกำไรมากกว่าปริมาณยอดขาย

ผู้บริหารกล่าวว่าการแข่งขันด้านราคากำลังรุนแรงยิ่งขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต่างต้องการเพิ่มยอดขายให้บรรลุเป้าที่กำหนด หากแต่นโยบายของ MAKRO ไม่ใช่การปรับลดราคาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้ผู้ซื้อในปริมาณมาก (ซึ่งจะนำไปขายต่อแก่ผู้ค้าปลีกรายย่อย) ได้เปลี่ยนแหล่งซื้อสินค้าจาก MAKRO ไปเป็นคู่แข่งรายอื่น อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้กังวลต่อประเด็นดังกล่าวเนื่องจากจะกระทบเพียงแค่รายได้ แต่ไม่กระทบกำไรมากนัก เนื่องจากบริษัทมีอัตรากำไรเพียงเล็กน้อยจากการขายประเภทนี้

ยอดขายจากกลุ่ม HoReCa ยังคงแข็งแกร่ง

แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงชะลอตัว แต่ยอดขายกลุ่ม HoReCa (ซึ่งมีอัตรากำไรที่สูง) ยังคงเพิ่มขึ้น 14.5% ในไตรมาส 3/57 ซึ่งส่งผลให้สัดส่วยรายได้ที่มาจากลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มเป็น 23.4% ในไตรมาส 3/57 จาก 22.3% ในไตรมาส 3/56 ดังนั้น ถึงแม้การเติบโตของยอดขายของ MAKRO อ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่เรามองว่าบริษัทจะสามารถคงอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีอัพไซด์ต่ออัตรากำไรในไตรมาส 4/57 หรือไตรมาส 1/58 หากบริษัทสามารถกลับรายการตั้งสำรองในไตรมาส 2/57 อันเนื่องมาจากยอดขายอาหารแช่แข็งที่ชะตัวในไตรมาสดังกล่าว

ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ

เรามองว่าเวียดนามและเมียนมาร์จะเป็นประเทศแรกที่ MAKRO จะเจาะตลาด ผู้บริหารเชื่อว่าธุรกิจค้าส่งแบบโมเดิร์นเทรด (Cash & Carry) เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในประเทศดังกล่าว รวมถึงโอกาสในการขยายตัวก็มีมาก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาด้านกฎระเบียบที่ค่อนข้างซับซ้อนในทั้งสองประเทศ บริษัทจึงไม่เร่งรีบดำเนินการใดๆจนกว่าจะมองเห็นโอกาสที่ชัดเจน ทั้งนี้ MAKRO มองว่าการดำเนินงานในต่างประเทศจะใช้เวลาราวๆ 3 ปีจึงจะถึงจุดคุ้มทุน