คาดกำไรสุทธิ SCC ไตรมาส 3/57 เป็นจุดต่ำสุดของปี 2557 ที่ 7 พันล้านบาท -29% และ -18 %QoQ
ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/57 จะปรับตัวดีขึ้น QoQ จากเงินปันผลรับตามฤดูกาล และ YoY จากฐานต่ำของปีก่อนซึ่งเป็นผลมาจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน MOC คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2558 ที่คำนวณด้วยวิธี SOTP ที่ 520 บาท
คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/57 อยู่ในระดับต่ำที่ 7 พันล้านบาท -29% YoY และ -18% QoQ กำไรที่ลดลง YoY เป็นเพราะ: 1) ไม่มีกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนให้เป็นมูลค่ายุติธรรมจำนวน 1.7 พันล้านบาทเหมือนในไตรมาส 3/56; 2) ไม่มีกำไรจากสินค้าคงคลังในธุรกิจเคมีภัณฑ์จำนวน 840 ล้านบาทเหมือนในไตรมาส 3/56; 3) กำไรจากธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (ปริมาณขายลดลง) และธุรกิจกระดาษ (หยุดซ่อมบำรุงโรงงาน) ลดลงเล็กน้อย ส่วนกำไรที่ลดลง QoQ หลักๆ เป็นเพราะไม่มีเงินปันผลรับตามฤดูกาล SCC จะประกาศผลประกอบการวันที่ 29 ต.ค.
ไฮไลต์ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/57 ธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (45% ของกำไรสุทธิงวดครึ่งแรกปี 2557): เราคาดว่าปริมาณขายปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในประเทศจะลดลง 3% YoY (เทียบกับ +2% YoY ในช่วงครึ่งแรกปี 2557) และ 5% YoY (เทียบกับ -7% YoY ในช่วงครึ่งแรกปี 2557) ตามลำดับ เพราะไม่มีโครงการใหม่ๆ ราคาขายผลิตภัณฑ์น่าจะอยู่ในระดับสูง ทั้งราคาปูนซีเมนต์ (ทยอยปรับราคาขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาส 2/56) และกระเบื้องเซรามิก (สัดส่วนผลิตภัณฑ์เปลี่ยนมามีผลิตภัณฑ์ในตลาดระดับกลาง-บนเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งแรกปี 2557)
ธุรกิจเคมีภัณฑ์ (28% ของกำไรสุทธิงวดครึ่งแรกปี 2557): เราคาดว่าจะมีกำไร/ขาดทุนจากสินค้าคงคลังไม่มากนักในไตรมาส 3/57 เทียบกับกำไรจากสินค้าคงคลังจำนวน 840 ล้านบาทในไตรมาส 3/56 ส่วนต่างราคา PE/PP-แนฟทาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 685-710 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (+20% YoY และ +10% QoQ) ในขณะที่ส่วนต่างราคา PVC-EDC/เอทิลีน (-26% YoY แต่ +6% QoQ) และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง (ส่วนต่างราคา BD/MMA-แนฟทาปรับตัวดีขึ้น ส่วนต่างราคา PTA-PX อยู่ในระดับต่ำ) ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ปริมาณขาย PE/PP น่าจะอยู่ในระดับทรงตัว ส่วนปริมาณขาย PVC จะเพิ่มขึ้น QoQ หลังจากหยุดซ่อมบำรุงในไตรมาส 2/57 ธุรกิจกระดาษ (11% ของกำไรสุทธิงวดครึ่งแรกปี 2557): ส่วนแบ่งกำไรจะลดลงโดยเกิดจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน
แนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 4/57 และปี 2558 เราคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4/57 จะปรับตัวดีขึ้น QoQ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากเงินปันผลรับตามฤดูกาล และ YoY โดยได้รับปัจจัยหนุนจากส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์เพราะไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน MOC เป็นเวลา 45 วันเหมือนในปีก่อน ประกอบกับปริมาณขายปูนซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเพิ่มมากขึ้นและความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น
ขณะที่ในปี 2558 SCC คาดว่าปริมาณขายปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างในประเทศจะเพิ่มขึ้น ~5% โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการกลับมาลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐ ภาวะอุปสงค์และอุปทานที่ดีจะช่วยหนุนให้ส่วนต่างราคา PE/PP-แนฟทา ปรับตัวเพิ่มขึ้น และส่วนต่างราคา PVC กับผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ในปี 2558 SCC จะเริ่มบันทึกรายได้จากกำลังการผลิตใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังการผลิต 2.7 ล้านตัน (11% ของกำลังการผลิต) จากโรงงานปูนซีเมนต์แห่งใหม่ในกัมพูชาและอินโดนีเซียในไตรมาส 2/57-ไตรมาส 3/57 ตามด้วยสายการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่ (+17% ของกำลังการผลิต) ในไตรมาส 4/57
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2558 ที่คำนวณได้จากวิธี SOTP ที่ 520 บาท ราคาหุ้น SCC ปรับตัวลดลงมาแล้ว 7% และ underperform SET อยู่ 11% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดคาดการณ์ถึงกำไรระดับต่ำในไตรมาส 3/57 เราคาดว่ากำไรไตรมาส 4/57 จะปรับตัวดีขึ้นทั้ง QoQ โดยเกิดจากเงินปันผลรับตามฤดูกาล และ YoY โดยเกิดจากการหยุดซ่อมบำรุงของธุรกิจเคมีภัณฑ์ในปีก่อน
นอกจากนี้ SCC ก็ยังน่าสนใจในระยะยาวด้วย เนื่องจากซื้อขายที่ PE ปี 2558 ระดับ 14 เท่า เทียบกับกำไรที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปีในระยะ 2 ปีข้างหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากส่วนต่างราคาเคมีภัณฑ์ที่กว้างขึ้นเพราะภาวะอุปสงค์/อุปทานดี ปริมาณขายผลิตภัณฑ์จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น และการเติบโตจากการลงทุนใหม่ในอาเซียน






