คอมมูนิตี้มอลล์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ใช่ว่าจะอยู่กันแบบอู้ฟู่ ได้เวลาฟื้นชีพกับบิ๊กแม็กเนต"ตลาดนัดอีเวนท์"
วิกฤติ ปี’40 ทำให้เราได้รู้จักกับตลาดเปิดท้าย หลังหลายบริษัทล้มฟุบ ผู้คนตกงาน หลายคนจึงต้องดิ้นรนขนของเก่าออกมาขาย โดยเอารถมาจอดเปิดท้ายขายของ ตามลานหน้าห้างฯ ย่านชุมชน ที่มาของคำว่า “ตลาดเปิดท้าย”
ในอดีตตลาดแบบนี้เกิดขึ้นเพราะการดิ้นรนอยู่รอดของเหล่าผู้ค้า ทว่าวันนี้พวกมันกลับมาอีกครั้ง แต่ดูจะมีสีสันและ “สร้างสรรค์” ขึ้น เมื่อตลาดนัดยุคดิจิทัล ไม่ใช่แค่ตลาดที่จะขายอะไร เมื่อไร และอย่างไรก็ได้ แต่นิยามตัวเองเป็น “ตลาดนัดอีเวนท์” ที่เจ๋งกันตั้งแต่ไอเดียและคอนเซปต์
ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างครึกครื้นใน “คอมมูนิตี้มอลล์” ทั่วทุกพื้นที่
เมื่อวันนี้ “ศูนย์การค้าชุมชน” ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด คนรวย มีเงิน ไม่มีอะไรทำก็มาเปิดคอมมูนิตี้มอลล์ เพราะลงทุนน้อยกว่าห้างสรรพสินค้า ดูแลง่ายกว่า แต่กินค่าเช่าเหมือนๆ กัน แต่ถามหน่อยว่า จะสักมีกี่รายที่ “ซัคเซส” ยิ่งในยุคที่บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของผู้คน แสนจะ “ซึมเซา”
แม้แต่คอมมูนิตี้ที่อยู่ในทำเลระดับ “ไข่แดง” ยังยอมรับว่า ยุคนี้ทำงานเหนื่อย และไม่ได้เงินเร็วเหมือนก่อน
“มองว่า คอมมูนิตี้มอลล์เป็นขาลงสำหรับผู้สร้างใหม่ แต่พวกที่อยู่เก่า ถ้ามียุทธศาสตร์ทำให้เป็นนิชมาร์เก็ตได้ ก็จะยังเป็นโอกาส เพียงแต่อาจไม่ทำเงินรวดเร็วเหมือนก่อน ยังคงต้องประคับประคองกันไป ต้องค่อยๆ รับ และรับช้ากว่ายุคก่อน”
เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธาน บริษัท เคิร์ฟเซเว่น จำกัด เจ้าของโครงการ เคิร์ฟ เซเว่น (Kurve 7) คอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกๆ กลางชุมชนกรุงเทพกรีฑา บอกถึงสถานการณ์คอมมูนิตี้มอลล์ ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น กับการมาถึงของคอมมูนิตี้มอลล์น้อยใหญ่เกลื่อนตลาดว่า รายใหม่เหนื่อยและอยู่ยาก ขณะที่รายเก่าก็ต้องหา “นิช” ของตัวเองให้ได้ เช่นเดียวกับเคิร์ฟเซเว่นพยายามฉีกตัวเอง ให้ต่างจากคอมมูนิตี้มอลล์ทั่วๆ ไป ทั้งทำตัวเองให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เก็บรักษาไม้ใหญ่ และมีร้านค้าแปลกต่าง เมนูแปลกตา มาดึงดูดลูกค้า
หรือแม้แต่การคิดถึง “ตลาดนัด”
“คอมมูนิตี้มอลล์ประเทศนี้มีเยอะมาก คนมีเงินก็ทำห้างฯ ลงทุนเป็นร้อยเป็นพันล้าน สร้างขึ้นมาจนล้น ขณะที่พวกเขาใช้เงินทำคอมมูนิตี้มอลล์ไปเยอะ แต่กลับขายไม่ได้เพราะมันล้น ก็เลยต้องใช้ตลาดนัดมาดึงคนให้เข้าห้างฯ”
“จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์” ผู้ก่อตั้งนิตยสาร cheeze บรรณาธิการบริหารหนังสือ looker และผู้จัดตลาดนัดอีเวนท์เด็กแนว บอกสถานการณ์ตลาดนัดอีเวนท์ ทั้งในห้างฯ และคอมมูนิตี้มอลล์ ที่มีให้เห็นกันเยอะมาก โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่ได้เติบโต แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น เหล่าศูนย์การค้าเลยต้องหาวิธีมากระตุ้นกำลังซื้อ หนึ่งในนั้นก็คือ การจัดตลาดนัด พวกเขาเลยขยับศักยภาพจากสื่อ มาสวมบทบาท “Creative Event Marketing” โดดลงสนามผู้จัดตลาดนัดอีเวนท์เมื่อไม่กี่ปีก่อน
ทำไมตลาดนัดอีเวนท์ ถึงดึงคนได้มากกว่าตลาดนัดทั่วไป คนในสนามร่วมสะท้อนความเห็นว่า เพราะรูปแบบการจัด ที่เป็นช่วงเวลา ไม่ได้มาแบบถาวรตายตัว ลูกค้าเลยรู้สึกถึงความพิเศษ ประมาณ “ไม่ซื้อวันนี้..ไม่มีแล้วนะ” ขณะของที่ขายอยู่ในตลาดแบบนี้ก็มักจะคัดกรองมาอย่างดีแล้ว ไม่ใช่ของโหล ของสำเพ็ง ก็ยิ่งกระตุ้นขาช้อปให้อยากควักเงินจ่ายกับของพิเศษมากขึ้น ของตลาดนัดก็ไม่ได้แพงเหมือนในห้างฯ หรือแม้แต่เป็นร้านในห้างฯ มาเปิดเอง ก็มักขายถูกกว่า เพราะความเป็นตลาดนัด คนซื้อเลยรู้สึกถึงความ “คุ้ม”
ตลาดนัดอีเวนท์ไม่ได้ตอบโจทย์แค่คนอยากชอปปิง แต่ยังรวมถึง การได้มาเจอเพื่อนฝูง มากินลมชมบรรยากาศ มาเห็นของสวยๆ งามๆ กระทั่งมาตามกรี๊ด ตามชื่นชม ดารา เซเลบ ผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ที่ตัวเองติดตามอยู่ พวกเขาเลยไม่ได้แค่มาตลาด แต่มาหา "ความสนุก” และ “ความสุข” จากตลาดนัด
สารพัดเหตุและปัจจัย ที่ก่อเกิดเป็นตลาดนัดอีเวนท์ ส่งอานิสงส์ต่อ ธุรกิจผู้จัดตลาดนัด และพ่อค้าแม่ค้า ที่ว่ากันว่า ยุคนี้..ผู้จัดตลาดนัดฝีมือดี กำลัง “คิวทอง” ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าผู้มีของดี ก็กำลัง “เนื้อหอม” เพราะมีแต่คนยื้อแย่งจับจองไปออกงานตลาดนัดอีเวนท์
“ตลาดนัดตอนนี้รู้สึกว่าเปิดเยอะกันมากโดยเฉพาะคอมมูนิตี้มอลล์ทั้งในเมืองและนอกเมือง ขณะที่คนขายนี่เกิดการแย่งตัวกันด้วยซ้ำ ไม่ใช่เราต้องไปง้อขอพื้นที่เขานะ แต่เขาอยากให้เราไปช่วยเปิดกันเยอะๆ โดยเฉพาะใครที่ทำงานแฮนด์เมดดีๆ มีของที่ดูพิเศษ เพราะเขาอยากให้เป็นจุดสนใจในตลาด ยุคนี้พูดได้ว่าเป็นยุคที่ ร้านค้าก็เลือกได้” นัชชา คิ้วสุวรรณ เจ้าของร้าน วาดฝัน ผู้ผลิตสินค้าแฮนด์เมดประเภทงาน Paint ทั้งในรูป เสื้อผ้า กระเป๋า และ รองเท้า หนึ่งในแม่ค้าตลาดนัด ที่เนื้อหอมทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ บอกโอกาสหวานๆ ที่กำลังเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับกลุ่ม พ่อค้าแม่ค้าโลกโซเชียล เหล่าเซเลบในโลกออนไลน์ ที่มีผลิตภัณฑ์ “คูลๆ” ของตัวเอง และแฟนคลับเหนียวแน่น ก็กำลังเป็นที่เนื้อหอม ที่คอมมูนิตี้มอลล์และผู้จัดตลาด อยากดึงมาปรากฏตัวในตลาดนัดอีเวนท์
แม้จะมีในสิ่งที่เรียกว่า “โอกาส” แต่การมาถึงของตลาดนัดอีเวนท์ “จำนวนมาก” ที่มักจะจัดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ก็เป็นเหตุผลที่ไม่ใช่ทุกงานที่จัดจะ “ซัคเซส” ว่ากันว่า บางตลาดก็เงียบเหงาเป็นเป่าสาก
ว่ากันง่ายๆ ช่วงเงินเดือนออก ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แรกของเดือน นาทีทองของการจัดตลาดนัด ลองนับดูว่ามีกี่ตลาดที่จัดขึ้นพร้อมๆ กัน เรียกว่า คงต้องนับกันจนเมื่อยนิ้ว
หลายงานเลยเลือกที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อไม่ให้ไปชนกับคู่แข่ง ไม่ต้องมาแชร์ลูกค้า ไม่ต้องมาแย่งกระทั่งตัวคนขาย โดยการเปลี่ยนมาจัดอาทิตย์ที่สอง ที่เงินในกระเป๋าคนยังมีอยู่ หรือไม่ก็โยกไปสิ้นเดือน เสียให้รู้แล้วรู้รอด
ลองดูกลยุทธ์ของผู้จัดน้องใหม่ ปุย-ปวีณา ปุณณกิติเกษม หนึ่งในผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนบริษัท “แพนด้า รีพับลิก” ผู้จัดตลาดนัดวัยรุ่น “เอกมัย บอลลูน มาร์เก็ต” (Ekamai Balloon Market) พิกัดของตลาด คือ “ดิ ฮอไรซอน เอกมัย” ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้จัก แต่เธอย้ำว่า เลือกที่นี่เพราะ “ทำเลดีมาก” กับตึกที่อยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าเอกมัย เดินทางสะดวก มีที่จอดรถเพียงพอ และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการปล่อยบูธให้ผู้เช่า ที่ผู้จัดตลาดจะยังอยู่ได้และพอมีกำไรด้วย
“การทำตลาด เราต้องหาโลเคชั่น ที่เอื้ออำนวยกับการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก” เธอบอก
นั่นคือเหตุผลที่ผู้จัดควรเลือกสถานที่ซึ่งใกล้รถไฟฟ้าและมีที่จอดรถเพียงพอและเดินทางสะดวก
ขณะวันที่จัด เธอเลือกอาทิตย์ที่สองของเดือนเพื่อไม่ต้องไปแย่งลูกค้ากับใครและคนก็ยังพอมีเงินเหลือในกระเป๋า
ส่วนรูปแบบการจัดก็ต้องมี “ธีม” มี “คอนเซปต์” ซึ่งไม่ใช่แค่ชื่อ แต่คือ สิ่งที่จะสะท้อนออกมาในรูปของบรรยากาศหรือแม้แต่สินค้าที่จะเอามาขาย ซึ่งต้องคัดกรอง และให้ตรงกับคอนเซปต์
ขณะที่เธอย้ำว่า ธุรกิจผู้จัดตลาดนัด ไม่ได้ทำเงินมากมาย แต่เป็นการ “บริหารค่าใช้จ่ายในงบประมาณที่จำกัด”
ดังนั้น “พลังไอเดีย” จึงสำคัญมาก
เธอยกตัวอย่าง แผนประชาสัมพันธ์ ที่บอกว่า ต้องจัดหนักจัดเต็ม แม้จะขายบูธหมดภายในเวลาแค่ 2 สัปดาห์ แต่หน้าที่ผู้จัดก็ไม่ได้หมดไปจากเพียงแค่ขายบูธได้ เพราะเคยเป็นผู้ค้ามาก่อนเลยเข้าใจว่า สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าอยากได้จากผู้จัด ก็คือการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นให้คนมาช้อปกันมากๆ จะได้มาแล้วขายได้ ไม่ต้องกลับไปแบบ “มือเปล่า”
“ตลาดนัดเป็นธุรกิจที่รายได้ไม่ได้เยอะมาก มันค่อนข้างจะจำกัดมาก ดังนั้นเราต้องพยายามทำประชาสัมพันธ์ทุกวิถีทางที่สามารถทำฟรีได้ ต้องพยายามคิดกลยุทธ์ ใช้คอนเนคชั่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องวิน-วิน กับทุกฝ่าย”
เธอยกตัวอย่างการออกแบบโบรชัวร์ ที่ลงโลโก้ของเหล่าร้านดังที่มาออกงาน แลกกับการช่วยโปรโมทในช่องทางของแบรนด์เหล่านั้น เช่น แฟนเพจของแบรนด์ดังที่มีคนติดตามจำนวนมาก ตลอดจนการทำโปรโมชั่นร่วมกับสินค้าที่มาออกร้าน ดึงใจขาช้อป เหล่านี้ เป็นต้น
ขณะต้นทุนของผู้จัดตลาดนัด มีตั้งแต่ ค่าเช่าพื้นที่ ที่ไปเช่าโดยตรงกับเจ้าของห้างฯ หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งราคาแตกต่างกันไป ขึ้นกับทำเล ค่าใช้จ่ายต่อมา คือ ค่าอุปกรณ์ พวกเต็นท์ ปลั๊กไฟ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ ที่มีให้ผู้ค้า และ สาม คือ ค่าประชาสัมพันธ์ ตลอดจนเงินที่ต้องกันไว้สำหรับ “ต้นทุนแฝง” ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างจัดงานด้วย เช่น เต็นท์พัง บูธล่ม เป็นต้น
โดยต้นทุนของผู้จัด มีตั้งแต่หลักแสนไปจนหลักล้านบาท สำหรับรายที่เลือกทำเลทองอย่างห้างฯ ใหญ่ใจกลางเมือง ที่ค่าเช่าหลายแสนบาทต่อวัน ส่วนค่าเช่าของผู้ค้า ก็แตกต่างกันไปตามทำเลเช่นกัน เรียกว่า มีตั้งแต่ “ฟรี” วันละ หลักร้อย หลักพัน ไปจนหลักหมื่น
เธอฝากข้อคิดของการเป็นผู้จัดว่า “ต้องแตกต่าง” ซึ่งไม่ใช่ทำเพราะความเท่ แต่ทำเพื่ออยู่รอด
“เราต้องสร้างความแตกต่าง ไม่ใช่ ไม่อยากเหมือนใครนะ แต่ถ้าเหมือนแล้ว ไม่ดีเท่าเขา เราตาย เพราะตอนนี้การแข่งขันสูงมาก ไม่ได้บอกว่า อยากเท่ห์ แต่อยากอยู่รอดในตลาดนี้"
จัดตลาดแบบไหนให้คนเป็นหนอน ล้นหลามทั้งคนช้อปและคนขาย ที่สำคัญของที่ขนกันมาก็ “ขายออก” ไม่ใช่มีแต่คนชม คนชอบ แต่ไม่มีคนช้อป
ดูวิธีของนักจัดตลาดระดับมือวาง จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์ แห่ง cheeze แมกาซีน ที่จัดตลาดมาแล้วหลายครั้ง และดูจะเรียกคนได้มากมายทุกครั้ง ใครจะคิดว่าในการจัดงานครั้งแรก กับตลาดชื่อเท่อย่าง “เปิดบั้นท้าย” ในทำเลทองอย่าง ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขาจะเริ่มจากเงินเพียง “8 หมื่นบาท”
“การจัดตลาดนัด มีทั้งแบบที่มีสปอนเซอร์ และไม่มีสปอนเซอร์ ถ้าไม่มี ก็อาศัยเก็บค่าเช่าเอาจากคนขายไป ในช่วงแรกเราไม่มีสปอนเซอร์ แต่ไม่เก็บค่าเช่าจากคนขายเลย เพราะเชื่อว่า ถ้ามีของดี คนก็ซื้อ การมีตลาดที่ดี ของก็ต้องดีด้วย เราให้เขาขายฟรี เพราะเชื่อว่า ให้ไปก่อน เดี๋ยวเงินก็มาเอง”
ไม่มีสปอนเซอร์ แต่ใจกล้าพอตัว ที่เลือกทำเลอย่าง “เซ็นทรัลเวิลด์” เขาบอกว่า เพราะเป็นทำเลที่คนไปง่าย และ อยากสร้างความทรงจำในความเป็น “ครั้งแรก” “แปลก” และ “ใหญ่” ชนิดนำรถนับ 200 ร้านค้า ไปเปิดท้ายขายกันหน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์ ค่าเช่าที่ใครว่าแพงลิบลิ่ว ถูกลดทอนลงเป็นค่าเช่าแสนถูก ด้วยการใช้คอนเซปต์ “วิน-วิน” โดยการเป็นเจ้าภาพรวมกับห้างใหญ่ฯ และใช้สื่อที่มีในมือช่วยโปรโมทให้ทุกทาง เริ่มต้นสวยๆ ด้วยคำว่า “คอนเนคชั่น”
ขณะที่ร้านค้าที่จะมาขาย ก็ต้องคัดมาอย่างดี ไม่ใช่ใครก็ได้
“เราไม่ได้เปิดให้ใครมาขายก็ได้ แต่เราจะไปสรรหา ไปเชิญเขามา และให้ขายฟรี เราเลือกเขา และเลือกของที่มองแล้วว่า ดีแน่ๆ ไม่ใช่ของโหล หรือไปรับมาจากสำเพ็ง แต่ตลาดทั่วไปเขาจะจัดกันแบบนั้น พอไม่สกรีน ใครก็เข้ามาขายได้ ทำให้ตลาดเสียคอนเซปต์ไปหมด” เขาบอก
การมีสื่ออยู่ในมือ ทำให้พวกเขามีทั้งฐานคนอ่านที่จะมาเป็นลูกค้า และกลุ่มสไตลิสต์ กลุ่ม Influencer ที่มีอิทธิพลในโลกแฟชั่น และฐานคนติดตามจำนวนหนึ่ง การดึงคนพวกนี้มาออกร้าน ก็เป็นการช่วยสกรีนสินค้าระดับหนึ่งแล้ว
“คนกลุ่มนี้ เขาไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้า ฉะนั้นเขาจะไม่ขายของแพง ซึ่ง ‘ของดี ไม่แพง’ ก็เข้ากับคอนเซปต์ของเรา งานนี้มีศิลปินมาร่วมงาน แต่เราไม่ต้องจ่ายค่าตัวศิลปินด้วยซ้ำ เพราะเขาก็มาเปิดท้ายกับเราด้วย”
เขาบอกว่า ข้อดีของการเป็นสื่อ คือมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เรียกว่า “เจ้าภาพชัดเจน” ว่าเป็นใคร และการมีสื่อหลายตัวในเครือ ก็มี ทราฟฟิกที่ดี ที่เมื่อประกาศออกไปแล้ว ก็ช่วยดึงคนมาได้ระดับหนึ่งด้วย
“ครั้งแรกเราจัด 2 วัน และมีฝนตกทั้ง 2 วันด้วย แต่มีคนร่วมงานถึง 5 หมื่นคน มีพ่อค้าแม่ค้าประมาณ 200 ราย และคนขายก็ประสบความสำเร็จมาก บางรายขายได้ถึงวันละ 1-2 แสนบาท!”
เขาบอกความสำเร็จที่เกิดขึ้น จากการทำงานหนัก วางแผนและทำการบ้านล่วงหน้า ซึ่งรายได้มหาศาลที่เกิดกับพ่อค้าแม่ค้า ณ วันนั้น คือภาพสะท้อนที่บอกพวกเขาว่า “ไม่ได้มาผิดทาง” นำมาสู่การจัดตลาดในครั้งต่อๆ มา ที่ก็ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า ไม่เพียงผู้ค้าและขาช้อปที่ตอบรับ ทว่ายังรวมถึง เหล่าสปอนเซอร์ ที่ยินดีมาร่วมแจมกับเขาด้วย และเมื่อตลาดบูม ชื่อเสียงเกิด พวกเขาก็ถึงได้เริ่มคิดเก็บค่าเช่า
“ในครั้งที่ 4 เราเริ่มเก็บค่าเช่า โดย 2 วัน คิดแค่ 500 บาท เราเรียก ค่าน้ำ ค่าไฟ เพราะมองว่า ไม่อยากฉวยโอกาส แต่อยากได้ความยินยอมพร้อมใจ”
ขณะที่งานเปิดบั้นท้ายครั้งล่าสุด “ตอน ก้มหน้าแชท เงยหน้าช็อป” ที่จัดไปในวันที่ 18-19 ต.ค. พวกเขาคิดค่าเช่า 2 วันที่ 1,000 บาท ขณะที่คอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ ใจกลางเมืองบางราย คิดค่าเช่ากันสูงถึง 7-8,000 บาท
สำหรับรายได้ในฐานะผู้จัดตลาด เขาบอกว่า มีจาก สปอนเซอร์ หรือผู้สนับสนุน ส่วนที่สองคือ ค่าเช่าจากผู้ค้า และ ส่วนที่สามมาจากการจำหน่ายสินค้าของพวกเขาเอง ส่วนหนึ่งก็เพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์ไปในตัวด้วย
“เราเริ่มมีได้รายได้จากสปอนเซอร์ คิดเป็นประมาณ 80% แต่ต่อไปในอนาคต เชื่อว่าจะมีรายได้จากผู้ค้าขึ้นมาเท่าๆ กัน” เขาบอก
เขาบอกเราว่า เร็วๆ นี้ จะสร้างความอลังการให้กับการจัดตลาดอีเวนท์อีกครั้ง กับ เทศกาลเปิดบั้นท้าย ที่จะขนคาราวานรถนับ 1,000 คัน ไปจัดงานกันที่เขาใหญ่ สนุกช้อปกันตลอด 2 วัน 1 คืน
“เมืองไทยชอบคิดว่า บ้านเราต้อง Music Market เท่านั้น และเชื่อว่า ต้องนักร้องเท่านั้นด้วย แต่ผมกลับมองว่า สาวกบางคนที่ไปดูดนตรี มีเงินน้อยกว่าคนที่เป็นสาวกแฟชั่นนะ คนไปดูดนตรี 5 หมื่นคน จะซื้อสินค้าแค่ไม่กี่คน แต่งานผมคนอาจมาแค่ 2 หมื่นคน แต่มีกำลังซื้อมากกว่า 2-3 เท่า แฟชั่นมีศักยภาพและทำเงิน ผมอยากจะเปลี่ยนมุมมองตรงนี้”
เขาบอกว่า ในอนาคต จะจัดงานใหญ่ๆ สักปีละ 4 ครั้ง แต่จะทำทั่วประเทศ เพราะมองว่า ตอนนี้กำลังซื้อของตลาดต่างจังหวัดก็มีเยอะขึ้นมาก
ส่วนข้อแนะนำสำหรับคนอยากทำตลาดนัด เขาบอกแค่ว่า ต้องไม่เอาเปรียบ ทั้งคนซื้อและคนขาย ต้องยุติธรรม ทำดีทุกครั้ง และรับผิดชอบ เพื่อให้ชื่อขายได้ในระยะยาว ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ
ต่อมาคือ ต้องมีคอนเนคชั่นที่ดี มีทักษะในการบริหารจัดการ อย่าง ต้องมีที่จอดรถให้ผู้ค้าและลูกค้า ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัย ตลอดจน ต้องสกรีนคนขาย และต้องดูแลผู้ซื้อ ไล่ไปจน ต้องรับผิดชอบต่อสังคม อย่างไม่ทำเสียงดังรบกวน และไม่ขายเครื่องดื่มมึนเมา เหล่านี้เป็นต้น
“ก็ไม่ใช่หลักการที่ยากอะไร ง่ายๆ คือ อย่าเอาเปรียบ เพราะตลาดมีเยอะมาก เขาไม่มาที่เรา เขาก็ไปที่อื่นได้ และผมมองว่า ตลาด ก็ยังเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ นะ มันเป็นเรื่องของ ‘ครีเอทีฟ’ อย่างครั้งแรกผมจัดงานที่เซ็นทรัลเวิลด์ ใช้เงินไปแค่ 8 หมื่นบาท แต่ผมสำเร็จขนาดนั้น ผมมองว่า ครีเอทีฟ คือหัวใจ"
ผู้จัดตลาดนัดเด็กแนว ยังแสดงความเห็นอีกว่า ทุกวันนี้มีตลาดเกิดขึ้นเยอะมาก แต่การจะทำให้ยั่งยืนนั้น ต้องเป็นของจริง ไม่เฟค และตอบสนองธรรมชาติของคนจริงๆ
“อย่างตลาดน้ำ ทำไมทุกวันนี้มีหลายที่ตายไป เพราะมันเฟค คือ โรงละคร ไม่ใช่ของจริง อะไรที่เป็นธรรมชาติจะอยู่ได้นาน ฉะนั้นให้คิดจากธรรมชาติก่อน ถ้าคุณเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจความต้องการของคน จะเปิดตลาดนัด ตลาดเปิดท้าย ตลาดน้ำ หรือตลาดไหนๆ ก็ทำได้หมด”
มาดูอีกหนึ่ง “ผู้สร้างความต่าง” และดูจะประสบความสำเร็จมากๆ ในการทำตลาดนัดคอมมูนิตี้มอลล์ กับ สุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการบริหาร บริษัท ดี-แลนด์กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหาร “พอร์โต้ ชิโน่” ไลฟ์สไตล์มอลล์สุดชิค บนถนนพระราม 2 มุ่งไปทางสมุทรสาคร ที่ห่างไกลจากคู่แข่ง และนั่นคือหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ ธุรกิจซึ่งเปิดมาเกือบ 2 ปี แต่มีขาช้อปเข้ามาใช้บริการถึงหลักพันรายต่อวัน มีรายได้หลักร้อยล้านบาทต่อปี!
“เราไม่ได้อยู่ในย่านที่มีการแข่งขันที่สูงมาก แต่อยู่ในโลเคชั่นที่บริการคนโลโคเป็นหลัก ซึ่งคนโลโคที่นี่ ก็มีไลฟ์สไตล์เหมือนคนเมือง เพียงแต่ในระหว่างวันทำงาน เขาไม่สะดวกเข้าไปในเมืองเพื่อชอปปิง เราเลยเปิดบริการขึ้นมาตอบสนอง และจัดตลาดนัดที่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาหาเราอย่างต่อเนื่อง”
เขาบอกที่มาของการจัดตลาดนัด ที่มี “กลยุทธ์” เรียกว่าวางแผนกันตลอดทั้งเดือน แต่ไม่ใช่ตลาดซ้ำๆ และช้ำๆ เพราะทั้งแตกต่างและมีคอนเซปต์ โดยใน 1 เดือน มีให้เลือกช้อปกันถึง 3 ตลาด 3 คาแรคเตอร์
ว่ากันตั้งแต่ต้นเดือน กับ ตลาดท่า พอร์โต้ ชิโน่ ที่เน้นสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ งานแฮนด์เมด อาหารและขนม โฮมเมด เก๋ๆ คูลๆ ซึ่งเขาบอกว่า ย่านนี้ยังไม่มีตลาดแบบนี้ เลย “ถูกจริต” กับคนที่นี่ ที่มาแล้วก็ “แฮปปี้"
ประมาณสัปดาห์ที่ 2 ค่อนไป 3 ก็มี “ตลาดมายโหล” ที่มาจากคำว่า “ไม่โหล” เน้นขายสินค้าพรีเมี่ยม สินค้าไม่ซ้ำ ใช้คอนเซปต์ เหมือนมาเดินซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ช้อปได้ทั่ว แล้วจ่ายเงินที่จุดเดียว
ปิดท้ายกับปลายเดือน รับเทรนด์พลเมืองรักษ์โลก กับ “ตลาดนัดอีโค” สำหรับคนชอบปั่นจักรยาน ปลื้มในผลิตผลิตภัณฑ์สีเขียว ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
“ตลาดที่จัดขึ้น เกิดจากการศึกษาและสำรวจความคิดเห็นจากลูกค้า เราทำเพื่อให้ไม่จำเจ และมีลูกค้าเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ”
โดยการจัดตลาดนัด มีทั้งที่พวกเขาในฐานะเจ้าของสถานที่ทำเอง และจ้างผู้จัดตลาดนัดให้มาทำ โดยมีการลงทุนทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ อย่าง ใช้รถกระจายเสียง ติดป้ายโฆษณา ตลอดจนการจัดดนตรี จัดกิจกรรม เพื่อดึงคนเข้ามาแจมให้มากขึ้น ซึ่งเขาบอกว่าการจัดตลาดนัดทำให้มีคนมาใช้บริการเพิ่มจากวันปกติได้อีกถึง 20%
เขายอมรับว่า การทำตลาดนัด ไม่มีรูปแบบที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ ความชอบ และเทรนด์ ของคนในช่วงเวลานั้นๆ หรือ สถานที่นั้นๆ ฉะนั้นรูปแบบที่สำเร็จในที่หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า จะสำเร็จได้ในอีกที่ และเวลาเปลี่ยนไป ตลาดที่เคยสำเร็จ ก็อาจไม่เป็นที่นิยมแล้วก็ได้ ดังนั้นโจทย์ของผู้ประกอบการ คือต้องจับสัญญาณเทรนด์ให้ทัน และปรับตัวตามให้ได้
อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่า สำหรับผู้ประกอบการคอมมูนิตี้มอลล์ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุดก็คือ “ร้านค้าถาวร” ที่อยู่ด้วยกันมา ซึ่งต้องทำให้ “ลงตัว” คนมาแล้วชอบ และแข็งแรงที่สุด เพื่อที่จะเป็นแรงดึงดูดที่ “ยั่งยืน” ให้กับคอมมูนิตี้มอลล์
“ผมมองว่า ตลาดนัดเป็นซอฟต์แวร์ แต่ผู้เช่าถาวรก็เหมือนฮาร์ดแวร์ ส่วนตัวผมให้ความสำคัญกับฮาร์ดแวร์มาก เพราะถ้าผู้เช่ายังไม่ลงตัว ผมคงต้องเสียงบประมาณอีกเยอะมาก ในการที่จะจัดกิจกรรมซอฟต์แวร์ขึ้น เพื่อกระตุ้น เพื่อทำให้ผู้เช่าแข็งแรง ซึ่งถ้ามีแต่คนมาเดินตลาดนัด แต่ไม่ได้ชอบร้านค้าในศูนย์เลย เราก็คงต้องเสียเงินไปอีกเยอะมาก กับการทำซอฟแวร์เหล่านั้น” เขาบอก
สำหรับหัวใจในการทำ คอมมูนิตี้มอลล์ ให้ประสบความสำเร็จ เขายังยืนยันว่า “โลเคชั่น” สำคัญที่สุด
และตลาดนัดก็แค่สีสัน แต่ร้านค้าถาวรคือหัวใจที่จะทำให้คอมมูนิตี้มอลล์ ยั่งยืนได้
------------------------------------------------------
วิถีแม่ค้าตลาดนัด
การมาถึงของตลาดนัด ตลาดอีเวนท์คอมมูนิตี้มอลล์ นำมาซึ่งโอกาสให้กับพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ ทั้งคนมีงานประจำที่อยากหารายได้เสริม คนมีร้าน หรือแม้แต่แม่ค้าออนไลน์ ที่จะมาใช้เป็นช่องทางทำเงินและสร้างแบรนด์
ปิยวรรณ เลิศกุลทานนท์ เจ้าของธุรกิจ A little home made น้ำผักและผลไม้ 100% ที่เพิ่งตั้งไข่ธุรกิจได้ไม่นาน ขายทั้งช่องทางเฟซบุ๊ค ตลาดนัด สำนักงาน และโทรสั่ง เธอบอกเล่าประสบการณ์การไปออกร้านในตลาดนัดคอมมูนิตี้มอลล์ ว่าเลือกที่ใกล้บ้าน และมีลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีสามารถไปตอบสนองได้
“การเลือกตลาด ที่จะขาย ให้มองก่อนว่า สินค้าของเราไปได้หรือไม่ อย่างตลาดนัดทั่วๆ ไป เราก็ไม่กล้าไปขายนะ เพราะรู้ว่า ตลาดแบบนั้นเราคงสู้น้ำส้มที่ผสมไม่ได้ เพราะเขาขายถูกกว่า แต่เราขายแพง และลูกค้าก็แตกต่างจากกลุ่มนั้น”
การเป็นแม่ค้าตลาดนัด เธอบอกว่า ให้คำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับแรก นั่นคือ ต้องคิดว่า ทำอย่างไรจะให้ลูกค้าสนใจสินค้าของเรา และเราต้องการสื่อสารอะไรกับลูกค้า ขณะที่การทำสินค้า เราอยากได้อะไร ของดีแบบไหน คุณภาพแบบไหน ก็ให้ทำแบบนั้นกับลูกค้า
“ให้เริ่มจากทำสินค้าที่ดีก่อน เพราะของที่ดีจะขายที่ไหนก็ได้” เธอบอก
เพราะคิดแบบนี้ ทันทีที่ของวางขายในตลาดนัด จึงขายหมดได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จากการที่วิ่งเสนอตัวตามตลาดนัด ก็กลายเป็นมีเหล่าผู้จัด ขอเชิญให้ไปออกร้านด้วย แต่เธอบอกว่า การออกตลาดก็ต้องเตรียมรับความเสี่ยงไว้ด้วย อย่างฝนอาจตก ลูกค้าหดหาย หรือแม้แต่ค่าเช่าที่แพงมาก อาจไม่คุ้มกับยอดขาย
“ตอนนี้ตลาดนัดโดยเฉพาะคอมมูนิตี้มอลล์ในเมืองมีเยอะมาก ระดับราคาค่าเช่าก็แพงมากเช่นกัน คนที่เอาสินค้าไปขายก็แข่งกันมากขึ้น ผู้ค้าบางคนอาจจะตั้งราคาที่สูงเกินไป เมื่อเทียบกับสินค้าที่เขามีอยู่ บางคนอาจรู้ว่าขายไม่ได้อะไรเลย แต่ที่ไปออกเพราะอยากบอกคนว่า เขาคือใคร อย่างเคยไปเจอตลาดหน้าเซ็นทรัลเวิล์ด 7 วัน ผู้จัดเขาคิดที่ 12,000 บาท แล้วเราจะเอากำลังที่ไหนไปขาย ก็ต้องดูระดับราคาที่เหมาะสมกับเราด้วย”
ขณะที่ นัชชา คิ้วสุวรรณ เจ้าของร้าน วาดฝัน ผู้ผลิตสินค้าแฮนด์เมดประเภทงาน Paint ทั้งในรูป เสื้อผ้า กระเป๋า และ รองเท้า ที่เอาความรู้ทางศิลปะมาประยุกต์เป็นธุรกิจ สินค้าของเธอทำออกมาไม่นาน แต่กลับได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า จากความแปลกใหม่ และดีไซน์สุดเก๋ ทั้งในออนไลน์ และตลาดนัดอีเวนท์
“การเลือกตลาด ให้ดูทำเล ดูประเภทสินค้า และคนที่จะมาซื้อ คือ ต้องมีตลาด สินค้าต้องเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น ให้ดูว่า ลูกค้าประมาณไหน โอกาสในการขายมีไหม โดยมากก่อนจะไปขาย เราควรสำรวจตลาดก่อนว่า เป็นแบบไหน แล้วเราควรจะดีไซน์โปรดักท์แบบไหน เพื่อให้เข้ากับตลาดนั้น”
เธอบอกวิธีคิดในการเลือกตลาดนัด โดยมักต้องดูลาดเลาก่อนตัดสินใจไปออก ขณะที่ ค่าเช่า เธอบอกว่า ต้องมีสัดส่วนที่พอประมาณกับยอดขายที่จะขายได้ ซึ่งโดยทั่วไปก็ไม่ควรเกินวันละ 500 บาท ขณะที่ยอดขายสินค้าเฉลี่ยต่อวันของพวกเธออยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป
“เราต้องมุ่งกลุ่มลูกค้า และตีตลาดให้แตก และค่าเช่าก็จะแปรผันตามกลุ่มลูกค้าด้วย”
แม้จะวางแผนมาอย่างนี้ และมีการทำการบ้านล่วงหน้า แต่เธอยอมรับว่า มีบ้างที่จะไปแล้วแป้ก ! คนเดินล้น แต่ไม่มีคนซื้อ
“บางทีคนเยอะนะ แต่ลูกค้าไม่ซื้อเลย เราเลยต้องมีสินค้าใหม่ๆ มาทดลองตลาดอยู่เรื่อยๆ เราจะไม่รู้เลยว่าตลาดไหนจะใช้ของเรา จนกว่าจะได้ลองขาย และแค่ดูว่า มีคนมาเดินเยอะ ก็ไม่มีทางรู้ว่า จะขายได้จริงไหม จนกว่าจะลองจริงๆ ฉะนั้นวิธีการคือ ให้ลองสำรวจตลาดดูก่อน จากนั้นให้ลองขายดู 1-2 วัน ก็จะรู้แล้วว่าใช่แบบที่คิดไหม”
หลากมุมคิดของแม่ค้าตลาดนัด ในยุคที่ยังมีโอกาส กับตลาดนัดอีเวนท์ที่เกิดขึ้นครึกครื้นในวันนี้





