SET จะแกว่งตัวออกด้านข้าง
SET View
แนวโน้ม SETจะเริ่มแกว่งตัวออกด้านข้างในกรอบ1570-1580จุด(1) การทยอยประกาศงบ 3Q57 ของบริษัทจดทะเบียนจนถึงปลายสัปดาห์นี้ คาดจะมีการขายทำกำไร (sell on fact) ที่ผลประกอบการไม่โดดเด่นหรือแย่กว่าคาด โดยเท่าที่ประกาศงบออกมาตอนนี้ส่วนใหญ่ผลประกอบการเป็นไปตามคาดหรือต่ำกว่าคาด มีส่วนน้อยที่ดีกว่าคาด(2) ราคาน้ำมันดิบยังคงมีทิศทางปรับตัวลง ล่าสุด Brent ปรับลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่แถว US$81/บาร์เรล ยังคงกดดันจิตวิทยาการลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน (3)ทางเทคนิค SETการปรับลงมาทดสอบบริเวณ 1564 จุดเมื่อวาน ใกล้gap ที่เปิดไว้ และรีบาวน์กลับโดยทันทีบ่งบอกว่าการปรับฐานใกล้เสร็จสิ้นและ SET พร้อมปรับขึ้นต่อ โดยจะยืนยันหากสามารถปิดเหนือ 1576 จุดบริเวณจุดสูงสุดเมื่อวาน ได้ภายในวันนี้
กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน ถือเพื่อไปรอขายแถว 1600 จุด+/-หรือหาจังหวะซื้อเมื่ออ่อนตัว
(1)Top Daily Pick :SMPC (เพิ่งปรับมูลค่าเหมาะสมขึ้น 17% มาที่ 79.24 บาท จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ถังขนาดใหญ่อัตรากำไรสูงที่เพิ่มมากขึ้นช่วยผลักดันผลประกอบการปี 57-58 ให้ดีกว่ามุมมองเดิม) CPF (ราคาหุ้นตอบสนองคาดการณ์เชิงลบต่อแนวโน้มอ่อนตัวลงของผลประกอบการ 4Q57 ขณะที่ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 58จากต้นทุนวัตถุดิบต่ำลงและการฟื้นตัวของธุรกิจกุ้ง)
(2)Technical Pick: PAE ESTAR LIVE LALIN BLAND
(3)Theme Play : หุ้นที่งบ 3Q57 ออกมาดีกว่าคาด (JAS PTTEP MAJOR NBC SNCSMPC RS BEAUTY) เรียงตามวันประกาศงบกลุ่มเดินเรือ (PSL) คาดค่าระวางเรือฟื้นตัวต่อเนื่องในเดือน พ.ย.-ธ.ค.จากฤดูเก็บเกี่ยวพืชผลเกษตรของสหรัฐและการสต๊อกสินแร่เหล็กของจีน
(4)หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้น SVI (จากข่าวไฟไหม้โรงงานบางกระดีเมื่อเช้านี้ ล่าสุด 7:31 น. ยังควบคุมเพลิงไม่ได้ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันเกินมูลค่าเหมาะสมของเราที่ 5.9 บาทแล้ว)
รายงานวันนี้
Result : INTUCH (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 94 บาท) BANPU (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 39 บาท) BEC (ขาย / มูลค่าเหมาะสม 44.30 บาท) EFORL (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 2.05 บาท) LH (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 11.90 บาท) M (เก็งกำไร / มูลค่าเหมาะสม 64.40 บาท) RS (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 11.20 บาท) SMPC (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 79.24 บาท) SPALI (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 27.40 บาท)
Comment : SVI (ขาย / มูลค่าเหมาะสม 5.9บาท)ไฟไหม้โรงงาน SVI นิคมบางกระดี
เงินลงทุนระยะยาวจากญี่ปุ่นอาจมีนัยกว่า Yen Carry Trade
•เรามองว่าเงินร้อน (Hot money) จากการทำ Yen Carry Trade มีนัยสำคัญน้อยกว่าเม็ดเงินระยะยาวจากญี่ปุ่น ทั้งในรูปของเงินลงทุนและเงินให้กู้ยืม เพราะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงเรามองว่าไทยจะได้ประโยชน์มากที่สุดในเอเชียหากประเมินจากตัวเลขปี 56-1H57 พบว่าเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่น (Out flow Direct investment)อยู่ที่ 2.2% ของ GDP ไทย เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในเอเชีย และเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง9 ปีที่ 1.2% โดยเพิ่มขึ้นมาราว 1.3 แสนล้านบาท ขณะที่ตัวเลขการเติบโตของเงินให้กู้ยืมจากญี่ปุ่นของไทยเติบโตสูงสุดในเอเชียที่ 7.1%บ่งบอกว่าไทยจะยังคงเป็นแหล่งรองรับเม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นที่สำคัญในอนาคต
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นได้ปรับนโยบายการลงทุนของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่มีมูลค่าUS$1.2 ล้านล้าน จากเดิมที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศราว 60% จะกระจายมาถือหุ้นและพันธบัตรต่างประเทศมากขึ้น โดยส่วนของหุ้นต่างประเทศเพิ่มจาก 16% เป็น 25% คิดเป็นราว US$ 1 แสนล้าน อาจมีเม็ดเงินบางส่วนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งเรามองว่าจะเน้นไปที่หุ้นกลุ่ม SET50
สรุปเราคาดหมายจะมีเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจากญี่ปุ่นทั้งในรูปเงินลงทุนโดยตรง เงินให้กู้ยืม รวมถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯเข้ามายังไทยจากนี้ไปจนถึงปีหน้า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น โดยหุ้นที่จะได้ประโยชน์โดยตรงและชัดเจนจะเป็นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่คาดจะได้รับการตอบรับดีจากนักลงทุนญี่ปุ่นต่อเนื่อง หุ้นที่น่าสนใจได้แก่
1.AMATA (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 19 บาท)ยอดขายที่ดินมีแนวโน้มฟื้นตัวหลัง FDI กลับเข้ามาลงทุนจากปัจจัยการเมืองคลี่คลาย เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้ประโยชน์มากสุดจากการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์ รวมถึงมี upside จากการนำ AMATAVN เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นรวมถึงนำคลังสินค้า พื้นที่ 1.7 แสนตารางเมตรมาจัดตั้ง REIT
2.ROJNA (ซื้อ / มูลค่าเหมาะสม 9 บาท) ยอดขายมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับสู่ปกติ มีโอกาสเติบโตจากกลุ่มลูกค้าหลักที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ HONDA จากญี่ปุ่น และมี upside จากแผนการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน TICON จาก 26% เป็น 49% ภายในปีหน้า






