ซีพีเอฟ โชว์กำไร 9 เดือน 9,754 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 84% ตัดขายหุ้น"ซีพีพี"ในฮ่องกง หนุนฐานะการเงินแกร่งขึ้น
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานผลการดำเนินการงวด 9 เดือนแรกของปี 2557 มียอดขาย 316,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11%โดยกิจการประเทศไทยมียอดขายเพิ่มขึ้น 8% กิจการในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 13%
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนปีนี้ว่า ยอดขายของบริษัทเป็นไปตามเป้า โดยเติบโตอย่างน้อย 10% จากปีที่แล้ว การเติบโตส่วนใหญ่มาจากกิจการในต่างประเทศที่บริษัทไปลงทุนสร้างธุรกิจในประเทศต่างๆ รวม 13 ประเทศ ซึ่งวันนี้ทำให้บริษัทมียอดขายที่จำหน่ายในไทย 35% ของยอดขายรวม ยอดขายจากประเทศอื่นๆ ที่บริษัทลงทุน 59% และยอดขายจากการส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกอีก 6%
ส่วนกำไรสุทธิ 9 เดือน จำนวน 9,754 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 84% โดยมีปัจจัยหลักจากการฟื้นตัวของธุรกิจสัตว์บก ที่ประสบภาวะผลผลิตล้นตลาดในปลายปี 2553 ต่อเนื่องปี 2554 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 9% ของปีที่แล้ว เป็น 14% ในปีนี้ ธุรกิจสัตว์น้ำของบริษัท ยังอยู่ในระหว่างการบริหารจัดการกับการเกิดขึ้นของโรค EMS (Early Mortality Syndrome) ที่ทำให้เกิดการชะลอตัวของการเลี้ยงกุ้งในไทย
นอกเหนือจากการฟื้นตัวของธุรกิจตามลำดับแล้วนั้น บริษัทได้มีการตัดสินใจขายหุ้น CPP ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 25% ให้กับ Itochu Corporation ในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผลทำให้ฐานะการเงินบริษัทแข็งแกร่งขึ้น โดยมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลงจาก 1.29 เท่าเมื่อปลายปี 2554 เป็น 0.94 เท่าสิ้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา
นายอดิเรกยังกล่าวถึงกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตของบริษัทว่า การเติบโตของบริษัทในอนาคตส่วนใหญ่จะมาจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยรวมถึงการเข้าซื้อกิจการที่สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจเพิ่มให้กับบริษัทได้ โดยบริษัทมีนโยบายที่จะเข้าซื้อกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัทเท่านั้น และได้มีการศึกษาหาโอกาสทางธุรกิจมาโดยตลอดโดยเฉพาะในต่างประเทศ ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารเป็นหลัก
"มอง 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจของซีพีเอฟจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% และเชื่อว่าธุรกิจสัตว์น้ำจะค่อยๆ ดีขึ้น และธุรกิจของซีพีเอฟ เป็นธุรกิจอาหารที่เป็นอาหารพื้นฐานที่มีความจำเป็นในการบริโภค และมีฐานการลงทุนใน 13 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย รัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ยังพัฒนา และยังมีการบริโภคได้ไม่เต็มที่ นับเป็นโอกาสที่จะช่วยให้ธุรกิจของซีพีเอฟขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยซีพีเอฟยังมุ่งเน้นการผลิตที่เพิ่มมูลค่าในรูปของอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น" นายอดิเรก กล่าว
นายอดิเรก กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางการเติบโตของซีพีเอฟ เน้นการทำให้ธุรกิจครบวงจร เพื่อตอบสนองเรื่องฟู้ดเซฟตี้ ที่ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจกันมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตในต่างประเทศ เช่น รัสเซีย อินเดีย ซึ่งทำให้ซีพีเอฟจะเติบโตได้เร็ว
นอกจากนี้เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศในกลุ่มเออีซีที่เปิดกว้าง จะทำให้มีความคึกคักกันมากขึ้น และดึงดูดให้มีการลงทุนในเออีซีมากขึ้น ส่วนซีพีเอฟ ธุรกิจสามารถเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ
"สำหรับเรื่องควบรวมกิจการ หรือเอ็มแอนด์เอเริ่มมีมากขึ้น ทำให้ซีพีเอฟ มีโอกาสดูมากขึ้น ซึ่งซีพีเอฟจะซื้อกิจการหากเห็นว่ามีความเหมาะสม และสอดคล้องกับธุรกิจของซีพีเอฟ ส่วนธุรกิจไหนที่ไม่เหมาะสมก็จะขายออกไป ซึ่งจะทำให้ซีพีเอฟโตได้อย่างมั่นคง" นายอดิเรก กล่าว
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ กล่าวว่า แนวโน้มไตรมาส 4 ปีนี้ ซีพีเอฟจะฟื้นตัวตามคาด แต่กำไรจะอ่อนลงจากไตรมาส 3 ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยฤดูกาลที่อ่อนลง แต่ยังฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ที่ขาดทุน 61 ล้านบาท
"ไตรมาส 4 ที่ยังเป็นกำไร เพราะต้นทุนการผลิตคงที่ และราคาวัตถุดิบไม่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งธุรกิจสัตว์น้ำจะทยอยฟื้นตัวดีในไตรมาสถัดๆ ไป"
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำซื้อ ส่วนไตรมาส 3 ปีนี้ มีกำไรสุทธิ 4.2 พันล้านบาท หากไม่นับรายการพิเศษขายเงินลงทุน 1.6 พันล้านบาท และกำไรการประเมินมูลค่ายุติธรรมสินทรัพย์อีก 261.5 ล้านบาท และมีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 50 ล้านบาท กำไรหลักเป็น 2.3 พันล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน และไตรมาสที่แล้วที่มีกำไร 887 ล้านบาท และ 2.2 พันล้านบาท ตามลำดับ
กำไรหลักไตรมาสนี้ถือว่าสูงสุดในรอบ 9 ไตรมาสที่ผ่านมา แรงหนุนจากกำไรเนื้อสัตว์สูงขึ้น ขาดทุนจากธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศลดลง รวมทั้งธุรกิจต่างประเทศก็ฟื้นตัวดีขึ้น สำหรับภาพรวมยอดขายไตรมาสนี้เพิ่มได้ 7% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน ธุรกิจในประเทศมีสัดส่วนรายได้ 40% และส่วนที่เหลือมาจากต่างประเทศ ซึ่งสัดส่วนนี้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ด้านอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นดี 3.5% จากงวดเดียวกันปีก่อน เป็น 14.3%






