วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โอกาสของคนเก่ง ไร้ขีดจำกัดที่ 'เชลล์'

"ผมว่าในอนาคต คนไทยเราอาจได้ก้าวขึ้นเป็นซีอีโอกรุ๊ปของเชลล์เลยก็เป็นได้"

แม้กระทั่ง "เชลล์แห่งประเทศไทย" ก็ยังใส่ใจประกาศชักชวน "คนเก่ง" ให้เข้ามาร่วมงาน เข้ามาค้นหาโอกาสที่เปิดกว้าง..ชนิดไร้ขีดจำกัด

ถึงแม้ว่า ทุกๆ ปี นิตยสารฟอร์บส์ หรือฟอร์จูน จะมีการจัดอันดับและเชลล์มักติดอยู่ใน Top 20 ของบริษัทที่คนทั่วโลกอยากเข้าร่วมทำงานด้วยก็ตาม

ซึ่ง "อัษฎา หะรินสุต" ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด น่าจะถือเป็นโรลโมเดลและอธิบายถึงนิยามของคำว่า "คนเก่ง" และ "โอกาสที่เปิดกว้าง" ได้อย่างชัดเจน

เนื่องจากปัจจุบัน อัษฎา ไม่เพียงเป็นเบอร์หนึ่งในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคเอเชียซึ่งมีประเทศภายใต้การดูแลถึง 10 ประเทศ และยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ บริษัท รอยัล ดัชท์ เชลล์ กลุ่มธุรกิจ โกลบอลสเปเชี่ยลตี้ส์ (ยางมะตอย และซัลเฟอร์)

รู้หรือไม่ว่า เขานั้นเป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูง (จำนวนทั้งสิ้น 150 คน) ที่อยู่ส่วนบนสุดของปิรามิดของเชลล์บริษัทด้านพลังงานระดับแนวหน้าของโลก

"คนรุ่นใหม่ยิ่งมีโอกาสมากกว่า เพราะตัวผมเข้ามาทำงานเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ซึ่งเป็นยุคที่ผู้บริหารคนไทยและคนในเอเชียจะก้าวไปถึงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงได้ค่อนข้างยาก"

ทว่า ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ เชลล์เป็นหนึ่งในองค์กรที่ปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ด้วยความเชื่อที่ว่า คนในแต่ละประเทศน่าจะเป็นผู้ดูแลธุรกิจได้ดีกว่าคนต่างชาติ ต่างภาษา เพราะย่อมรู้และเข้าใจในวัฒนธรรม ความคิดความอ่านของลูกค้าและคู่ค้ามากกว่า

นอกจากนี้เขายังบอกว่า ไทยเป็นประเทศที่เชลล์มองว่าน่าสนใจและได้วางแผนเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม เบื้องต้นก็คือ ขยายจำนวนสถานีน้ำมัน และพลังงานทางเลือก

"เชลล์มองว่าเอเชียมีโอกาสการเติบโตสูง ส่วนฝั่งอเมริกาและยุโรปค่อนข้างชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศไทยที่ถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และเชลล์ก็เข้ามาลงทุนนานถึง 123 ปีแล้ว นับว่ามีรากฐานที่แข็งแรง"

แน่นอนว่าการลงทุนอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ย่อมสร้างโอกาสให้คนไทยรุ่นหลังได้ เข้ามาร่วมงานมากยิ่งขึ้น

"ผมว่าในอนาคต คนไทยเราอาจได้ก้าวขึ้นเป็นซีอีโอกรุ๊ปของเชลล์เลยก็เป็นได้"ในเมื่อเวลากับสถานการณ์เริ่มลงตัว คำพูดนี้ของ อัษฎา เลยค่อนข้างมีน้ำหนัก

ทางตรงข้าม ตำแหน่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยส่วนตัวของเขานั้นไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อน

"แต่ผมเป็นคนอยากเรียนรู้ ใฝ่รู้ คนเราไม่มีข้อจำกัดในการเรียนรู้ ทั้งๆที่สมัยก่อนบริษัทให้โอกาสไม่เยอะ กว่าที่ผมจะได้ไปทำงานเมืองนอก กว่าจะได้ทำงานกับคนต่างชาติต้องทำงานเป็นสิบๆปี สมัยนี้ทำงานปีแรกก็ไปได้แล้ว เพราะเป็นธุรกิจโกลบอลพนักงานของเราทั่วโลกกว่า 92,000 คน ได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน"

อัษฎามองว่า เชลล์ถือเป็นบริษัทที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเข้ามาอยู่ภายใต้ชายคา ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะทำงานเพียงแค่ 3-4 ปี แล้วค่อยกลับออกไปช่วยงานของครอบครัว แต่ทำไปทำมากลับทำงานกับองค์กรแห่งนี้มาร่วม 30 ปี แล้ว

ขณะที่ ชนิดา ปิ่นเจริญ กรรมการบริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ประเทศไทยและเวียดนาม เชลล์ประเทศไทย ยืนยันเช่นกันว่า ความโดดเด่นอย่างหนึ่งของเชลล์ก็คือ การให้อิสระพนักงานในการออกแบบอาชีพการทำงานของตัวเอง

"อย่างเช่น ตัวเองจบมาทางด้านไฟแนนซ์แต่มาทำงาน HR แสดงถึงการเปิดโอกาสที่สูงมากของบริษัท และเชื่อในศักยภาพของตัวเรา คือหากเราใฝ่ฝันที่อยากจะเรียนรู้ บริษัทจะให้ได้ทดลองทำแม้ว่าคงทำไม่ถูกในหนแรก ดังนั้นเราสามารถโยกย้ายข้ามสายงาน หรือขอไปทำงานที่ต่างประเทศเลยก็ได้ ซึ่งตัวเองก็เคยย้ายไปประจำอยู่ที่เวียดนามเป็นเวลากว่าสามปี" ชนิดากล่าว

ส่วนอัษฎา บอกว่า ที่ผ่านมาตัวเขาเองได้เปลี่ยนสายงานตลอดเวลาเช่นเดียวกัน แต่ที่รู้สึกท้าทายมากที่สุดก็คือ การไปดูแลธุรกิจเกี่ยวกับยางมะตอย ที่มีตลาดอยู่ทั่วโลกถึง 45 ประเทศ

"ถามว่ารู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจหรือเปล่า ศูนย์เลย ไม่รู้อะไรเลย แต่อาศัยประสบการณ์ที่อยู่ในธุรกิจมายาวนาน เลยรู้ว่าต้องถามอะไร ซึ่งสำคัญที่สุด เพราะไม่มีใครมาบอกว่าธุรกิจนี้ต้องทำอย่างไร "

ว่ากันว่า การตั้งคำถามนั้นอาจมองคล้ายเป็นเรื่องง่าย แต่การถามให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้อง คำตอบที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ถามว่า ทุกสายงานที่เขาทำมาประสบความสำเร็จด้วยดีหรือไม่ อย่างไร คำตอบก็คือ ทุกงานล้วนไปถึงเส้นชัยทว่าอาจต้องอาศัยเวลา รวมถึงมีข้อผิดพลาดที่มากน้อยแตกต่างกันไป

เคล็ดลับอยู่ที่ เมื่อบริษัทเปิดโอกาสให้คนได้ทดลองทำงานในแต่ละตำแหน่ง ถ้ามีระยะเวลาที่สั้นเกินไป จะทำให้คนไม่มีโอกาสเรียนรู้ และมองเห็นถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตัวเอง

"ต้องใช้เวลานานพอสมควรจึงจะทำให้คนได้เรียนรู้ ตัวผมเองเปลียนมาเป็นสิบๆ งาน แรกๆ ก็สร้างผลงานได้เร็ว เปลี่ยนงานเร็ว แต่ภายหลังกลับเจองานที่ยากขึ้น เจอความผิดพลาดเยอะขึ้น แต่บริษัทก็ให้เราได้ลองและเรียนรู้ไป"

เขาบอกว่า เชลล์เป็นองค์กรที่มีความเชื่อว่า คนย่อมผิดพลาดได้ และไม่จำเป็นต้องมอบหมายงานให้กับคนที่มีความสามารถร้อยเปอรเซ็นต์เต็ม เนื่องจากถ้ารู้มากไปอาจทำให้คนไม่อยากเรียนรู้เพิ่มเติม

"แค่มีความรู้เพียง 30-40 เปอรเซ็นต์ ทุกคนก็มีสิทธิ์เริ่มต้นงานใหม่ได้ ที่เหลือค่อยมาเรียนรู้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า ทำให้คนอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น บริษัทต้องสร้างโอกาสให้คนได้เรียนรู้"

ชนิดา บอกว่า ในแต่ละปี เชลล์ประเทศไทยนั้น มีแผนรีครูทพนักงานใหม่ประมาณ 30 คน ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะมีโอกาสได้หมุนเวียนไปทำงานในสำนักงานของเชลล์ที่มีอยู่ 70 ประเทศที่ตั้งอยู่ในทุกภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา และเอเชีย

"ความเป็นจริงเราไม่ได้กำหนดหรือฟิกจำนวนชัดเจนว่าต้องเท่านี้ ถ้าพบบุคลากรที่มีศักยภาพ เราจะเชิญเขาเข้ามาและพร้อมจะครีเอทงานที่สามารถรองรับผู้ที่มีศักยภาพคนนั้นได้ เพราะบริษัทของเรามีสาขาอยู่ทั่วโลก คนมีศักยภาพสูงไม่จำเป็นต้องทำงานที่เมืองไทย"

ถามว่า พนักงานในฝันของเชลล์ ควรมีคุณสมบัติเช่นไร คำตอบก็คือ ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่ง หรือเนื้องาน ทว่านอกจากทักษะความสามารถแล้วองค์กรแห่งนี้ยังมุ่งเน้นเป็นพิเศษในเรื่องของทัศนคติ ซึ่งต้องการคนกระหายค้นหาความท้าทายให้กับชีวิต และไม่หยุดที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี ทัศนคติคงเป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก แต่หากพลิกดูโปรไฟล์การศึกษาของผู้บริหารทั้งสองท่านแล้ว คงพอจะช่วยฉายภาพ "คนเก่ง"ขององค์กรแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

อัษฎา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน แอนน์อาร์เบอร์

ชนิดา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ จากมาร์แชล สคูลออฟบิสซิเนส มหาวิทยาลัยเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย และ ปริญญาโท (เอ็มบีเอ) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลอสแองเจลิส มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

ต้องบอกว่า คนเก่งของเชลล์ไม่ธรรมดาเลย