กำไร 3Q57 อ่อนตัว ผลกระทบจากรายได้
กำไร 3Q57 ปรับลด 13% QoQ
เราคาดว่า STEC จะประกาศผลประกอบการ 3Q57 อ่อนตัวลงทั้งรายไตรมาสและรายปีที่ 351 ล้านบาท ลดลง 13% QoQ และ 9%YoY จากการบันทึกรายได้ 4.8 พันล้านบาท อ่อนตัว 7% QoQ และ 22% YoY เกิดจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วง และ งานโรงไฟฟ้าบางแห่งใกล้ปิดงานทำให้มูลค่างานลดลง แต่ยังคงระดับอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 9.8% ใกล้เคียงรายไตรมาส โดยจะมีผลกำไรในงวด9M57 อยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น9% เกิดจากอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 10.2% ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 9.5% เจากความสามารถในการควบคุมต้นทุนได้ดี แม้ว่าจะมี่รายได้ที่ 1.5หมื่นล้านบาทอ่อนตัวลงจากปีก่อน 6%YoY
ผลประกอบการอ่อนตัวระยะสั้น
เราคาดว่า การบันทึกรายได้และกำไรของ STEC ในช่วง 1 – 2 ไตรมาสข้างหน้า จะอยู่เพียงระดับทรงตัวหรืออ่อนตัวลง เนื่องจากผลกระทบจากการเมืองทำให้การรับงานของภาครัฐไม่มีความต่อเนื่อง โดยปกติแล้ว STEC จะรับงานจากภาครัฐโดยมีสัดส่วนของงานในมือราว 40 - 50% ทำให้การชะลองานของภาครัฐมีกระทบต่องานในมือรวมถึงกระทบต่อเนื่องไปยังภาคเอกชนที่ทำสัญญาไปเพียง 3 พันล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี ทำให้ปัจจุบัน STEC มีงานในมือ 4.7 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี STEC อยู่ระหว่างรองานใหม่จากภาคเอกชนมูลค่าสูงซึ่งจะช่วยผลประกอบการให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง
โอกาสรับงานเอกชนมูลค่าสูง
เราได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางผู้บริหาร STEC สำหรับข้อมูลของงานใหม่จากงานภาคเอกชนซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ทางบริษัทมั่นใจว่าการเซ็นสัญญาจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2557 ซึ่งจะมีผลทำให้ ซึ่งงานใหม่ดังกล่าวช่วยสนับสนุนงานในมือและรายได้ให้เติบโตขึ้นในปี2558 รวมถึงโอกาสรับงานที่ STEC เข้าประมูลของงานภาครัฐ ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม จากการเซ็นสัญญาเริ่มจากรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่) มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท และ รถไฟรางคู่คลอง 19 –แก่งคอย 1.1 หมื่นล้านบาท
แนวโน้มเติบโตจากงานในอนาคต
เรายังคงชอบ STEC ในฐานะผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีความมั่นคงทางการเงิน สถานะเป็น Net cash และมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอให้ผลตอบแทน2-3% ต่อปี แม้ว่าระยะสั้นผลประกอบการจะรับผลกระทบจากงานในมือที่ชะลอตัวจากงานภาครัฐ อย่างไรก็ตามในอนาคตระยะยาวเราคาดว่าแผนการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานของภาครัฐที่พยายามผลักดัน ส่งผลต่องานก่อสร้างเช่นจากรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รถไฟรางคู่ และสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นโอกาสให้กับงานของ STEC ที่มีมากขึ้น รวมถึงงานภาคเอกชนจากโรงไฟฟ้าที่บริษัทมีความถนัด คาดส่งผลดีต่อแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการในระยะยาว เราคงมูลค่าเหมาะสมที่ 27.40 บาท






