ททท.เผย ท่องเที่ยวไฮซีซันฟื้นไม่สดใส เหตุปัญหาเศรษฐกิจการเมืองในรัสเซียทุบอัตราเข้าพัก-ลูกค้ากรุ๊ปทัวร์หด
ผสมปัจจัยลบเศรษฐกิจยุโรป เชื่อภาพรวมท่องเที่ยว-โรงแรมฟื้นตัวเต็มที่ปีหน้า ด้านธุรกิจไมซ์ทำใจคาดกว่าจะฟื้นกลับสู่ภาวะปกติต้องใช้เวลาอีก 2 ปี
หลังจากที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยผ่านจุด "ต่ำสุด" ในเดือน มิ.ย.ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 24.37% ก่อนที่สถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากการเมืองที่เริ่มนิ่ง มีการจัดตั้งรัฐบาล และเริ่มปฏิรูปประเทศ ทำให้ "ธุรกิจท่องเที่ยว" ประเมินว่า "ไฮซีซัน" ปีนี้จะเห็นการฟื้นตัวที่ "ดีที่สุด" เมื่อเทียบกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา แม้ภาพรวมจะยังไม่สามารถผลักดันให้ตลาดกลับมาอยู่ใน "แดนบวก" ได้ ก็ตาม
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวที่เริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซันถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ที่ผ่านมา และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้ว ยังเห็นการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเมื่อปลายปีก่อนมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เข้ามาเป็นปัจจัยกระทบในไตรมาสสุดท้าย ขณะที่ตลาดยุโรปก็เริ่มทยอยกลับเข้ามาตามฤดูกาลท่องเที่ยวที่ปกติซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดนี้หนาแน่นมากที่สุด
ประกอบกับ เริ่มได้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ อาทิ ตลาดไฮเอนด์รัสเซีย เข้ามาเสริมรายได้ ชดเชยกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัวที่ลดลงไปได้ส่วนหนึ่ง
ททท.รับไฮซีซันฟื้นตัว "ไม่สดใส"
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดจองห้องพักในแหล่งท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต และ พัทยา จะเริ่มดีขึ้น แต่ยอมรับว่าท่องเที่ยวไฮซีซันนี้ก็ยังฟื้นตัวแบบไม่สดใส โดยคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ในปี 2558 เนื่องจากเป็นปีที่เริ่มต้นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวโครงการใหม่เต็มตัว
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังของปี 2557 ของ ททท. ระบุว่าในช่วง 6 เดือนแรก ตลาดต่างประเทศอยู่ในทิศทางชะลอตัวลง ในเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวลดลง 10% และรายได้ลดลง 6.6%
แต่สถานการณ์ท่องเที่ยวใน "ครึ่งปีหลัง" คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าไตรมาส 3 จะยังชะลอตัว โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี (ต.ค.-ธ.ค.) คาดว่าในภาพรวมจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 10% ส่งผลให้ครึ่งปีหลังพลิกสถานการณ์มามีจำนวนนักท่องเที่ยว 13.8 ล้านคน ขยายตัว 1.7% และรายได้ครึ่งปีหลัง เท่ากับ 6.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.65%
ทั้งนี้ ตลาดหลักที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้ายดีที่สุดของแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ประกอบด้วย จีน เกาหลี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ภูมิภาคยุโรป เห็นสัญญาณที่ดีจาก สหราชอาณาจักร ประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ส่วนประเทศอื่นๆ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา
เฝ้าระวังศก.รัสเซียฉุดเที่ยวไทย
นอกจากนั้น แม้ว่ายังมีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาเสริมอีกพอสมควร อาทิ การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวัน ตั้งแต่ส.ค.-ต้นเดือน พ.ย., มีสายการบินประจำเปิดเส้นทางเชื่อมต่อเมืองใหม่ๆ กับไทยมากขึ้น อาทิ โตเกียว โอซาก้า กุ้ยหลิน หังโจว ปีนัง สิงคโปร์ หลวงพระบาง รวมถึงการกลับมาบินใหม่ของเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) เส้นทางจีนและยุโรป
แต่ก็ยังมี 3 ปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวังคือ ปัญหาเศรษฐกิจของรัสเซีย ค่าเงินรูเบิลที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้คนเดินทางออกนอกประเทศลดลง, การเพิ่มขึ้นของภาษีมูลค่าเพิ่มของญี่ปุ่นจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 ทำให้ตลาดญี่ปุ่นอาจระมัดระวังการใช้จ่าย และสภาพเศรษฐกิจของยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลของไทยส่งผลให้หลายชาติ "ลดระดับ" คำเตือนมาไทย (Travel Advisory) ประกอบกับช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยปกติเป็นช่วงที่มีเทศกาลใหญ่ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดการท่องเที่ยว อาทิ ลอยกระทง และวันปีใหม่ เป็นต้น
ทั้งนี้ สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวนราว 17.5 ล้านคน ลดลง 10.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินว่า จำนวนรวมชาวต่างชาติตลอดปีนี้อาจอยู่ที่ 25-25.5 ล้านคน ลดลง 3.9% ทำรายได้ราว 1.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.36%
ทัวร์ยอดทรุดตลอด12 เดือน
ด้านนายเจริญ วังอนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวประเภทกรุ๊ปทัวร์ที่เดินทางเข้ามาในปีนี้ มีแนวโน้มจะติดลบทั้ง 12 เดือน ในระดับที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
โดยยอดนักท่องเที่ยวรวมตั้งแต่ 1 ม.ค.- 20 ต.ค.57 มีจำนวนราว 2.2 ล้านคน ลดลง 49.8% แต่หากประเมินเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าจะติดลบน้อยลง ทำให้ภาพรวมตลอดปีนี้กรุ๊ปทัวร์มาไทยอาจจะลดลงไปราว 10%
ส่วนโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวในช่วง 2 เดือนสุดท้าย พบว่า ตลาดเอเชียมาแรงที่สุด และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 50% เท่ากับยุโรป ซึ่งเคยเป็นตลาดดั้งเดิมประจำฤดูหนาวมายาวนาน โดยเริ่มมีลดสัดส่วนลงจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การที่จีนเปิดประเทศและส่งเสริมให้ประชากรเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น จนในปัจจุบันตลาดเริ่มพัฒนาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดกลางถึงล่าง มาเป็นกลุ่มไฮเอนด์มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ปัจจัยเศรษฐกิจในยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ส่งผลทำให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวจากกลุ่มนี้ชะลอลงไปบ้างในช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะรัสเซีย ที่คาดว่าปีนี้กรุ๊ปทัวร์อาจจะลดลงไปไม่ต่ำกว่า 10%
ด้านนายกฤษฎา ตันสกุล นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ภาคใต้ กล่าวว่า ในปีนี้ตลาดยุโรปที่เข้ามาเที่ยวภูเก็ตอาจจะลดลงไม่ต่ำกว่า 30% เพราะเป้าหมายรายใหญ่อย่างรัสเซียชะลอการเดินทางลงไปเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศกดดัน กลุ่มข้าราชการงดการเดินทางต่างประเทศ ทำให้สัดส่วนยุโรปจะเหลืออยู่ราว 60%
ขณะที่เอเชียมีสัดส่วนราว 40% โดยได้ตลาดจีนสนับสนุนการขยายตัวได้มาก โดยปีนี้มีแนวโน้มนักท่องเที่ยวเติบโตราว 30% สวนทางกับรัสเซียอย่างมาก
ธุรกิจไมซ์รอฟื้นยาวถึงปี59
ด้านนายสุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ ทิก้า กล่าวว่า ตลาดธุรกิจการจัดประชุมสัมมนาในช่วงที่ผ่านมา ลดลงไปราว 40% แม้ว่าจะเข้าสู่ไฮซีซัน แต่คาดว่าภาพรวมตลอดปีนี้น่าจะติดลบราว 40% เนื่องจากกลุ่มบริษัทหรือองค์กรต่างประเทศต้องวางแผนการจัดงานล่วงหน้า เมื่อเกิดสถานการณ์พลิกผันช่วงก่อนหน้า ทำให้ตัดสินใจเลื่อนจุดหมายไปยังประเทศอื่นๆ
ดังนั้น คาดว่าตลาดไมซ์จะเริ่มฟื้นตัวชัดเจนในช่วงปี 2558 เพราะปัจจุบันต่างชาติส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจว่าแม้ไทยจะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ภายในประเทศ จึงทยอยยืนยันการจัดงานเข้ามา
อย่างไรก็ดี แม้ว่าปี 2558 ตลาดไมซ์จะฟื้นตัว แต่คาดว่ายังไม่สามารถกลับมาดีเทียบเท่ากับปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่เติบโตสดใสเพราะไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยลบใดๆ ในประเทศ โดยหากไทยรักษาความสงบได้เหมือนปัจจุบัน คาดว่าการฟื้นกลับเป็นปกติน่าจะมีขึ้นในปี 2559
โรงแรมหวังฟื้นเต็มตัวปีหน้า
ด้านนายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและการบริหาร บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ยอมรับว่าปีนี้ตลาดไมซ์จะทำรายได้ลดลงไปสมควร โดยในส่วนของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ คาดว่าจะมีรายได้ไม่ถึง 300 ล้านบาท น้อยกว่าปีก่อนที่ทำไว้ 400 ล้านบาท เนื่องจากประเทศเป้าหมายในยุโรป และ สหรัฐอเมริกา ยังคงกังวลในการเดินทางมาไทยในภาวะกฎอัยการศึก ซึ่งจะไม่อยู่ในเงื่อนไขการประกันการเดินทาง
จึงตัดสินใจเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางมาไทย และหันไปเลือกจุดหมายใกล้ๆ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และ มาเลเซีย แทน ขณะที่กลุ่มโรงแรม ก็ต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการหันมาเจาะกลุ่มประชุมสัมมนาจากไทยและในเอเชีย
ส่วนธุรกิจโรงแรมในช่วงไฮซีซันของปีนี้ ประเมินแนวโน้มดีขึ้นอย่างช้าๆ ไม่หวือหวาเพราะยังขาดแรงสนับสนุนจากตลาดไมซ์
โดยคาดว่าไตรมาสที่ 4 อัตราเข้าพักเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 75% ขึ้นไป เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 3 ซึ่งอยู่ที่ 73-74% และด้วยแนวโน้มของครึ่งปีหลังที่เริ่มดีขึ้นนั้น อัตราเข้าพักเฉลียตลอดปีนี้น่าจะอยู่ที่ 75-76% ต่ำกว่าปีก่อนซึ่งปิดที่ 80% และคาดว่าในปี 2558 จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ ทุกโรงแรมจะกลับมามีอัตราเฉลี่ยเป็น 80% ได้อีกครั้ง


