ไอเอ็มเอฟ เผยผลการทบทวนนโยบายภายใน ระบุให้คำแนะนำผิดพลาดหลังเกิดวิกฤติการเงินโลกปี 51
ไอเอ็มเอฟ เผยผลการทบทวนนโยบายภายใน ระบุให้คำแนะนำผิดพลาดหลังเกิดวิกฤติการเงินโลกปี 51 เหตุแนะชาติอุตสาหกรรมลดใช้จ่าย-เน้นใช้มาตรการธนาคารกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ตลาดเกิดใหม่เจอกระแสเงินทุนผันผวน
หน่วยงานประเมินอิสระของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยผลการทบทวนนโยบายเป็นการภายใน ที่ระบุว่าช่วงปี 2553-2554 ไอเอ็มเอฟเร่งรีบเกินไปในการแนะนำให้ประเทศต่างๆ อย่างสหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น และยูโรโซน ใช้นโยบายรัดเข็มขัดหรือลดการใช้จ่าย เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังฟื้นตัว ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น
นอกจากนั้น ไอเอ็มเอฟยังสนับสนุนอย่างต่อเนื่องให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ อัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นการเติบโต จนทำให้ตลาดเกิดใหม่เผชิญกระแสทุนที่ผันผวน
"ไอเอ็มเอฟทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการเรียกร้องให้ทั่วโลกดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการคลังทันทีหลังจากบริษัท เลแมน ล้มละลายในปี 2551 แต่ไอเอ็มเอฟด่วนลงมือเกินไปในการเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมลดการใช้จ่ายและสนับสนุนให้พึ่งนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ เพราะการกระทำดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพมากนักในการส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีส่วนให้เกิดความผันผวนของกระแสทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่" หน่วยงานประเมินอิสระของไอเอ็มเอฟระบุ
ทั้งนี้ เมื่อวิกฤติเริ่มต้นลุกลามไปทั่วโลกช่วงปลายปี 2551 ไอเอ็มเอฟทำหน้าที่เหมือนโฆษกและกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ รวมถึงยูโรโซน เพิ่มการใช้จ่ายเพื่อรับมือกับภาวะตกต่ำทั่วโลก ซึ่งการเพิ่มการใช้จ่ายด้านการคลังในช่วงนั้นมีผลทำให้ภาวะถดถอยดำเนินไปเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่ในปี 2553 ไอเอ็มเอฟได้เปลี่ยนคำแนะนำให้ลดการใช้จ่ายเพื่อให้ประเทศต่างๆ มีภาระหนี้ลดลงหลังจากใช้จ่ายอย่างหนักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในช่วงนั้น ไอเอ็มเอฟวิตกว่าหากเกิดการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะในระดับสูง จะเป็นผลเสียต่อฐานะการคลังของประเทศต่างๆ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อก็จะยิ่งไม่ส่งผลดี แต่ไอเอ็มเอฟประเมินผิดไปว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมจะพลิกกลับมาดีในปี 2553 เพราะจริงๆ แล้วในช่วงนั้นเศรษฐกิจยูโรโซนกลับตกสู่ภาวะถดถอย
หน่วยงานประเมินอิสระระบุว่า ในเวลาต่อมาไอเอ็มเอฟได้ปรับเปลี่ยนท่าทีหลังจากเศรษฐกิจยูโรโซนและสหรัฐยังเผชิญปัญหาอยู่
"ผลการประเมินสะท้อนว่าไอเอ็มเอฟมีความยืดหยุ่นในการปรับคำแนะนำใหม่ด้านนโยบายการคลังเมื่อแนวโน้มการเติบโตย่ำแย่ลง" หน่วยงานประเมินระบุ
ทั้งนี้ การประเมินเป็นการภายในมีขึ้นขณะที่ผู้กำหนดนโยบายในประเทศอุตสาหกรรมหลายแห่ง ยังถกเถียงกันว่าควรเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธนาคารกลางในการดำเนินนโยบายผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการขยายตัว โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางสหรัฐได้ยุติการเข้าซื้อพันธบัตรที่ดำเนินมา 6 ปี แต่ยังไม่ได้นำสินทรัพย์ที่ซื้อไปหลายล้านล้านดอลลาร์ออกขาย เช่นเดียวกับธนาคารกลางอังกฤษที่ยุติการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงแล้ว
ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเดินหน้าเข้าซื้อสินทรัพย์และขยายมูลค่าโครงการเพิ่มขึ้นไปอีก ในส่วนของธนาคารกลางยุโรปนั้นกำลังพิจารณาว่ามาตรการที่กำลังดำเนินอยู่ เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่








