'สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์'ซีอีโอหญิงยูนิลีเวอร์ไทยเผยสูตรบริหารสั้นๆ 'มองไกล มองกว้าง มองลึก'สานต่อโตยั่งยืน
"สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์" ซีอีโอหญิงยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยคนใหม่ เพิ่งรับไม้ต่อจาก "มร.บาวเค่อ ราวเออร์ส" เธอเผยถึงสูตรบริหารสั้นๆ แต่ได้ใจความ "มองไกล มองกว้าง มองลึก" สานภารกิจยักษ์คอนซูเมอร์เมืองไทยให้เติบโตยั่งยืน
22 ปี กับการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรคอนซูเมอร์ยักษ์ใหญ่ระดับ “โลก” อย่าง “ยูนิลีเวอร์” ของ "สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์" ตามคำชวนของ "กรรณิกา ชลิตอาภรณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อครั้งยังเป็นอดีตผู้บริหารองค์กรแห่งนี้ กระทั่งรั้งตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน อาหารและไอศกรีม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางการตลาดของไอศกรีม แม็กนั่ม ในไทย
ทว่า..ภารกิจใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการรับไม้ต่อในตำแหน่ง “ประธานกรรมการบริหาร” คนใหม่กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กุมบังเหียนธุรกิจคอนซูเมอร์โปรดักส์ อันดับ 1 ในไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยรับไม้ต่อจาก “มร.บาวเค่อ ราวเออร์ส" ที่ไปนั่งเก้าอี้ผู้บริหารยูนิลีเวอร์ในฝรั่งเศส
สุพัตรา ถือฤกษ์ดี วันที่ 9 เดือน 10 พบปะสื่อมวลชน หญิงเก่งร่างเล็ก ยืนตระหง่านโชว์เดี่ยวบนเวที ประกาศวิสัยทัศน์ ตลอดพันธกิจที่จะต้องปฏิบัติจากนี้
เธอประเดิมเล่าถึงแผนผลักดันธุรกิจ ภายใต้แผนการดำเนินการอย่างยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ ซึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวระยะ 10 ปี (2553-2563) ที่ต้องสานต่อ
“เราอยากนำบริษัทไปสู่ความสำเร็จ สร้างสิ่งดีๆ ให้กับประเทศ ทำอย่างไรให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศ และพนักงานให้เจริญก้าวหน้า ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์และแบรนด์ของเรา” เธอเปิดฉากเล่าพันธกิจสอดคล้องกับนโยบายบริษัทแม่
ขณะที่เป้าหมายในเชิงธุรกิจ ยูนิลีเวอร์ ต้องมุ่งสู่การเติบโต "2 เท่า" ดันยอดขายทะลุ "8 หมื่นล้านบาท" ในระยะ 10 ข้างหน้าจากนี้
และเพื่อให้แผนบรรลุผล กลยุทธ์ 5 ข้อจึงถูกนำมาใช้ ประกอบด้วย
1.การสร้างความรักความผูกพันต่อแบรนด์ทั้ง 30 แบรนด์ ด้วยตระหนักว่า
“สุดท้ายแบรนด์คือสมบัติอันล้ำค่า ทำอย่างไรให้แบรนด์เป็นที่รักและอยู่ในใจของผู้บริโภคทุกคน และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต”
2.เป็นฐานการผลิตมาตรฐานระดับโลก ด้วยการลงทุนต่อเนื่อง 3 ปี งบรวม 8,000 ล้านบาท ตอกย้ำว่าไทยเป็น 1 ใน 3 แหล่งผลิตต้นน้ำของสินค้ายูนิลีเวอร์ป้อนโลก
“ไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลก ซึ่งปีหนึ่งเราผลิตสินค้ามากกว่า 1 แสนตัน หรือกว่า 4.7 พันล้านชิ้น ปริมาณเยอะมากๆ” เธอย้ำความยิ่งใหญ่
3.พันธมิตรทางการค้า ซึ่งไทยมีช่องทางจำหน่ายสินค้าที่ “ซับซ้อน” สูงสุดแห่งหนึ่งของโลก หลากหลายทั้งห้างโมเดิร์นเทรด ร้านโชห่วย ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ จึงต้องวางโครงสร้างทีมขาย วางแผนทำงานร่วมกับคู่ค้า ตอบโจทย์นักช้อปแต่ละช่องทางที่มีความต้องการและพฤติกรรมแตกต่างกัน
“เราต้องการบริการลูกค้าเป็นเลิศ มีแผนงานที่จะเติบโตร่วมกันในทุกช่องทางและทุกคู่ค้า”
4.บุคลากร ซึ่งเธอตัดพ้อว่ายูนิลีเวอร์ไทย มีพนักงาน 4,000 ชีวิต แต่ออกไปทำงานในเวทีโลก “น้อย” เพียง 8 ชีวิตเท่านั้น เทียบกับอินโดนีเซียที่ปั้นคนไปต่างแดนกว่า 50 ชีวิต หรือฟิลิปปินส์กว่า 100 ชีวิต จากนี้ไปคนรุ่นใหม่ไฟแรงคือหัวใจที่จะผลักดันออกไปเผชิญความท้าทายในสังเวียนที่ใหญ่ขึ้น เช่นเธอที่เธอเคยคร่ำหวอดในตลาดจีนดูแลภูมิศาสตร์ 9 ประเทศ และคุมตลาดในมาเลย์มาแล้ว
"การอยู่มาเลเซีย และเมืองจีนเป็นหนึ่งใน Global Leadership Team ทำให้ได้ประสบการณ์หลากหลาย แตกต่าง เห็นภาพกว้างและไกลขึ้น จึงต้องการจะส่งคนไทย ผู้นำรุ่นใหม่ ออกไปสู่เวทีเมืองนอก เพื่อพร้อมเป็นผู้นำของบริษัทในอนาคต ซึ่งจะเป็นโลกดิจิทัล”
และกลยุทธ์ที่ 5.ดีเอ็นเอ นั่นคือการปฏิบัติมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นหน่วยขาย โรงงาน หรือกระทั่งฝั่งออฟฟิศ
ร่ายมนต์สะกดคนฟังยิ่งใหญ่คงไร้ประโยชน์ หาก สุดท้ายไม่ว่าจะมีวิชั่นสวยหรูยังไง กลยุทธ์จะเฉียบขาดอย่างไร ไม่ว่าจะมีเงินทุนเท่าไหร่ ถ้าการลงมือปฏิบัติการไม่เฉียบขาด ไม่เป็นเลิศ ความสำเร็จก็จะเกิดไม่ได้ ดังนั้น ทำอย่างไรให้การปฏิบัติของเราเป็นเลิศ นี่เป็นดีเอ็นเอของยูนิลีเวอร์ที่เราภูมิใจและชอบที่จะทำ เธอบอก
แม้ว่าปัญหาธุรกิจจะยังมีอยู่รอบด้านทั้งการตลาด การแข่งขัน พฤติกรรมผู้บริโภคที่แปรเปลี่ยน แถมยังมีความต้องการไม่รู้จบ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถนำมาใช้เป็น "ข้ออ้าง" ในการทำธุรกิจได้อีกต่อไป
“โลกผันผวน แต่ผู้นำจะนำความผันผวนมาเป็นข้ออ้างในการขับเคลื่อนธุรกิจไม่ได้ แต่เราต้องนำความผันผวนในโลกมาเป็นส่วนหนึ่ง ในการดำเนินงาน วางแผนธุรกิจ สร้างความยืดหยุ่นและปรับตัวให้เร็ว”
ปีนี้ยูนิลีเวอร์แก้เกมเร็ว เช็กผู้บริโภคไปทางไหนก็จับสินค้าในพอร์ตไปตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวจากการสั่งสมองค์ความรู้การทำตลาดในต่างแดน เธอว่า
การกลับมาดูแลตลาดไทย 5 ปี ในตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร ได้สร้างปรากฏการณ์ทางการตลาดให้กับสินค้ามากมาย ไม่เฉพาะไอศกรีมแม็กนั่ม ที่ยอดขายกระฉูด 400% ในช่วงเวลาสั้นๆ เธอยังปลุกพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบบครบวงจรผ่านแบรนด์ซันซิลฯ กลายเป็นผลงาน “ชิ้นเอก” ที่ถูกนำไปขยายผลบนเวทีทั้ง “ภูมิภาค” และ “ระดับโลก”
แม่ทัพหญิงคนใหม่ ยังบอกถึง ความท้าทายในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนใหม่ ว่า..
“สิ่งท้าทายคือองค์กรยูนิลีเวอร์ใหญ่ จะทำยังไงจึงจะทำงานให้ติดสปีดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เศรษฐกิจขาขึ้น เรายิ่งต้องเร่งสปีดเพื่อคว้าโอกาส ทำอย่างไรให้งานในระบบง่าย และสนุกมากขึ้น"
ในฐานะ “ผู้นำ” ยังต้องอ่านเกมให้ขาด
“ตอนทำตำแหน่งเก่า โอเปอเรชั่นต้องมองลึก มองแอ็คชั่น แต่ความสำคัญในการอยู่ในตำแหน่งใหม่นี้ จะต้องมองไกล มองกว้าง ลงลึกตรงไหน อย่าลงลึกนาน ถือเป็นศิลปะที่ต้องระมัดระวังในการบริหารงาน”
การรั้งตำแหน่งสูงสุดในไทย ถามว่าบริษัทแม่ ย้ำเรื่องอะไรมาเป็นพิเศษ เธอว่า..
“ไม่มีคีย์เวิร์ดพิเศษ นอกจากโตอย่างยั่งยืน และกำชับว่าให้เราทำให้จริงจัง ไม่ใช่แค่คำเขียนส่งไป” เธอเล่า
ดังนั้นเป้าหมายใหญ่ของเธอจึงไม่หลุดกรอบ “งานมีความหมาย และมีมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้อยากให้บริษัทเติบโตเป็นไปตามแผน อยากให้พนักงานก้าวหน้ามีความสุข อยากทำให้โปรเจคมีผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและประเทศชาติ อยากผลักดันให้มีการลงทุนในไทยมากขึ้น เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นกระตุ้นเศรษฐกิจ สุดท้ายยูนิลีเวอร์ก็โตไปด้วยกัน”
ถามถึงวาระของผู้นำ เธอให้คำตอบเพียงว่า
“แล้วแต่เขาจะให้อยู่นานเท่าไหร่ ไม่มีวาระ เป็นเรื่องของสัญญาใจมากกว่า" เจ้าตัวทิ้งท้าย





