STANLY - ขาย

STANLY - ขาย

กำไรหลักจะยังคงอ่อนตัวลงจนถึงครึ่งหลังของปี 2558

ประเด็นการลงทุน

เราเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ของ STANLY เมื่อวานนี้ โดยคุณอภิชาต ลี้อิสสระนุกูล กรรมการบริหาร ยังคงมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มยอดขายรถยนต์ในประเทศและการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ช่วงปลายปี 2557 ถึงต้นปีหน้าซึ่งมุมมองของผู้บริหารเป็นไปในทิศทางเดียวกับประมาณการของเรา ดังนั้นเราจึงยังคงประมาณการกำไรของ STANLY ไว้ที่ 1.15 พันล้านบาท (ลดลง 22% YoY) สำหรับปี 2558 (ตั้งแต่เม.ย. 2557 – มี.ค. 2558) และที่ 1.36 พันล้านบาท (สูงขึ้น 18% YoY) สำหรับปี 2559 แม้ว่าบริษัทจะมียอดคำสั่งซื้อรถยนต์โมเดลรุ่นใหม่จากบริษัทนิสสัน, ฮอนด้า และโตโยต้าก็ตาม แต่ความต้องการรถยนต์คันใหม่ที่ลดลงจะเป็นปัจจัยหลักกดดันกำไรในช่วง 2 ไตรมาสที่เหลือของปี เรายังคงคำแนะนำ ขาย

ผู้บริหารลดคาดการยอดขาย 2558 เป็นลดลงจากคาดโต 0-5%

ผู้บริหารแนะยอดขายปี 2558 (ตั้งแต่เม.ย. 2557-มี.ค. 2558) จะปรับตัวลดลงเล็กน้อย YoY เนื่องจากยอดขายรถยนต์ในประเทศไม่สดใสและการส่งออกที่ลดลง ถึงแม้ STANLY จะชนะการประมูลยอดคำสั่งซื้อใหม่จากผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัทนิสสัน สำหรับผลิตรถกระบะนาวาร่า และจากฮอนด้าสำหรับผลิตรถยนต์รุ่นโมบิลีโอและฟีลาโน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มยอดขายรถยนต์ในประเทศตั้งแต่เดือนต.ค.-ธ.ค.นั้นยังคงไม่สดใส เราต้องการที่จะเห็นสัญญาณการปรับตัวที่ดีของอุปสงค์รถยนต์ในประเทศก่อนที่เราจะทำการปรับประมาณการ สมมติฐานยอดขายปี 2558 ของเราเป็น 9.4 พันล้านบาท ลดลง 8% YoY

อัตราการใช้กำลังการผลิตยังคงต่ำกว่า 70%

ถ้าหากไม่นับรวมอัตราการใช้กำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ Lamp#7 นั้น โรงงานอื่นๆอีก 6 แห่งของบริษัทจะมีอัตราการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70% ส่วนอัตราการผลิตของโรงงาน Lamp#7 นั้นจะต่ำกว่า 50% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากปริมาณยอดคำสั่งซื้อรถยนต์โมเดลใหม่ลดลง ผู้บริหารแนะว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่แห่งนี้จะยังคงอยู่ที่ประมาณ 50% ตลอดปีงบการเงินนี้ (เม.ย. 2557 – มี.ค. 2558) เรายังคงประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นที่ 18% สำหรับปี 2558 และที่ 19% สำหรับปี 2559 จากแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ที่ไม่สดใส พร้อมกันนี้ยังมีโอกาสในการปรับลดประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นลง เนื่องจากยอดผลิตยานยนต์ในอุตสาหกรรมอาจต่ำกว่าคาดมาก

งบลงทุนลดลงและบริษัทปลอดภาระหนี้สิน

บริษัทยังคงงบลงทุนปี 2558 ที่เพียง 1 พันล้านบาท (ต่ำกว่าประมาณการปี 2557 ของเราก่อนหน้า) สำหรับปรับเปลี่ยนสายการผลิตเดิมให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ได้แก่ ฮอนด้า, นิสสัน, ยามาฮ่า และโตโยต้า ซึ่งเงินลงทุนในการปรับเพิ่มสายการผลิตนี้ทั้งหมดจะมาจากแหล่งกระแสเงินสดของกิจการ สังเกตว่า ณ สิ้นเดือนก.ย. 2557 บริษัทมีเงินสดในมือกว่า 2.4 พันล้านบาทและไม่มีภาระหนี้สิน

คาดมีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์

ผู้บริหารกล่าวว่าบริษัทจะบันทึกกำไรพิเศษที่ 100 ล้านบาท ในไตรมาส 3/57 จากการขายโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร และบันทึกกำไรอีกหลายร้อยล้านบาทในไตรมาส 4/58 จากการขายหุ้นของกิจการในกลุ่มยานยนต์ ดังนั้นกำไรปี 2558 (เมษายน 2557-มีนาคม 2558) จะลดลงจากปีก่อนไม่มากนัก แม้ยอดขายและอัตราการใช้กำลังผลิตที่ลดลงก็ตาม อย่างไรก็ตามเราได้รวมปัจจัยดังกล่าวลงในประมาณการของเราแล้ว โดยเราคาดกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ปี 2558 อยู่ที่ 220 ล้านบาท ลดลงจาก 310 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา (เนื่องจากกิจการได้รับเงินเงินชดเชยน้ำท่วมโรงงานจากบริษัทประกันภัย)