วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กนย.เคาะ5.8หมื่นล้านอุ้มยาง เป้าหมาย60บ/กก.

กนย.ไฟเขียวแพ็คเกจดันราคายาง อนุมัติวงเงินกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว

จ่ายช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินรายละ 15,000 บาท ขณะที่จัดสรรวงเงินกว่า 3 หมื่นล้านซื้อยางเข้าสต็อกหวังดันราคาขึ้นเป้าหมาย 60 บาทใน 1-2 เดือน ชี้มีออร์เดอร์ซื้อยางรองรับทุกเดือน ขณะที่เร่งเสริมอาชีพที่ 2 ให้ชาวสวนยางหวังเพิ่มรายได้ระยะยาว ชาวสวนยางยันราคาต้อง 60 บาทต่อกก.เท่านั้น เอกชนเสนอตั้งกระทรวงยางดูแลทั้งระบบ

คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมแทนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ไปปฏิบัติภารกิจเยือนต่างประเทศ ได้ออกแพ็คเกจช่วยชาวสวนยางและอุตสาหกรรมยางพารา จากผลกระทบราคาตกต่ำอย่างหนักในรอบ 5 ปี

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า กนย.เห็นชอบมาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา โดยในปีนี้ราคายางมีราคาต่ำมากโดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 45 - 47 บาทต่อกก. ดังนั้นรัฐบาลมีมาตรการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 1,000 บาท จำกัดรายละไม่เกิน 15,000 บาทต่อราย

มาตรการนี้จะสามารถช่วยเหลือชาวสวนยางรายย่อยที่มีที่ดินไม่เกิน 25 ไร่ได้กว่า 8.5 แสนราย ใช้วงเงินประมาณ 8.5 พันล้านบาท โดยให้ ธ.ก.ส.สำรองจ่ายเงินไปก่อนและรัฐบาลจะตั้งงบประมาณมาชดเชยในปีงบประมาณต่อไป

ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินให้กับเกษตรกรชาวสวนยางได้ในเดือน พ.ย.หลังจากมาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบจากครม.และดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว โดยการขึ้นทะเบียนจะเป็นการทำงานร่วมของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงมหาดไทย

ตั้งเป้าหมายดันราคา 60 บาท/กก.

"หากราคายางยังอยู่ที่ 45 - 47 บาทต่อกิโลกรัมก็อาจมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องช่วยเหลือที่อัตราไร่ละ 2,520 บาทต่อกิโลกรัมตามที่เกษตรกรขอ แต่ที่รัฐบาลจะทำคือมีแผนที่จะดึงราคาขึ้นเรื่อยๆ จนยางอยู่ที่ราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท ดังนั้นจากราคายางที่ 60 บาทต่อกิโลกรัมภายในระยะเวลา 1- 2 เดือน รัฐบาลก็สามารถช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 1,000 บาทได้เช่นเดียวกับที่ช่วยเหลือเรื่องข้าวหลักการเดียวกัน และสิทธิที่จะได้ของเกษตรกรก็ต้องเท่ากัน ตอนนี้ขอทำให้ราคาได้ 60 บาทต่อกิโลกรัมก่อนถ้าได้แล้วค่อยเพิ่มเป้าหมายราคาขึ้นไป” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ตั้งกองทุน2หมื่นล้านซื้อยางเก็บสต็อก

ปัจจุบันราคายางพาราในตลาดโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะที่จะต้องใช้การบริหารจัดการที่จะดันราคายางเพิ่มขึ้น โดยการทยอยซื้อยางเข้าสู่สต็อกเพิ่มขึ้นและจะเริ่มซื้อยางเข้าสู่สต็อกตั้งแต่วันที่ 22 - 24 ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยรัฐบาลได้เตรียมวงเงินไว้ 3 หมื่นล้านบาทในการซื้อยางเข้าเก็บในสต็อก

แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.วงเงินจากกองทุนมูลพันธ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยทยอยใช้วงเงินในส่วนนี้เพื่อให้องค์การสวนยาง (อสย.) รับซื้อยางจากตลาดและสหกรณ์สวนยางเพื่อเก็บเข้าสู่สต็อก

2.วงเงินสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์ชาวสวนยางนำมาซื้อยางแผ่นเพื่ออัดก้อน เพื่อส่งขายให้ อสย.โดย ธ.ก.ส.จะคิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน 5% โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือดอกเบี้ยให้ 3% ขณะที่ผู้ประกอบการจ่ายค่าดอกเบี้ย 2%

“ที่เรากล้ารับซื้อยางมาเก็บไว้ในราคาที่สูงกว่าตลาด เพราะเราได้ดำเนินการในลักษณะของการซื้อขายเพื่อส่งมอบในอนาคตแล้ว และจะส่งมอบทุกเดือน ซึ่งราคาจะไม่ตกและขายในราคาสูง เนื่องจากประเทศอื่นๆ ก็ไม่ขายราคาต่ำเช่นกัน โดยเรามีออเดอร์ล่วงหน้าที่สั่งซื้อยางเข้ามาแล้วทุกๆ เดือน เราจึงกล้าออกมาซื้อยางในตลาด ซึ่งจะซื้อเท่ากับออเดอร์ที่เราจะขายได้ และรับรองได้ว่าการซื้อยางเข้าสต็อกในครั้งนี้จะไม่เป็นสต็อกค้างเหลืออยู่เหมือนในอดีต โดยวิธีนี้ราคายางน่าจะเพิ่มขึ้นได้” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว

ดึง 6แบงก์ปล่อยสินเชื่อน้ำยางข้น

นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมให้ราคายางพาราเพิ่มขึ้น กนย.ได้อนุมัติให้มีมาตรการส่งเสริมการรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกร มาทำน้ำยางข้น โดยธนาคารพาณิชย์จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกร ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย และธนาคารธนชาต เพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับเอกชนที่ทำธุรกิจรับซื้อน้ำยางข้นวงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปรับซื้อน้ำยางสดจากชาวสวนยาง โดยธนาคารพาณิชย์จะคิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน 5% โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือดอกเบี้ยให้ 3% ขณะที่ผู้ประกอบการจ่ายค่าดอกเบี้ย 2%

ปล่อยกู้รายละแสนทำอาชีพเสริม

สำหรับมาตรการระยะยาวที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีการปรับปรุงสวนยาง เพื่อรองรับการทำอาชีพเสริมและลดพื้นที่การปลูกยาง เช่น การปลูกปาล์มน้ำมัน การทำปศุสัตว์ เป็นอาชีพเสริมให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดย ธ.ก.ส.จะปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนระยะเวลา 5 ปีวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้กับเกษตรกรกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท อัตราดอกเบี้ย 5% และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% เช่นกัน คาดว่าจะมีชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 1.5 แสนราย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวและทำให้รายได้เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งดีกว่ามาตรการส่งเสริมให้โค่นยาง และในอนาคตจะมีมาตรการระยะยาวออกมาอีก จากการปรึกษากันระหว่างเกษตรกรกับรัฐบาล

ปริมาณสต็อกยางทั่วโลกในขณะนี้ลดลงต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มราคายางพาราเพิ่มขึ้น โดยในเดือน ก.ย.ปีก่อน สต็อกยางทั้งโลกมีปริมาณ 2.9 ล้านตัน ขณะที่ในเดือน ก.ย.ปีนี้สต็อกยางลดลงเหลือ 2.3 -2.5 ล้านตัน

ตลาดล่วงหน้าราคากระเตื้อง

ขณะที่สต็อกยางในประเทศไทยก็ลดลงจาก 5.03 แสนตันเหลือ 4.47 แสนตันเท่านั้น ซึ่งสต็อกยางที่ลดลงส่งผลดีต่อทำให้ราคายางในตลาดโลกและราคายางในไทยสูงขึ้น โดยตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ราคายางอยู่ที่ 52.78 บาท/กก. และปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวันที่ 15 ต.ค.อยู่ที่ 56.48 บาท/กก.

ส่วนราคาตลาดยางล่วงหน้าเอเฟท ของไทย เมื่อวันที่ 3 ต.ค.อยู่ที่ 52.30 บาท/กก. และปรับตัวสูงขึ้นเป็น 54.80 บาท/กก. สิงคโปร์อยู่ที่ 51.80 บาท/กก.

ชาวสวนรับไร่ละพันยันต้อง 60บาท/กก.

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางพาราแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนยางพาราอยู่ที่ 65 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมาตรการช่วยเหลืออยู่ที่ไร่ละ 1,000 บาท คิดบนฐานที่ราคายางพารา 60 บาท ซึ่งดูแนวโน้มแล้วราคายางพาราในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า ราคาจะเพิ่มไปถึง 60 บาทต่อกิโลกรัมได้ เนื่องจากความต้องการของยางพาราเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้แม้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไร่ละ 1000 บาท จะไม่มากเท่ากับที่เกษตรกรเรียกร้องแต่รัฐบาลนี้มีแนวคิดที่ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางทั้งระบบ ซึ่งมาตรการให้สินเชื่อเพื่อสร้างอาชีพเสริมถือว่าเป็นมาตรการที่ดี

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวว่า การตกลงกันที่จะจ่ายเงินให้ชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท คิดจากฐานราคายางที่กก.ละ 60 บาท ถ้าราคายางไม่ถึง 60 บาท จะต้องมาทบทวนมาตรการนี้อีกครั้งหนึ่งว่าช่วยเหลือเกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด

เอกชนแนะตั้งกระทรวงยางดูแลทั้งระบบ

นายชโย ตรังอดิศัยกุล เลขาธิการ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะราคายางพาราถูกกำหนดโดยตลาดโลก รัฐบาลไม่สามารถจะเข้ามาแทรกแซงยกระดับราคาได้เลย เพราะว่ามีมูลค่าสูงมาก และขณะนี้รัฐบาลก็ได้รับจำนำไปแล้ว 2 แสนตัน จะเข้าไปรับซื้ออีกก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร และเป็นการใช้เงินอย่างเปล่าประโยชน์

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาวที่ดีที่สุด ก็คือการปรับโครงสร้างยางพาราทั้งระบบ โดยการตั้งกระทรวงยาง โอนงานที่เกี่ยวข้องกับยางทั้งหมดรวมในหน่วยงานเดียว เพื่อบริหารจัดการยางทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ หากตลาดโลกมีสัญญาณว่ากำลังซื้อยางลดลง ก็สามารถสั่งปรับมาตรการส่งเสริมการผลิตได้ทันที หรือส่งเสริมแปรรูปยางไปในแนวทางที่ตลาดต้องการมากขึ้น ทำให้การบริหารจัดการคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

“ปัจจุบันหน่วยงานที่ดูแลเรื่องยางกระจายไปอยู่ในหลายกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตร ก็จะดูเรื่องการส่งเสริมเพาะปลูก การผลิตยางเพียงอย่างเดียว และยังต้องดูแลสินค้าเกษตรหลายชนิดทำให้ไม่ได้ให้น้ำหนักกับยางเต็มที่ กระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีหน้าที่เพียงกำกับดูแลโรงงานแปรรูปยาง กระทรวงพาณิชย์ ก็มองแต่ด้านการขาย และหน้าที่หลักก็คือดูแลค่าครองชีพภายในประเทศ ทำให้ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลเรื่องยางอย่างจริงจังทั้งระบบ จึงเกิดปัญหาในทุกวันนี้” นายชโย กล่าว

การตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่เพื่อดูแลสินค้าใดชนิดหนึ่ง เป็นเรื่องปกติ หากสินค้าชนิดนั้นๆ มีความสำคัญกับประเทศและมีมูลค่าสูง เช่น อินเดียมีกระทรวงเหล็ก กระทรวงรถไฟ เป็นต้น จึงไม่แปลกถ้าหากประเทศไทยจะตั้งกระทรวงยางที่มีสัดส่วนถึง 25% ของจีดีพีประเทศ