วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

"พัฒน์กล" Coming soon

เจาะตลาด AEC “ยุทธศาสตร์ใหม่” บมจ.พัฒน์กล หลังใช้เวลาฟื้นฟูกิจการนาน 2 ปี “แสงชัย โชติช่วงชัชวาล” แชร์ไอเดียส

“ทำงานเกินตัว ไม่ทำเรื่องที่ชำนาญ”

ตัวการที่ทำให้ บมจ.พัฒน์กล หรือ PK บริษัทที่เปิดดำเนินการมาแล้ว 50 ปี ยื่นขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2552 หลังบริษัทประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จากโครงการเอทานอล มูลค่าหลายพันล้านบาท “แสงชัย โชติช่วงชัชวาล” กรรมการผู้จัดการ บมจ.พัฒน์กล หรือ PK บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”

แม้ “ชายวัย 58 ปี” จะยังไม่สามารถการันตีได้ว่า หุ้น PK จะสามารถกลับเข้ามาซื้อขายในหมวดสินค้าอุตสาหกรรม วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักรได้ช่วงใด หลังสำนักงานก.ล.ต.เอ่ยปากกับ “พัฒน์กล” หลังยื่นเรื่องขอกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นว่า “คิวเยอะ” แต่ทว่า “แสงชัย” ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 ก็เปรยข่าวดีให้ฟังว่า

“จากนี้ไปบริษัทจะมีแต่ความยั่งยืน”

แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเอ็มดี “พัฒน์กล” ได้เพียง 6 เดือน แต่ด้วยความที่คลุกคลีในบริษัทมานานเกือบ 35 ปี ทำให้ “แสงชัย” สามารถแจกแจงเรื่องที่บริษัทดำเนินการไปแล้วและกำลังจะลงมือทำได้อย่างละเอียดยิบ

ในช่วงที่บริษัทอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ เราไม่ได้อยู่นิ่งเฉยๆ แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปรับปรุงโครงสร้างภายใน หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทอาจใช้เวลาหมดไปกับเรื่องไม่เหมาะสม เรื่องสำคัญๆ ที่บริษัทจัดการไปแล้ว คือ

1.เรื่องความรู้ด้านเทคโนโลยี เรื่องนี้สำคัญมาก ด้วยความที่ “ปิยะ จงวัฒนา” ประธานกรรมการบริหาร และรองประธานกรรมการ ในฐานะหุ้นใหญ่ “พัฒน์กล” สัดส่วน13.23 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลข ณ วันที่ 14 มี.ค.2557) มีความรู้ด้านเทคโนโลยีดีมาก บริษัทจึงเดินหน้าคัดสรรวิศวกรมือดีหลายสิบคน เพื่อจะถ่ายทอดความรู้ และการจัดการให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น

2.เรื่องจัดการบริหารความเสี่ยง ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่การทำงานของเหล่าพนักงานใหม่ โดยเราจะเลือกคนที่ใช่ เพื่อให้เขาได้ทำงานที่ชอบ ก่อนหน้านี้บริษัทได้รับวิศวกรฝึกหัดปีละ 20-30 คน ปัจจุบันเรามีวิศวกรประมาณ 300 คน จากจำนวนพนักงานทุกแผนกที่มีประมาณกว่า 1,300 คน การรับคนใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ธุรกิจของเรามีความต่อเนื่องมากขึ้น

3.เรื่องการจัดการ Supply Chain ที่ผ่านมาเราได้ลงรายละเอียดการทำงานมากขึ้น เรียกว่าลงลึกตั้งแต่ขั้นตอนสั่งซื้อวัตถุดิบไปจนถึงส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า เพราะเราอยากแน่ใจว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทถูกต้องตามหลักมาตรฐาน

4.เรื่องความปลอดภัย เรื่องนี้เราค่อนข้างใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้สินค้าของลูกค้ามีปัญหา ข้อสุดท้าย เรื่องติดตั้งระบบการวางแผนบริหารธุรกิจขององค์กร หรือ ERP ระบบนี้จะทำให้เรามีข้อมูลต่างๆแม่นยำมากขึ้น

4 ธุรกิจหลักตัวทำเงินในอนาคต..

“กรรมการผู้จัดการ” แจกแจงถึงยุทธศาสตร์ในการทำงาน หลังบริษัทออกจากแผนฟื้นฟูกิจการให้ฟังว่า จริงๆแผนธุรกิจฉบับสมบูรณ์จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนธ.ค.นี้ ตอนนี้ฝ่ายการเงินอยู่ระหว่างจัดทำแผนการลงทุน ฉะนั้นวันนี้อาจเล่าให้ฟังได้คร่าวๆว่า จากนี้เราจะให้ความสำคัญใน 4 ธุรกิจหลัก

นั่นคือ กลุ่มธุรกิจเครื่องทำความเย็น (BU-RF) ,กลุ่มธุรกิจอาหารและนม (BU-FD)

กลุ่มธุรกิจวิศวกรรมแปรรูปอาหาร (BU-FPE) และกลุ่มธุรกิจเครื่องทำน้ำแข็ง ( BU-IM) ในสัดส่วนเท่าๆกัน เฉลี่ย 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทุกกลุ่มธุรกิจจะเน้นเจาะตลาดส่งออกแถบ AEC มากขึ้น หลังอุตสาหกรรมอาหาร และส่งออกอาหารมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

เขา เล่าว่า กลุ่มธุรกิจเครื่องทำความเย็น ปัจจุบันบริษัทถือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในแถบอาเซียน โดยเฉพาะในแง่ของการผลิต ออกแบบ ติดตั้งและขายอะไหล่ อุปกรณ์ ระบบแช่อาหาร ห้องเย็นอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ ตู้แช่ผลิตภัณฑ์และห้องเย็นสาหรับซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น เพราะเทคโนโลยีของบริษัทดีเทียบเท่าบริษัทต่างชาติ (ยิ้ม)

ตอนนี้รายได้จากเครื่องทำความเย็นของบริษัทยังคงเน้นหนักไปในประเทศเฉลี่ย 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์จะเป็นยอดขายในส่วนของส่งออก เพราะเราเพิ่งเจาะตลาดส่งออกได้ไม่นาน ส่วนใหญ่ส่งไปขายในแถบอาเซียน บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า รายได้ในและนอกประเทศต้องมีสัดส่วน 50:50 เปอร์เซ็นต์ วันนี้ต้องยอมรับว่า ประชากรในแถบอาเซียนมีมากกว่าเมืองไทยถึง 10 เท่า

สำหรับ กลุ่มธุรกิจวิศวกรรมแปรรูปอาหาร “พัฒน์กล” ถือเป็นบริษัทแห่งเดียวในอาเซียนที่มีระบบอัตโนมัติเทียบเท่าบริษัทชั้นนำต่างชาติ โดยเฉพาะระบบการออกแบบ ติดตั้งในโรงงานแปรรูปอาหารเหลว ประเภทเครื่องดื่มทั้งมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงอาหารเหลวประเภทไม่ใช่เครื่องดื่ม

ชื่อเสียงเราค่อนข้างดีมากในแถบอาเซียน “แสงชัย” บอกจุดเด่นของธุรกิจแปรรูปอาหาร ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้ในและนอกประเทศประมาณ 80 และ 20 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ แน่นอนอนาคตอยากเห็นสัดส่วนรายได้ในและนอกประเทศมากขึ้นกว่านี้ น่าจะเป็นอัตราเดียวกันกับธุรกิจเครื่องทำความเย็น

ส่วน กลุ่มธุรกิจวิศวกรรมแปรรูปอาหาร ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ออกแบบ ผลิต ติดตั้งเครื่องจักร สำหรับโรงงานแปรรูปอาหาร เช่น โรงงานผลิตปลาทูน่ากระป๋อง โรงงานกุ้งแช่แข็ง และแปรรูปอาหารทะเล ผัก ผลไม้ เป็นต้น ระบบเทคโนโลยีของกลุ่มธุรกิจนี้ดีไม่แพ้ 2 ธุรกิจแรก ขณะที่สัดส่วนยอดขายก็คล้ายๆ กัน

สำหรับ กลุ่มธุรกิจเครื่องทำน้ำแข็ง ด้วยความที่บริษัทเป็นผู้ผลิต ออกแบบ ติดตั้งและขายอะไหล่ อุปกรณ์สำหรับเครื่องทำน้ำแข็งหลอด น้ำแข็งเกล็ด และน้ำแข็งซอง มานานกว่า 10 ปี ทำให้เรามีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในประเทศมีสัดส่วนประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเราส่งออกผลิตภัณฑ์ไปแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

“แม้ทั้ง 4 ธุรกิจจะมุ่งหน้าสู่ตลาดอาเซียน แต่เราไม่ทิ้งตลาดในประเทศ เพราะเราต้องการรักษาความเป็นเจ้าตลาด”

“แสงชัย” บอกว่า ปัจจุบันบริษัทเปิดสำนักงานตัวแทน ( Representative office) แล้ว 4 ประเทศ นั่นคือ ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม หากไม่มีอะไรผิดพลาดภายในปี 2558 บริษัทจะเปิดสำนักงานตัวแทนในประเทศพม่า ล่าสุดเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ส่วนสำนักงานตัวแทนในประเทศ วันนี้เรามีครบทุกภาคแล้ว อย่างภาคใต้บริษัทมีสำนักงานในจังหวัดสุราษฎ์ธานี ภาคอีสาน จังหวัดขอนแก่น และภาคเหนือ จังหวัดลำพูน เราไม่ได้มีเพียงสำนักงานตัวแทนเท่านั้น แต่ยังมีตัวแทนขายเกือบทั่วโลกทั้งในแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา

ถามว่า วางแผนจะเปิดสำนักงานตัวแทนเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เขาตอบว่า จริงๆตอนนี้เรามีสำนักงานตัวแทนในแถบ AEC ครบหมดแล้ว เพราะประเทศลาว และกัมพูชา เราใช้สำนักงานตัวแทนในกรุงเทพเป็นผู้ดูแล ฉะนั้นประเทศใดที่เรายังไม่ได้ไปเปิดสำนักงานตัวแทน ก็คงต้องดูความต้องการของผลิตภัณฑ์นั้นๆก่อนตัดสินใจ

กลุ่มธุรกิจใดเป็น “ดาวเด่น” ในแง่ของอัตรากำไรขั้นต้น “เอ็มดี” ตอบคำถามนี้ว่า จริงๆทุกธุรกิจมีกำไรขั้นต้นไม่ต่างกันมากนัก โดยอัตรากำไรขั้นต้นรวมของปีก่อนอยู่ในระดับ 19 เปอร์เซ็นต์ เขาบอกว่า วันนี้บริษัทมองเรื่อง “คุณค่า คุณภาพ มากกว่ากำไร” หมายความว่า เมื่อลูกค้าใช้สินค้าของเราแล้วสามารถทำกำไรได้ บริษัทก็จะมีกำไรที่ดีตามไปด้วย

“ผู้บริหารวัย 58 ปี” เล่าต่อว่า ที่ผ่านมาบริษัทยังวางแผนจะแยกผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีออกมาตั้งเป็นบริษัทย่อย หรือแยกเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปขายในตลาดใหม่ๆ ถือเป็นการทำตามนโยบายในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่ว่า “หนึ่งทีมหนึ่งผลิตภัณฑ์”

ปัจจุบันบริษัทได้แยกธุรกิจผลิตถังสแตนเลสสำหรับอาหารออกมาแล้ว โดยเราจะผลิตสินค้าให้กับคู่ค้ารายอื่นๆที่อยู่ในสายอุตสาหกรรมเดียวกัน เนื่องจากเรามีโรงงานผลิตถังสแตนเลสที่ได้รับมาตรฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นโรงงานเดียวในเมืองไทยที่ได้มาตรฐานนี้ ตอนนี้เรายังส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่ำเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะค่าขนส่งค่อนข้างแพง ทำให้ตอนนี้บริษัทเน้นขายในประเทศมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์

แต่บริษัทกำลังพิจารณา “ปรับโมเดล” ธุรกิจผลิตถังสแตนเลสสำหรับอาหารใหม่วิธีการ คือ ทำอย่างไรบริษัทจะสามารถขายผลิตภัณฑ์ไปในต่างประเทศได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องค่าขนส่ง

เมื่อถามถึงกลยุทธ์ เขาตอบว่า เราอาจจับมือกับพันธมิตรในประเทศนั้นๆ เพื่อสร้างโรงงาน หรือขายเทคโนโลยี หรือร่วมมือทางด้านเทคโนโลยี ตอนนี้ยังไม่มีกรอบระยะเวลาว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องนี้ช่วงใดอาจเป็นในปี 2558 ก็ได้ คงต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง

“เราจะนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วมาจัดการใหม่ พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ทำเรื่องที่ชำนาญอยู่แล้วให้มากขึ้นนั่นเอง”

เขาบอกว่า นอกจากจะแยกธุรกิจผลิตถังสแตนเลสออกมาทำเต็มตัวแล้ว ล่าสุดบริษัทยังได้ตั้งบริษัทในเครืออีก 1 แห่ง จากทั้งหมดที่มีบริษัทในเครือ 4 แห่ง ภายใต้ชื่อ บริษัท ฮีทอะเวย์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเครื่องระบายความร้อน อะไหล่ อุปกรณ์ของเครื่องระบายความร้อนสแตนเลส

ล่าสุดบริษัทได้จัดซื้อที่ดิน 10 ไร่ เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องระบายความร้อนสแตนเลส ย่านพระราม 2 มูลค่าลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะมีกำลังการผลิตประมาณ 500 ตัวต่อปี ล่าสุดได้ทดลองขายให้ลูกค้าประเทศญี่ปุ่นแล้ว 10 ตัว เป้าหมายการขายของ “ฮีทอะเวย์” คือ เน้นขายทั่วโลก

ขณะเดียวกันที่ผ่านมาบริษัทยังได้แยกกลุ่มธุรกิจซื้อขาย อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องทำน้ำแข็ง เครื่องทำความเย็นออกมาเป็น บริษัท พัฒน์กล เทรดดิ้ง จำกัด ปัจจุบันยังเน้นขายในประเทศเป็นหลัก แต่เมื่อไหร่ที่บุคลากรของบริษัทพร้อมกว่านี้คงจะออกไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงได้เห็นภายในปี 2558 สัดส่วนส่งออกที่อยากเห็น คือ ตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์

“หากผลิตภัณฑ์ใดมีศักยภาพที่ดีและมีแนวทางชัดเจน เราจะดึงผลิตภัณฑ์นั้นออกมาตั้งเป็นบริษัทย่อย หรือกลุ่มธุรกิจใหม่ ตอนนี้บอกได้ว่า มีอีกเยอะ วันนี้จุดด้อยหลักๆของบริษัทไม่มีแล้ว”

ถามว่าบริษัทจะนำเงินลงทุนมาจากแหล่งใด เขาตอบว่า สุดท้ายแล้วบริษัทจะขายหุ้นเพิ่มทุนหรือไม่ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้จริงๆ คงต้องรอดูแผนลงทุนที่ฝ่ายการเงินกำลังจัดทำอยู่ เขาย้ำ แต่เราแชร์ให้ฟังได้เพียงว่า แม้ตอนนี้ตัวเลขอัตราหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ของบริษัทอยู่สูง 2.5 ต่อ 1 เท่า แต่เรายังพอกู้ได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นหนี้เดิม

จากแผนงานที่เล่าให้ฟัง บริษัทเชื่อว่า จากนี้รายได้รวมจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศได้ตามแผนมีโอกาสจะเห็นการขยายตัวมากกว่านี้ สำหรับปี 2557 แน่นอนเราจะพลิกจากขาดทุน 82 ล้านบาท เป็น “กำไรสุทธิ” แน่นอน

ส่วนในแง่ของรายได้คงออกมาใกล้เคียงกับปี 2556 ที่มีรายได้จำนวน 4,292 ล้านบาท เพราะช่วงต้นปีเมืองไทยเจอปัญหาการเมือง รายได้ในปีนี้จะมาจากในและนอกประเทศเฉลี่ย 75 และ 25 เปอร์เซ็นต์ อนาคตอยากเห็นสัดส่วนเท่าๆกัน 50:50 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิแล้ว 130 ล้านบาท และมีรายได้แล้ว 2,046 ล้านบาท

“บริษัทจะเริ่มจ่ายเงินปันผล หลังกลับมาซื้อขายในตลาดหุ้นหรือไม่ คงยังตอบเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ บอกได้เพียงว่า หากแผนลงทุนต่างๆสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) เฉลี่ย 15 เปอร์เซ็นต์ เราไม่พลาดที่จะตอบแทนผู้ถือหุ้นทุกคน”