วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธัญรักษ์ ณ วังขนาย'งาน คือ การปรับทัศนคติ

ทายาทเจนฯ 3'ธัญรักษ์ ณ วังขนาย'บทนักธุรกิจช่วยสางหนี้หมื่นล้านจนพ้นแผนฟื้นฟูกิจการจากคำว่าทำหน้าที่ให้ดีที่สุ

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์ ที่ญี่ปุ่น เมื่อปี 2554 ส่งผลให้เกิดคลื่นยักษ์ "สึนามิ" สูง 10 เมตร นอกจากจะสร้างเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ให้กับแดนซามูไรแล้ว เหตุการณ์ที่ว่านี้ยังกลายเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญ ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ถูกครอบครัวเรียกเรียกตัวกลับบ้าน พลิกจากอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น มาเป็น "นักธุรกิจ" ดูแลกิจการโรงงานน้ำตาลของครอบครัว ในนาม "โรงงานน้ำตาลวังขนาย" ในช่วงที่ต้องเร่งสางหนี้ "หมื่นล้าน" ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ

เรากำลังพูดถึงสาวหน้าใส "ธันย่า - ธัญรักษ์ ณ วังขนาย" ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ กลุ่มวังขนาย ทายาทรุ่น 3 ของตระกูล

"เป็นอาจารย์สอนหนังสือได้ 1 ปี ก็เกิดแผ่นดินไหว แม่เลยขอร้องให้กลับบ้าน (หัวเราะ) ไม่ไหวแล้วลูก หนีกลับมาเถอะ เพราะตอนนั้นมีทั้งเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะไดอิชิระเบิด " ธันยาเล่า และว่า

พอเจอเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่อยากอยู่ อยู่ไม่ได้ สึนามิมาถึงบ้าน ตัวเธออยู่ฟูจิซาวะ อพาร์ตเมนต์ที่พักก็อยู่ชั้น 7 ตอนนั้นจำได้ว่าเกาะถังขยะจะอาเจียน ตึกไม่ได้สั่นนะแต่โยกเหมือนอยู่บนเรือ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ บ้านก็ติดทะเล ชีวิตนี้ไม่เอาอีกแล้ว ไม่ขอเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นอีก เจ้าตัวบรรยายนาทีระทึก

จังหวะนั้นปะเหมาะกับที่เธอตั้งใจจะกลับเมืองไทยพอดี เพราะจองตั๋วไว้เรียบร้อย แต่มาเจอสึนามิก่อน

พลันที่เหยียบเท้าถึงเมืองไทย ภาระหน้าที่ของทายาท ก็รออยู่ !!

เธอเล่าว่า บทบาทแรกที่ได้รับมอบหมายคือ "ติดตามผู้ใหญ่" ตลอด 1 ปีเต็ม ผู้ใหญ่ที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น "ปู่ อารีย์ ชุ้นฟุ้ง" ประธานกรรมการ กลุ่มวังขนาย ในวัยกว่า 80 ปี

"มาทำงานที่นี่ ปีแรกไม่มีตำแหน่ง ทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามผู้ใหญ่คือคุณปู่ ท่านฟิตมาก ส่วนเราฟังอย่างเดียวไปเรื่อยๆ มีคำถามเก็บไปถามหลังบ้าน ตอนนั้นเดินทางเยอะมาก จนเบื่อรถเบื่อเครื่องบิน เหมือนรังแกธันย่าประมาณว่า..อ๊ะเธอไม่อยู่บ้านมา 4 ปี ก็จงไม่ต้องอยู่ต่อไป"

1 ปีกับการติดตามปู่ ทำให้เธอเก็บเกี่ยวทัศนคติ วิธีคิด กระบวนการทำงานของคนในตระกูลได้มากมาย ทั้งพ่อ "ธีระ ณ วังขนาย" อดีตกรรมการผู้จัดการ และ อา "บุญญฤทธิ์ ณ วังขนาย" ที่นั่งเก้าอี้ผู้จัดการทั่วไป

"หลักๆ ที่ได้มาคือทัศนคติในการทำงาน แต่ละคนจะมีวิธีการทำงานที่ต่างกัน ท่านประธานเข้าถึงจิตใจคนดีที่สุด ท่านคิดถึงคนมากกว่าคนทั่วไป ไม่มีใครเห็นอะไรมากเท่าท่านด้วยประสบการณ์ชีวิต รู้ว่าอะไรสำคัญ ส่วนคุณพ่อเก่งมาก เป็นคนคิดการณ์ไกล คุณอาก็คิดไกลและสร้างสรรค์ เราต้องดึงสิ่งที่มีในตัวทุกคน มารวมที่เราและนำสิ่งที่เรามีไปแมชชิ่งกับสิ่งที่องค์กรต้องการ"

วันนี้เธอนั่งเก้าอี้ประชาสัมพันธ์ ดูแลการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) ดูแลฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดการบ้าง เธอเล่าว่า ทายาทวังขนายต้องคลุกคลีในวิถีแบบนี้แทบทั้งสิ้น เว้นแต่ผู้ชาย ที่จะต้องเพิ่มอีกภาระเข้าไปอีก นั่นคือต้องไปคลุกฝุ่นอยู่กับชาวไร่อ้อยในโรงงานน้ำตาล อย่างน้อย 2 ปี

เธอยังบอกว่า การทำงานภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ สำหรับเธอแล้วไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจ ความที่มีพื้นฐานเป็นนักวิชาการมาก่อน ทำให้คุ้นเคยกับกฎระเบียบ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

"ข้อดีของการอยู่ในแผนฟื้นฟูฯ คือมีคนมาตรวจระบบตลอด เดิมคนมักนึกไปว่าแผนฟื้นฟูฯชั่วร้ายมาก แต่นั่นคือการควบคุมด้วยระบบที่ชัดเจน ด้วยความที่เป็นคนสไตล์นี้ ชอบระบบที่ชัดเจน ชอบมากที่มีการตามจี้ทุกจุด จะได้รู้ว่าสะดุดตรงไหน แก้ไขตรงไหนได้" เธอบอก

แม้จะชอบที่มีคนคอยตรวจสุขภาพการเงิน คุมธุรกิจ ทว่าวิธีการนี้เธอกลับไม่ได้นำไปใช้กับพนักงานในองค์กร ด้วยตระหนักว่าทุกคนมี "คุณค่า" ในตัวเอง จึงมองหมายความรับผิดชอบให้พนักงานแต่ละบุคคลเต็มที่ เมื่อทำงานสัมฤทธิผลตามเป้า ผลงานก็จะตกเป็นของบุคคลนั้น

"ด้วยความที่เราเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ไม่ต้องตามจี้ใคร คุณต้องรู้คุณค่า มูลค่าของตัวเองและผลที่ออกมาก็จะเป็นของคุณ ไม่มีลูกน้องทำดีแล้วบอกว่าเราทำ พื้นฐานนักวิชาการ เมื่อลูกศิษย์ทำได้ดี ไม่ใช่เพราะเราสอนดี แต่เพราะลูกศิษย์กระตือรือร้นและขยัน เขารับสิ่งที่เราพยายามถ่ายทอด ท้ายสุดมันอยู่ที่ความสามารถของเขาจะรับได้แค่ไหน"

เกือบ 4 ปีที่ผันตัวเองมาร่วมกับครอบครัว เธอบอกว่า สิ่งสำคัญคือการ "ปรับทัศนคติ" ในการทำงาน ต้องผนึกกำลัง สานสามัคคี เดินหน้าไปด้วยกัน ต่างจากอาชีพนักวิชาการ ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ลูกหาจบ ก็หมกตัวอยู่ในห้องสมุด ทำวิจัย ไม่ต้องสุงสิงกับใคร

"วันนี้ต้องทำงานให้ไปด้วยกัน ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน ถ้าใครล้มต้องช่วยกันดึง ถ้าพนักงานอยู่ไม่ได้ องค์กรก็อยู่ไม่ได้"

ธัญรักษ์ ยังบอกว่า สำหรับเธอแล้วในทางธุรกิจกระดูกอาจยังไม่แกร่ง จึงต้องเรียนงานเพิ่มอีกมาก โชคดีที่เป็นคนไม่หยุดที่จะเรียนรู้

"เชื่อว่าคนเราเรียนรู้ไม่หมด เรียนรู้ได้ทุกวัน"

และเพราะเธอโตมากับบริษัท เกิดมาพร้อมกับโรงงานน้ำตาล จึงมีกูรูคอยสอนงานเสมอ ย่างก้าวไหนที่ผิดพลั้ง ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะให้คำแนะนำแบบตรงไปตรงมาว่า

"ธันย่าตรงนี้ไม่ดีนะ ตรงนี้ลองคิดดูใหม่ คือเป็นอะไรที่เรามีโอกาสได้โต้ตอบเพื่อพัฒนาตัวเอง"

เธอยังบอกว่า วังขนายวันนี้ยังระดมสรรพกำลังล้างหนี้ ปู่(อารีย์) พ่อ(ธีระ) อา(บุญญฤทธิ์) ยังช่วยกันทำงานขะมักเขม้น เพื่อหวังจะออกจากแผนฟื้นฟูฯให้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งเป็นความหวังของท่านประธาน แม้อาจจะหลุดจากเป้าหมายไปบ้าง จากราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกที่หล่นฮวบ กระทบแผนธุรกิจ ทำให้การออกจากแผนฟื้นฟูกิจการอาจจะล่าช้า

แต่สำหรับเธอแล้ว ไม่กังวลที่จะออกจากแผนฟื้นฟูฯล่าช้า เพราะอาจเป็นอะไรที่ไม่ฉลาดถ้าจะรีบออกจากแผนฟื้นฟูฯ ในภาวะที่มี "ปัจจัยลบ" รอบด้าน

"อันนี้คิดแบบคนความรู้ไม่ถึงขั้นท่านประธาน ที่อาจเห็นไกลไปกว่านี้" เธอเล่า

ที่ผ่านมา วังขนายยังเดินตามแผนฟื้นฟูฯ ตามแผนจะต้องใช้เวลาถึง 12 ปีกว่าจะออกจากแผน แต่เรา "ใจร้อนกว่านั้น"

"แผนเราเร็วมาก เราใจร้อน บ้านนี้ไม่มีใครใจเย็น ปู่เลยไม่อยากให้ธันย่าใส่กระโปรง" (หัวเราะ)

แม้ธัญรักษ์จะไม่อยู่ในฐานะที่จะปลุกใจพนักงานให้ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรบรรลุตามเป้าหมาย แต่ภารกิจของเธอคือ มุ่งมั่นที่จะทำตามแนวทางที่ผู้ใหญ่วางไว้ให้ดีสุด

"ทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องทำให้ดีที่สุด พลาดบ้างอะไรบ้างก็แก้ไข คำว่าไม่เป็นไร ห้ามพูดออกมา เพราะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา อะไรพลาดก็ต้องแก้ไขทำใหม่ให้ถูกต้อง"

ขณะที่เป้าหมายส่วนตัวแล้ว เธอกลับมองไปยัง "บ้านหลังนี้" คือกลุ่มวังขนาย ที่ขอพัฒนาไปข้างหน้า

"อยากให้องค์กรพัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องเติบโตฟู่ฟ่า แต่ทำยังไงถึงจะทำให้องค์กรพัฒนาไปข้างหน้า ที่สำคัญเราหยุดเรียนรู้ไม่ได้ หยุดเมื่อไหร่ตาย การหยุดคิด หยุดเรียนรู้ หยุดพัฒนา ก็ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว"