"ประยุทธ์"ลั่นปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ สะท้อนต้นทุนจริง ชี้ขาดเดือนธ.ค.นี้
ด้านกพช.ไฟเขียวสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 พร้อมมาตรการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน "ปรับระบบอุดหนุนโซลาร์ฟาร์ม รับซื้อเพิ่มอีก 800 เมกะวัตต์ หนุนผลิตไฟฟ้าจากขยะและผลิตภัณฑ์ประหยัด7ประเภท" ขณะที่เครือข่ายปฏิรูปฯยื่นหนังสือค้านหน้าทำเนียบ
การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เดินหน้าปฏิรูประบบพลังงานของประเทศตามนโยบายรัฐบาล เตรียมปรับราคาทั้งระบบในเดือนธ.ค.นี้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมกพช.ว่าได้หารือว่าราคาพลังงานต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นให้สะท้อนราคาที่แท้จริง โดยราคาก๊าซแอลพีจีต้องทยอยปรับขึ้นไปตามขั้นบันได เพราะต้องปรับราคาให้ไปเจอราคาต้นทุนที่แท้จริง ไม่อย่างนั้นจะบิดเบือนราคากลไกของน้ำมันเชื้อเพลิงไปหมด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ต้องยอมรับกันบ้าง ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดความเสียหายในวันหน้า และวันนี้ถ้ารัฐบาลดูแลไปเรื่อยๆ อุดหนุนกันหมด วันข้างหน้าประเทศจะไปอย่างไรก็อาจเดินหน้าไม่ได้เลย"
“ได้มองกันถึงเรื่องสัดส่วนพลังงาน ว่าต้องวางอนาคตไว้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นแก๊ส พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน พลังงานลม ต่างๆ เหล่านี้ และอะไรที่ต้องซื้อจากต่างประเทศ อะไรที่ต้องผลิตเอง ปรับให้มีความสอดคล้องกันในเรื่องสัดส่วน ในเรื่องกำจัดขยะก็สอดคล้องกับการกำจัดขยะของรัฐบาล โดยรัฐบาลมีนโยบายว่าจะให้มีโรงงานกำจัดขยะให้มากขึ้น และเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าด้วย ก็ให้รัฐมนตรีไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าการปรับโครงสร้างราคาพลังงานโดยนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าในการกำหนดราคาพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซแอลพีจี ก๊าซเอ็นจีวี ให้เป็นไปในทิศทางที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและสามารถที่สร้างความชัดเจนในระยะยาวเกี่ยวกับทิศทางราคาของเชื้อเพลิงแต่ละชนิด
"ในการประชุม กพช.ครั้งต่อไปในเดือน ธ.ค.กระทรวงพลังงานจะมีการนำเสนอแผนการปรับโครงสร้างให้ที่ประชุมฯพิจารณา ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณจากภาครัฐที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถตัดสินใจวางแผนต่างๆ เช่นการลงทุนและการซื้อยานพาหนะได้อย่างเหมาะสม"
ปรับระบบจูงใจไฟฟ้าแสงอาทิตย์
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าที่ประชุม กพช.ในครั้งนี้ได้มีการหารือกันในเรื่องการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานโดยเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้การสนับสนุนต่อเนื่องมาจากแนวนโยบายของ คสช.โดยส่งเสริมการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
ที่ประชุมฯได้รับทราบแนวทางการสนับสนุนโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้ระบบรับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in Tariff หรือ FiT ทดแทนระบบ Adder ซึ่งเป็นระบบเดิม เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นและจะมีการทบทวนอัตราการสนับสนุนเป็นรายปีเนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ และการทบทวนเป็นรายปีจะทำให้อัตราการสนับสนุนสอดล้องกับต้นทุนของภาคเอกชน
เพิ่มรับซื้อโซลาร์ฟาร์มอีก800เมกะวัตต์
สำหรับโครงการที่ กพช.ให้การสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้มีการอนุมัติไปตั้งแต่เดือน ส.ค.2557 ที่ประชุม กพช.ได้รับทราบความคืบหน้าและเห็นชอบการปรับแก้หลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในโครงการโซลาร์เซลล์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) ที่เดิมมีเป้าหมายในการผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าและได้รับการอนุมัติแล้ว 1,434 เมกะวัตต์ และคงเหลืออีก 576 เมกะวัตต์ที่ยังไม่ได้มีการอนุมัติโครงการ
อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีเอกชนที่สนใจโครงการเป็นจำนวนมากเกินกว่าเป้าหมายเดิม กพช.จึงมีมติให้ขยายปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนของโซลาร์ฟาร์มจากเดิมออกไปอีก 800 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตามเอกชนที่สนใจลงทุนจะต้องสามารถลงทุนและขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ (ซีโอดี) ภายในเดือนธ.ค.2558
ทั้งนี้ สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) หารือกับเอกชนในหลักเกณฑ์ที่จะเปลี่ยนระบบสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจาก Adder เป็น FiT รวมทั้ง หากมีข้อจำกัดในเรื่องสายส่งอาจจะต้องมีการย้ายที่ตั้งโครงการจากแผนเดิมที่วางไว้
เตรียมยกเลิก 'ร.ง.4-ระเบียบกรมโยธา"
สำหรับโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) กำหนดให้โครงการที่มีสัญญาผูกพันกับภาครัฐแล้ว 130.64 เมกะวัตต์ให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในเดือน ธ.ค.2557 ส่วนโครงการสำหรับที่พักอาศัยขนาดไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ที่เหลืออีก 69.36 เมกะวัตต์ กำหนดให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือน มิ.ย.2558 โดยในส่วนของกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงยกเว้นให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารไม่ต้องขอใบอนุญาต ร.ง.4 และกรมโยธาธิการและผังเมืองอยู่ระหว่างเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณายกเลิกข้อบังคับเรื่องการดัดแปลงอาคารในกรณีที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย
ส่วนโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ จำนวน 800 เมกะวัตต์ กพช.ได้เห็นชอบให้บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) เข้ามาให้คำแนะนำการพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน ทั้งนี้ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดทำหลักเกณฑ์และข้อกำหนดในเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.เพื่อเสนอให้ กพช.รับทราบต่อไป
เตรียมส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากขยะ
นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงานกล่าวว่าในที่ประชุม กพช.นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกกระทรวงทุกหน่วยงานจะต้องบูรณาการร่วมกันและการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สัดส่วนการใช้พลังงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจนถึงเป้าหมาย 25% ในปี 2564
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะประมาณ 6.75 หมื่นตันต่อวัน หลังจากที่มีรัฐบาลได้มีอนุมัติโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะไปแล้ว 5 โครงการ คิดเป็นปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 106.9 เมกะวัตต์ สามารถลดปริมาณขยะฝังกลบในประเทศไทยได้ 1,200 ตันต่อวัน กำจัดขยะชุมชนได้ 1,550 ตันต่อวัน และกำจัดขยะอุตสาหกรรมได้ 250 ตันต่อวัน
หนุน7ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน
นอกจากนี้ กพช.ได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานเพิ่มเติมจำนวน 7 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีศักยภาพประหยัดประมาณ 280 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ต่อปีหรือคิดเป็น 7,500 ล้านบาทต่อปี
ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับส่งเสริม ได้แก่ รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก เครื่องยนต์แก๊สโซลีนขนาดเล็ก ฉนวนใยแก้ว เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เครื่องซักผ้า เครื่องสูบน้ำในครัวเรือน และเครื่องอัดอากาศขนาดเล็กแบบลูกสูบ ซึ่งการประกาศสินค้าอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานเพิ่มเติมจะช่วยยกระดับสินค้าด้านการประหยัดพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งผู้ผลิตและจำหน่ายมีสิทธิขอรับการส่งเสริมและช่วยพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการอนุรักษ์พลังงานภาพรวมของประเทศ
อนุมัติสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21
นายคุรุจิต กล่าวว่ากพช.รับทราบการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และการประกาศเชิญชวนให้มีการยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงการสำรวจต่างๆ รวม 29 แปลง แบ่งเป็นแปลงสำรวจในพื้นที่บนบก 23 แปลง และในทะเลอ่าวไทยจำนวน 6 แปลง ซึ่งหลีกเลี่ยงพื้นที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ลุ่มน้ำชั้น 1A เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
ทั้งนี้ กำหนดให้เอกชนยื่นความต้องการในการสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ที่กำหนดภายในระยะเวลา 120 วันหรือภายในวันที่ 18 ก.พ.2558
นายคุรุจิตกล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติสูงถึง 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ากว่า 70% ขณะที่ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงอย่างต่อเนื่องและคาดว่าภายในระยะเวลา 6-8 ปีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่มีการสำรวจแน่นอน (P1) จะหมดลง และประเทศไทยอาจจะต้องมีการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศเข้ามาผลิตไฟฟ้าซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น การเปิดให้มีการสำรวจปิโตรเลียมในครั้งนี้จึงเป็นการแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานเพราะหากสามารถเดินหน้าให้สิทธิสำรวจและปิโตรเลียมและมีผู้สนใจลงทุนประเทศไทยมีโอกาสในการค้นพบก๊าซธรรมชาติ 1-5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตและน้ำมันดิบอีก 20 - 50 ล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุนของประเทศเนื่องจากหากภาคเอกชนให้ความสนใจในการเข้ามาสำรวจปิโตรเลียมทั้ง 29 แปลงจะก่อให้เกิดการลงทุนในประเทศไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท รวมทั้งมีการจ้างงานในธุรกิจสำรวจและผลิต รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นอัตรา
ชี้เงื่อนไขสัมปทานรัฐได้ประโยชน์
นายคุรุจิต กล่าวว่าจะมีการประกาศเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาสำรวจปิโตรเลียม แต่อำนาจในการพิจารณาอนุมัติสัมปทานในแต่ละแปลงได้กำหนดให้เป็นอำนาจในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะพิจารณาเงื่อนไขการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐ
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการกำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ในระบบไทยแลนด์ทรีพลัส (Thailand III Plus) ซึ่งเพิ่มผลประโยชน์จากระบบไทยทรีเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2532 คือ 1.การเก็บอัตราค่าภาคหลวงในอัตรา 5 - 15% จากรายได้ของการขายปิโตรเลียม 2.เก็บเงินภาษีเงินได้ 50%จากผลกำไร 3.การเรียกเก็บเงินผลตอบแทนพิเศษหรือ Special Remuneratory Benefit (SRB) คือเมื่อมีกำไรหลังคืนทุนแล้วหรือเมื่อราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับราคาสูงกว่าปกติ ซึ่งสามารถเรียกผลตอบแทนสูงสุดถึง 75% กรณีที่อาจเจอแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่หรือราคาน้ำมันขึ้นสูงกว่าปกติ
4.การสนับสนุนงานเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นโดยช่วงที่อยู่ระหว่างการสำรวจให้มีการสนับสนุนปีละไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท และช่วงที่อยู่ระหว่างการผลิตปิโตรเลียมจะต้องสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท 5.เสนอให้บริษัทไทยเข้าร่วมประกอบกิจการในอัตราไม่น้อยกว่า 5% และ ที่สำคัญต้องใช้สินค้าและบริการในประเทศของไทยเป็นอันดับแรก และ 6.ให้บริษัทเอกชนเสนอผลประโยชน์เพิ่มเติม 2 ส่วน ได้แก่การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อมีการลงนามกับเอกชนที่ได้รับสัมปทานแม้ว่าจะพบปิโตรเลียมหรือไม่ก็ตาม (Signature Bonus) และการเรียกเก็บผลประโยชน์เพิ่มเติมเมื่อเอกชนสามารถผลิตได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด (Production Bonus)
เครือข่ายปฏิรูปฯต้านหน้าทำเนียบ
ในขณะที่กพช.ประชุม ที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งประตู 4 ถนนพิษณุโลก มีกลุ่มมวลชนที่ใช้ชื่อว่า "เครือข่ายปฏิรูปพลังงานภาคประชาชน" พร้อมด้วยเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย นำโดยพ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี แกนนำกลุ่มต่อสู้พลังงานภาคประชาชน พร้อมแนวร่วม ชุมนุมบนทางเท้าประชิดรั้วทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นกลุ่มมวลชนกลุ่มแรกที่ได้รวมตัวชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่คสช.ยึดอำนาจเมื่อ 22พ.ค.ที่ผ่านมา
ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้อ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายฯและชูป้ายคัดค้านการให้สัมปทานน้ำมัน พร้อมทำการแสดงล้อเลียนกลุ่มทุนและผู้เกี่ยวข้องที่ทุจริตด้วยการดื่มน้ำมันแทนน้ำ โดยก่อนหน้านั้นกลุ่มเครือข่ายเคยยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ผ่านศูนย์บริการประชาชนฯเพื่อขอให้ระงับ ยับยั้งการให้สัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 และการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ก๊าซเอ็นจีวี และราคาน้ำมันดีเซล
สำหรับ บรรยากาศการชุมนุมไม่มีเหตุวุ่นวาย โดยมีการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 1 กองร้อย ตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบ และเจ้าหน้าที่ทหาร
ทั้งนี้ นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรัฐบาลออกมาเจรจากับกลุ่มตัวแทนภาคประชาชน และรับหนังสือและได้แจ้งกับกลุ่มเครือข่ายฯว่าจะนำหนังสือเข้าที่ประชุมกพช.






