"เคิร์ฟ เซเว่น"สูตรสร้าง "Niche" ในสนามคอมมูนิตี้มอลล์

"เคิร์ฟ เซเว่น"สูตรสร้าง "Niche" ในสนามคอมมูนิตี้มอลล์

ในยุคที่การแข่งขันรุนแรง คู่แข่งล้นสนามขณะกำลังซื้อนักช้อปยังเงียบเฉาโจทย์ใหญ่ของมือใหม่คือต้องหา Nicheให้ได้

“คอมมูนิตี้มอลล์อาจเป็นขาลงสำหรับผู้มาใหม่ เนื่องจากมีเปิดกันเยอะมาก รายใหม่อาจเหนื่อยหน่อย ขณะที่รายเก่าก็ไม่ได้ทำเงินเร็วเหมือนยุคก่อน ใครอยากอยู่ต่อ ก็ต้องหา Niche ของตัวเองให้ได้ และเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปเรื่อยๆ”

โจทย์ยากในธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ ที่หนึ่งผู้เล่นอย่าง “เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย” ประธาน บริษัท เคิร์ฟเซเว่น จำกัด เจ้าของโครงการ เคิร์ฟ เซเว่น (Kurve 7) กลางชุมชนกรุงเทพกรีฑา บอกเล่าให้เราฟัง หลังเข้ามาทำธุรกิจนี้ในยุคที่ประเทศไทยมีคอมมูนิตี้มอลล์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และเธอเองก็มีประสบการณ์ตรงในธุรกิจการ์เม้นต์(โอเรียนตอล การ์เมนท์) และเครื่องหนัง (กระเป๋าสตรีแบรนด์ Eleganza) แต่กับคอมมูนิตี้มอลล์นับว่า ยังใหม่อยู่มากๆ

"เคิร์ฟเซเว่น" เพิ่งเปิดตัวมาได้ประมาณ 1 ปี หลังบ่มธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2554 แต่ต้องเผชิญกับโจทย์หนัก ทั้งมวลน้ำก้อนใหญ่ วิกฤติการเมือง และบรรยากาศ “ซึมๆ” ในบ้านเรา จนต้องเลื่อนโครงการให้ล่าช้าออกไป เพื่อให้ถึงวันที่ทุกอย่าง “พร้อมที่สุด”

และเพราะยังใหม่ในเวทีนี้ พวกเธอจึงเลือกดึงมืออาชีพเข้ามาช่วยตั้งแต่ต้น โดยให้บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร อย่าง คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มาศึกษาตลาด และวิเคราะห์โอกาสธุรกิจให้

“แต้มต่อ” ที่มี และดูจะทำให้เดินได้ไกลอยู่หลายขุม ก็คือ การมีที่ดินผืนงามของครอบครัวอยู่ประมาณ 6 ไร่ ในทำเลระดับ “ไข่แดง” อย่าง กลางชุมชนกรุงเทพกรีฑา ในอดีตที่แห่งนี้อาจเป็นแค่ที่ดินรกร้าง ไม่น่าลงทุนทำอะไร ทว่าในวันนี้มีโครงการหมู่บ้านขนาดใหญ่ ผุดขึ้นรายล้อม และหอมหวานเอามากๆ เพราะล้วนแต่เป็นคน “มีกำลังซื้อ”

ที่ดินผืนงามจึงเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน กับการทำ “คอมมูนิตี้มอลล์”

“เราเริ่มศึกษาโครงการมาตั้งแต่ก่อนน้ำท่วมสัก 6 เดือน ตอนนั้นแถวนี้ยังไม่มีอะไรเลย จึงคิดว่าน่าจะทำคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อบริการความสุขให้กับคนแถวนี้ แต่พอดีติดปัญหาน้ำท่วมในปี 54 ทุกอย่างเลยดีเลย์ไปหมด”

เธอยอมรับกับสถานการณ์ในตอนเริ่มต้น ที่อาจทำให้ออกสตาร์ทล่าช้าไปบ้าง แต่การเลือกเริ่มช้า ก็คงยังดีกว่าไปจุดพลุโครงการเอาในวันที่ทุกอย่าง "ไม่เอื้อ" ถึงตอนนั้นโพรเจคดีๆ ที่สร้างมากับมือ ก็อาจล้มไม่เป็นท่า

การทำธุรกิจแบบไม่บุ่มบ่าม ไม่เพียงการดูจังหวะที่เหมาะ โอกาสที่พร้อม ทว่ายังรวมถึงใช้เวลาไปกับการศึกษาหาข้อมูล และสกัดไอเดียเพื่อ 'คิดจุดต่าง สร้างจุดขาย' ให้คอมมูนิตี้มอลล์น้องใหม่ มีที่ยืนอย่างสง่าในสนามนี้

มาดูตั้งแต่ไอเดีย "การออกแบบ" ผู้บริหารเคิร์ฟเซเว่น บอกเราว่า ผู้คนสมัยนี้ใช้ชีวิตอยู่แต่กับตึก กับกำแพง จมอยู่กับปัญหารถติด ตลอดวันทำงาน ดังนั้นเมื่อถึงวันหยุดก็อยากมีเวลาพาครอบครัว ไปพักผ่อน ไปหาความสุขในสถานที่ซึ่งต่างไปจากที่ต้องเจออยู่ทุกวันบ้าง ที่สำคัญขอเป็นแหล่งบันเทิง “ใกล้ๆ บ้าน”

“คนไม่อยากอยู่กับความจำเจ สิ่งที่สร้างขึ้นจึงต้องไม่ไปตอบอะไรที่ซ้ำๆ ซึ่งเขาเจออยู่ทุกวันอยู่แล้ว นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกออกแบบคอมมูนิตี้มอลล์โดยเน้นความเป็นธรรมชาติที่สุด ที่สำคัญเราไม่ได้สร้างธรรมชาติ แต่เก็บรักษาธรรมชาติไว้”

ไอเดียคูลๆ ของการทำธุรกิจที่ไม่เบียดบังธรรมชาติ อย่างการเลือกเก็บต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้ ไม่ตัด ไม่โค่น และเลือกใช้สีเอิร์ธโทนระบายตัวอาคาร เพื่อกลมกลืนกับความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด

เธอบอกว่า โชคดีที่ได้เจอกับ “อาร์คิเทค สตูดิโอ” สถาปนิกน้องใหม่ไฟแรงที่เห็นดีในคอนเซ็ปต์เดียวกันนี้

“ตอนที่เขามาเสนอไอเดีย เรายังไม่ทันบอกคอนเซ็ปต์ไป แต่เขาก็มองเรื่องของต้นไม้ แล้วต้นไม้ของเขาไม่ใช่การเอาต้นไม้มาปลูกนะ แต่เน้นต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ การประดับก็จะทำแต่เฉพาะด้านหน้า ตัวอาคารด้านหน้าก็ทำชั้นเดียว เพื่อที่เมื่อคนมองมาจากด้านนอกจะได้เห็นอาคารด้านหลังที่มีสองชั้นด้วย คอนเซ็ปต์เขาดูดี และตอบโจทย์เราได้”

ความเป็น "Green" ในเคิร์ฟเซเว่น ไม่ได้มีแค่ไม้ใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่มาแต่แรก ทว่ายังรวมถึงการเลือกวัสดุและของตกแต่งที่กลมกลืนกับธรรมชาติที่สุด อย่างใช้ไม้ มาทำบันไดและพื้นบริเวณชั้นสอง เปิดพื้นที่ให้กว้าง ไม่แออัด เพื่อความเจริญหูเจริญตาของผู้มาเยือน เวลาเดียวกับที่เป็นมิตรกับโลก พวกเขายังเป็นมิตรกับผู้คนด้วย อย่าง การทำลิฟท์สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการให้มาใช้บริการได้อย่างสะดวก เป็นต้น

ขณะตัวอาคารก็ทำเป็นรูปโค้ง เด่นตระหง่านอยู่บนเส้นกรุงเทพกรีฑา 7 ตอบที่มาของชื่อ “เคิร์ฟ เซเว่น”

การทำคอมมูนิตี้มอลล์ ไม่ได้มีแค่เรื่องการออกแบบ แต่หนึ่งหัวใจสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้ ก็คือเรื่องของ “ผู้เช่า” เธอบอกว่า ร้านค้า คือ "แรงดึงดูด" ที่จะทำให้คนอยากมาใช้บริการคอมมูนิตี้มอลล์ วิธีคิดของเคิร์ฟ เซเว่น เริ่มจากการหาร้านที่เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดผู้คนได้ นั่นคือ ต้องมีประสบการณ์ ไม่ใช่มือใหม่ อาหารต้องมีความพิเศษ และมีหลากหลายให้เลือก ไม่ใช่ว่า มาครั้งเดียวแล้ว “จบ” ต้องโบกมือลาเพราะความเบื่อ

นั่นคือที่มาของเหล่าร้านดัง ที่สามัคคีกันปรากฏตัวขึ้นใน เคิร์ฟ เซเว่น อย่าง ชาบู ชาบู นางใน, Otaku Yakiniku, ZeeZ บะหมี่จับกัง,ส้มตำ Zaap To Zaap, บางหวาน เหล่านี้ กระจายความแซ่บกันอยู่ที่นี่ ขณะบางคอมมูนิตี้มอลล์ อาจเกิดอาการเหงาๆ เฉาๆ ไปบ้าง กับบางร้านที่ไม่ค่อยคึกคัก แต่กับร้านระดับแม่เหล็กที่นี่ ยังมีภาพของคนมาต่อคิวให้เห็น

ไม่เพียงแค่ ร้านอาหาร แต่การทำศูนย์การค้าชุมชน ต้องตอบรับสมาชิกทุกคนของครอบครัวได้ ดังนั้นกว่า 30 ร้านของที่นี่ จึงมีหลากหลาย เอาใจตั้งแต่เด็กเล็ก พ่อแม่ ไปจนถึงผู้สูงอายุในบ้าน อย่าง ร้านนั่งดื่มของคุณพ่อ แหล่งชอปปิง ทำเล็บ ทำผม ของคุณแม่ และโรงเรียนสอนดนตรี สอนทักษะพิเศษสำหรับเด็กๆ เหล่านี้เป็นต้น

การทำธุรกิจไม่ได้คิดแค่วันนี้ แต่มีแผนที่จะเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายอันใกล้ คือการขยายพื้นที่ด้านหลังซึ่งเหลืออีกประมาณ 2 ไร่ ไปสู่โครงการเฟสสอง ส่วนหนึ่งทำเป็นสำนักงานให้เช่าของเหล่าร้านค้าออนไลน์ ที่มีคอนเซ็ปต์ และแตกต่าง ส่วนหนึ่งขยายร้านค้าและพื้นที่จอดรถ กับแผนที่จะจัดตลาดนัด จัดกิจกรรม กระตุ้นให้ผู้คนอยากมาเยี่ยมเยียนที่นี่ได้บ่อยขึ้น

ขณะเป้าหมายในอนาคต ก็มองการขยายไปลงทุนในพื้นที่อื่น เธอบอกว่า ไม่ได้อยากทำแค่คอมมูนิตี้มอลล์ที่บริการคนในหมู่บ้านหรือชุมชนเท่านั้น ทว่ายังอยากไปในทุกที่ "ที่มีโอกาส” และมีความต้องการซ่อนอยู่ เช่น แถวท่าเรือ เพราะเป็นแหล่งชุมชนของคนจำนวนมากเช่นเดียวกัน

โจทย์ก็แค่..ได้ทำอะไรที่ใหม่ รับกับสถานการณ์ และตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ให้ได้เท่านั้น

“เราจะเติบโตไปที่อื่น แต่จะไม่ไปใหญ่ จะไปเล็กๆ แบบนี้ เพราะหนึ่ง การลงทุนไม่มากเกินไป และสอง มีความหลากหลาย” เธอบอกหลักคิดในการเดินหน้าธุรกิจ

ธุรกิจที่เริ่มต้นจากโจทย์ยาก และไม่ได้อยู่ในยุคที่คอมมูนิตี้มอลล์หอมหวานเหมือนวันก่อน เธอบอกว่า ปัจจุบัน มีร้านค้าเข้ามาเช่าพื้นที่แล้วประมาณ 70% และยังมีที่ว่างให้กับร้านค้าที่พร้อม มีความแตกต่าง และจริงจังในการลงทุน อีกประมาณ 30% ขณะที่ผู้ใช้บริการ วันธรรมดามีประมาณ 200-300 ส่วนวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ อยู่ที่ 300-400 คน ถามว่า เป็นที่พอใจไหม เธอบอกแค่ว่า “ไม่พอใจ” เพราะเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ก็คือ ต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันคนต่อวัน และการปรับปรุงอะไรมากมายในวันนี้ ก็เพื่อไปตอบเป้าหมายนั้นให้ได้

เคิร์ฟเซเว่น ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 160 ล้านบาท ขณะที่เฟสสองยังเตรียมเม็ดเงินลงทุนไม่น้อยไปกว่าเฟสแรก เธอบอกว่าระยะเวลาคืนทุน “ไม่ใกล้” เอาง่ายๆ สถานการณ์แบบนี้ น่าจะใช้เวลาเป็นสิบปี แต่พอถามว่า ทำไมไม่ไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้เงินเร็วกว่า เธอตอบแค่ว่า..

“อยากทำธุรกิจที่ให้ลูกให้หลานได้สืบทอดต่อไป โดยที่ไม่ใช่แค่ธุรกิจการ์เม้นต์หรือเครื่องหนังอย่างเดียว เพราะมองว่า เขาควรจะได้ทำอะไรที่หลากหลาย และมองภาพธุรกิจให้ครบวงจร”

เธอบอกเหตุผลของคนยุคก่อตั้ง ที่อยากให้กิจการเล็กๆ ที่สร้างขึ้น ยังคงเติบโตไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน และไม่ใช่แค่เพื่อความมั่นคงในชีวิตเท่านั้น แต่ทว่าคือ "วิชาธุรกิจ" เล่มโต ที่เหล่าทายาทจะได้ใช้เป็นเวทีศึกษาเรียนรู้ต่อไปในอนาคต

แม้วันนี้ใครหลายคนจะมองว่า คอมมูนิตี้มอลล์ไม่ได้หอมหวานและออกอาการจะ “อิ่มตัว” แต่เธอยังเชื่อว่า ถ้าฉีกตัวเองให้แตกต่าง และหา Niche ของตัวเองให้ได้ ก็ยังมีอนาคตสดใสในสนามนี้

...............................

Key to success

สูตรแจ้งเกิดในธุรกิจแข่งดุ

๐ ต้องแต่งต่าง หา Niche ของตัวเองให้ได้

๐ ลงทุนพร้อมข้อมูล ทำการบ้าน ศึกษาตลาด

๐ ไม่บุ่มบ่าม บ่มธุรกิจให้สุก และเปิดเมื่อพร้อม

๐ หาร้านค้าที่เป็นแม่เหล็ก ดึงลูกค้า และไม่เอาเปรียบผู้ค้า

๐ พัฒนาธุรกิจไม่หยุดนิ่ง และมีแผนสำหรับอนาคต