วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สบช่องน้ำมันขาลงแนะรัฐทลายเพดานดีเซล

(รายงาน) สบช่องน้ำมันขาลง แนะรัฐทลายเพดานดีเซล

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในขณะนี้ประกอบกับการค้นพบแหล่งน้ำมันเชลล์แก๊ซในสหรัฐ ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน(โอเปค)ยังไม่มีทีท่าลดกำลังการผลิตลง ทั้งหมดเป็นปัจจัยที่มองว่าเป็นผลดีกับราคาน้ำมันในประเทศ

นายมนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ได้ออกมาเสนอให้รัฐบาลให้โอกาสนี้ ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตดีเซลอีก 2.25 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันเก็บอยู่แค่ 75 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งจะทำให้ภาษีสรรพสามิตดีเซลอยู่ระดับ 3 บาทต่อลิตร

ส่วนกองทุนน้ำมันฯ ที่เรียกเก็บเงินดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันฯอยู่ขณะนี้ 3 บาทต่อลิตร ก็ให้ปรับลดลงเหลือ 75 สตางค์ต่อลิตรแทน ซึ่งจะไม่มีผลต่อราคาขายปลีกของดีเซล พร้อมกันนี้หากราคาน้ำมันตลาดโลกยังลดลงต่อเนื่อง กระทรวงพลังงานก็ควรจะเก็บเงินจากดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันฯกลับมาเป็นบวกได้เร็วขึ้น จากปัจจุบันที่ติดลบอยู่กว่า 3,300 ล้านบาท เพื่อเก็บไว้ใช้รักษาเสถียรภาพในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

“การที่ภาครัฐปล่อยให้ลดราคาน้ำมันดีเซลลง 60 สตางค์ต่อลิตรเมื่อวันที่ 15 ต.ค.2557 ที่ผ่านมานั้น เห็นว่าไม่เหมาะสม ภาครัฐไม่ควรให้มีการปรับลดราคาดีเซลลง แต่ควรเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อปรับสถานะกองทุนน้ำมันฯให้กลับมาเป็นบวกโดยเร็ว เพราะเป็นจังหวะดีที่ราคาตลาดโลกปรับลดลงแล้ว และการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรควรยกเลิกได้แล้ว เพราะที่ผ่านมา 3 ปีครึ่ง ภาครัฐสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีดีเซลไปแล้วกว่า 3.7 แสนล้านบาท ซึ่งเงินส่วนนี้นำไปใช้ประโยชน์พัฒนาประเทศชาติได้อีกมาก”

สำหรับในส่วนของกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล เมื่อมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตดีเซลแล้ว ก็ควรจะต้องปรับลดภาษีสรรพสามิตลงมาให้เท่ากับดีเซล ที่ระดับ3บาทต่อลิตร จากเดิมที่เบนซินมีอัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 5.60บาท ต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอลจะปรับลด อี10 ทั้ง91และ95 อยู่ที่ 5.04บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน ลดลงได้อีก 2.60บาทต่อลิตรและแก๊สโซฮอล ลดลงได้ 2 บาทต่อลิตร

ผลจากนโยบายประชานิยมด้านพลังงานของรัฐบาลในชุดที่ผ่านๆมา ตั้งแต่ปี 2551-2557 นั้น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเข้าไปชดเชยราคาแอลพีจี มากถึง200,000 ล้านบาท รัฐสูญเสียรายได้จากการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงจาก5.31บาทต่อลิตรเหลือ 0.005บาทต่อลิตร รวมประมาณ 370,000 ล้านบาท และภาคเอกชนต้องรับภาระจากการจำหน่ายแอลพีจีและเอ็นจีวี ที่ต่ำกว่าต้นทุนโดยที่รัฐไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือ อีกประมาณ 350,000 ล้านบาท ซึ่งรวมเม็ดเงินประชานิยมพลังงานสูงถึง 920,000 ล้านบาท

ราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซควรจะต้องปรับให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะเป็นช่วงจังหวะที่มีความเหมาะสมแล้ว โดยคาดว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้น จะอยู่ในช่วงขาลงจนถึงเดือนพ.ย.2557 เท่านั้น จากนั้นจะทยอยปรับขึ้น เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวในยุโรป ทำให้มีการสำรองน้ำมันและก๊าซฯเพิ่มขึ้น เป็นผลให้ราคาปรับขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นขณะนี้จึงเป็นโอกาสที่ภาครัฐจะปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซฯให้เสร็จก่อนเดือนธ.ค.2557 นี้

ทั้งนี้ในส่วนของ ต้นทุนราคาแอลพีจีที่รัฐจะต้องปรับขึ้นไปสูงสุด ควรอยู่ที่ 29 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่เฉลี่ยระหว่าง 3 กลุ่ม คือ ต้นทุนหน้าโรงแยกก๊าซ ต้นทุนหน้าโรงกลั่น และต้นทุนแอลพีจีที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำการศึกษาและยึดต้นทุนหน้าโรงแยกก๊าซที่ 24.82 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่จะปรับแอลพีจีภาคครัวเรือนและภาคขนส่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดภาครัฐจะปรับเป็นราคาใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กพช.ในวันที่ 22 ต.ค. 2557 นี้

กระทรวงพลังงานเตรียมปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ทั้งภาคครัวเรือนและขนส่งในเดือนพ.ย.2557 นี้ โดยจะปรับขึ้นแอลพีจีภาคขนส่งอีก 63 สตางค์ต่อกิโลกรัม และปรับขึ้นแอลพีจีภาคครัวเรือนอีก 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม โดยจะมีผลให้ราคาแอลพีจีภาคขนส่งปรับขึ้นจาก 22 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 22.63 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนแอลพีจีภาคครัวเรือนปรับขึ้นจาก 22.63 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 23.13 บาทต่อกิโลกรัม

การปรับขึ้นดังกล่าวจะเป็นการปรับขึ้นราคาตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่กำหนดให้ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง