วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ช่อง 3 จำนน คู่ขนาน เกม "เดิมพัน" ขุมทรัพย์หมื่นล.

ปิดฉากดื้อแพ่งเมื่อช่อง 3 อนาล็อก ฝืน "แผนธุรกิจ" ออกอากาศคู่ขนาน ผ่านมุมมองผู้เล่นทีวีดิจิทัล มองเกมอย่างไร

ห้วงเวลากว่า 6 เดือน ของการระเบิดศึกชิง "คนดู" ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย หลังเริ่ม "เปลี่ยนผ่าน" จากระบบอนาล็อกไปสู่ดิจิทัล (DTT:Digital Terrestrial Television) จากวันแรกของการออกอากาศทีวีดิจิทัล ช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

ทว่า..หมากกระดานนี้กลับเผชิญ "ตัวแปร" เพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะ "แรงกระเพื่อม"ใหญ่ ต้องยกให้กรณีช่อง 3 ออริจินัลหรือช่อง 3 อนาล็อกจะ "จอดำ" บนแพลตฟอร์มทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี จากการสิ้นสุดการเป็นทีวีฟรีทีวี ตามมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2557 ที่กำหนดให้ ฟรีทีวีอนาล็อก ทั้ง 6 ช่อง ได้แก่ ช่อง 3 5 7 9 11 และไทยพีบีเอส สิ้นสุดการทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป หรือ ฟรีทีวี

โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิล ไม่ต้องทำหน้าที่ นำช่องฟรีทีวีอนาล็อก ไปออกอากาศในทุกช่องทางอีกต่อไป นับจากทีวีดิจิทัล เริ่มออกอากาศทีวีดิจิทัลได้ 30 วัน หรือในวันที่ 25 พ.ค.2557

แม้ว่าในภายหลังบอร์ด กสท. จะออกมติ กสท. วันที่ 28 พ.ค. 2557 ขยายเวลาให้ "ทีวีอนาล็อก" ได้หายใจหายคอ โดยกำหนดให้ทำหน้าที่ "ฟรีทีวี" ต่อไปได้อีก 100 วัน (25 พ.ค.-1 ก.ย.2557) เพื่อเป็นช่องทางแจ้งข่าวสารจากประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทว่า หลังจากนั้นกสทช. ก็ "ปิดประตู" ตาย หมายถึง ทุกช่องของทีวีอนาล็อก ต้องกลับไปยึดตามมติบอร์ด กสท.เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2557

โดยกสทช.หาทางออกป้อง “จอดำ” ด้วยการกำหนดให้ทีวีอนาล็อก สามารถออกอากาศคู่ขนาน (Simulcast) กับช่องดิจิทัลที่ประมูลมาได้ โดยช่องอื่นก็ยอมอยู่ในเกม

ยกเว้นก็แต่ช่อง 3 อนาล็อกเป็นค่ายเดียว เหตุเพราะ “แผนธุรกิจ” และกลยุทธ์ที่วางไว้ไม่ใช่แบบนั้น

ที่สำคัญสัญญาสัมปทานช่อง 3 อนาล็อกยังมีอายุถึงปี 2563 หรือ อีก 9 ปีจากนี้

โดยข้ออ้างที่ช่อง 3 ใช้คือ การพะวงว่าจะผิด “กฎหมาย” ตามพระราชบัญญัติ (พรบ.) การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ในมาตรา 9 ที่ระบุว่าผู้ได้รับอนุญาตจะต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง กลายเป็นเรื่องที่ช่อง 3 หยิบยกมาดีเบตกับกสทช.โดยตลอด ว่าช่อง 3 อนาล็อกกับบริษัทที่ชนะการประมูลทีวีดิจิทัลทั้ง 3 ช่อง เป็นคนละบริษัทหรือ "นิติบุคคล"

"ช่อง 3 ไม่มีนโยบายนำช่องอนาล็อกมาออกอากาศคู่ขนานกับช่องดิจิทัลใหม่ เพราะเหตุผลด้านธุรกิจเป็นหลัก" นี่คือวรรคทองของนายใหญ่ช่อง 3 "ประวิทย์ มาลีนนท์" กรรมการ และอดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด เคยลั่นไว้

เปรียบเรื่องนี้เป็นละคร ก็ดราม่ากว่า 100 วัน !! ก่อนจะถึงบทสรุปในวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา เมื่อช่อง 3 อนาล็อก ยอมยกธงออกอากาศ “คู่ขนาน” ตามการไกล่เกลี่ยของศาลปกครอง ระหว่าง ช่อง 3 กับ กสท.

โดยสรุปใจความสำคัญว่า บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด จะนำรายการของช่อง 3 อนาล็อกไปออกอากาศคู่ขนานในช่อง 33 เอชดี ภายใต้ประกาศหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยนำข้อตกลงนี้ไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายในวันที่ 10 ต.ค.2557 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดที่ศาลปกครองกลางไต่สวนฉุกเฉินให้ช่อง 3 อนาล็อก ออกอากาศผ่านทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ได้จนถึงวันที่ 11 ต.ค.2557

โดยผู้บริหารช่อง 3 ระบุว่า คำสั่งศาล ถือเป็นการ "ปลดล็อก" ประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นกังวล

แม้จนถึงขณะนี้ ปัญหาต่างๆ ดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลาย แต่ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า “มุมหนึ่ง” ช่อง 3 ต้องตกเป็นจำเลยสังคม ยิ่งกับ “กลุ่มคนรุ่นใหม่” ที่เกาะติดสถานการณ์และถกกันผ่าน “โลกออนไลน์” ซึ่งเป็นคนเมืองฐานคนดูหลักของช่อง โดยบอกทำนองว่า ช่อง 3 เป็น "ศรีธนญชัย" "เตะถ่วง" การเปลี่ยนผ่านจากทีวีอนาล็อกสู่ทีวีดิจิทัล "หัวหมอ" จับประชาชนคนดูเป็น "ตัวประกัน" "เอาเปรียบ" "ไม่เคารพกฎกติกา" "เล่นแง่" และอีกนานัปการ

เรียกว่า งานนี้ช่อง 3 "เสียรังวัด" ไปมาก

ฟาก กสทช. เอง ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ยิ่งหย่อน กับการสางปัญหานี้ล่าช้า ไม่เด็ดขาด ทั้งๆ ที่มี "บทบาทหน้าที่" ในฐานะองค์กรกำกับกิจการผู้กำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กลายเป็น "เสือกระดาษบ้าง" "รีบเร่ง" ให้เกิดทีวีดิจิทัลทั้งที่หลายปัจจัยยังไม่พร้อมกับวลี "อำนาจ" ,"เอื้อประโยชน์", "กล้าลงดาบ" สารพัด

แล้วผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล มองหมากเกมนี้อย่างไร ?

"พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล" ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร "ช่อง 8 ทีวีดิจิทัล" ผู้ขับเคี่ยวชิงเรทติ้งสลับขึ้นลงระหว่างที่ 1 และ 2 ในกลุ่มทีวีดิจิทัล วิเคราะห์ว่า..

ครั้งนี้ "ช่อง 3 การเดินเกมพลาด!" ทั้งขบวนตั้งแต่หัวแถวถึงท้ายแถว ไปจนถึงดารานักแสดงบางส่วนในสังกัดต้องติดบ่วงนี้

นั่นก็เป็นหมากที่ผู้บริหารและช่อง 3 ดื้อเลือกเดินอยู่บนอนาล็อก ไม่ออกอากาศคู่ขนาน

เธอยังประเมินว่า หากช่อง 3 อนาล็อกไม่ยอมออกอากาศคู่ขนานและปล่อยให้ "จอดำ" บนทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี เมื่อนั้นอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

เนื่องจากช่อง 3 ในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ อาจยื้อให้ผู้ชม 30% รีรอที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล

อีกนัยหนึ่ง ช่อง 3 อนาล็อกก็อาจเผชิญความ "เสียเปรียบ" ในเกมหากไม่ยอมออกอากาศคู่ขนานบนแพลตฟอร์มเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม เพราะในช่องทางนี้ มีคนดูครอบคลุมถึง 70% ซึ่งฐานคนดูก็เป็นคนเมืองตรงตามกลุ่มเป้าหมายช่อง 3

หากแต่ในด้าน "จิตใจ" ผู้เล่นเวทีทีวีดิจิทัล ย่อมต้องการให้ช่อง 3 เดินตามเกม "กติกา" ที่ตราไว้ร่วมกัน

ส่วนการจะปล่อยให้ช่อง 3 อนาล็อก "จอดำ" เธอเชื่อมั่นว่า..ผู้บริหารช่อง 3 ไม่ยอมแน่ !

ที่สุดแล้วก็เป็นอย่างที่เธอฟันธง

"คนที่จะทนไม่ได้จะเป็นเขา (ช่อง3) มากกว่า เพราะแค่ 1 ชั่วโมงที่จะหายไปจากจอทีวี ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก(ลากเสียง) ทำให้เกิดการยื้อมาโดยตลอด"

นอกจากนี้ เมื่อช่อง 3 อนาล็อกยอมเอาคอนเทนต์เด็ดดัง มาออกอากาศทางช่อง 33 เอชดี งานนี้ ผู้เล่นในสนามทีวีดิจิทัลคงต้องทำการบ้าน "ปรับกลยุทธ์" กันยกใหญ่

ด้าน "ชลากรณ์ ปัญญาโฉม" ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์การตลาด บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) แห่ง "ช่อง workpoint tv" ไม่ออกความเห็นว่าช่อง 3 อนาล็อกเดินทัพพลาดหรือไร แต่นั่นเป็นแผนธุรกิจบน "ความเชื่อ" ของตัวเอง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน หลายอย่างผิดจากเป้า ที่เหลือจึงเป็น "ฝีมือ" ในการปรับตัว เพราะอุตสาหกรรมเปลี่ยนเร็วและแรง

ส่วนกรณีที่ผู้บริหารช่อง 3 ออกมาเป็นโต้โผเรื่องนี้เอง ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม การแสดงทีท่าเห็นมาตั้งแต่ตอนประมูลทีวีดิจิทัล เพียงแต่ไม่เป็นสาธารณะนัก “ชลากรณ์” บอก

"ถามว่าเดินเกมผิดไหม มองว่าสถานการณ์เปลี่ยนมากกว่า และเป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่" เขาวิเคราะห์ก่อนขยายความเกมนี้

"ประมาทไม่ได้ สถานการณ์เปลี่ยน เกมต้องปรับ โอกาสเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่ง eyeball มีสูงมาก มองอีกแง่หนึ่ง ณ วันนี้ช่อง 3 เองก็ไม่อยากเสียคนดูผ่านทางเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ซึ่งเป็นฐานคนดูหลักตั้ง 70%"

เขายังเห็นว่า เรื่องคาราคาซังมานาน เพราะทุกฝ่ายต่างตระหนักถึง "ผู้ชม" เป็นสำคัญ ? กระนั้นธุรกิจต้องพลิกบทบาทเป็นคนดูบ้างก็เป็นเรื่องดี หรืออีกแง่ก็ต้องคำนึงว่าหากช่อง 3 จอดำ

ผลที่ตามมา ทั้งผู้จัด ดารา นักแสดง ที่มีสังกัดและอิสระ คนทำงานจะเดือดร้อนอีกมาก

วิเคราะห์อีกมุม ต้องย้อนถึงนโยบายการเปลี่ยนผ่านจากระบบนาล็อกสู่ดิจิทัล ที่คณะอนุกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กสทช. มีการทำแผนเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร หารือกับผู้ประกอบการทีวีอนาล็อกเดิมก่อนเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน ทำไมทำมาโครงข่าย (Mux) ก็ยังไม่พร้อม กล่องรับสัญญาณดิจิทัลก็แจกช้ากว่ากำหนดเดิม กลายเป็นข้ออ้างของผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่าน

“ถ้าตอนนั้นมีความชัดเจนว่าเมื่อประมูลแล้วต้องออกอากาศคู่ขนานเหตุการณ์วันนี้คงไม่เกิด ทั้งหมดคิดเผื่ออนาคตน้อยไปหน่อย”

อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลเริ่มส่งสัญญาณบางอย่าง โดยเฉพาะการขับเคี่ยวตำแหน่ง “เบอร์ 1และ 2” ระหว่าง workpoint และช่อง 8 ของอาร์เอส ที่โมเดลโกยเรทติ้งมากองอยู่ที่ 2 ค่ายแบบเดียวกับช่อง 7 และช่อง 3

และเมื่อคู่แข่งเบอร์ต้นๆ อย่างช่อง3 ยอมลงสนาม ธุรกิจก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะธุรกิจพลิกกันเร็ว ในอดีตช่อง 3 ไม่ใช่เบอร์ 1 หรือ 2 เช่นวันนี้ แต่ต้องใช้เวลา 10 ปี พัฒนาคอนเทนต์ไล่บี้ช่อง 7 หรือช่องโมเดิร์นไนน์เอง จากแดนสนธยาพอปรับเปลี่ยนตู้มเดียว พลิกโฉมได้ทันที การรีรอที่จะปะฉะดะในทีวีดิจิทัลจึงรอไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เดิมพันช่อง3 ครั้งนี้ บอกได้เพียงว่า "ทีมกฎหมายช่อง3" วางเกมมาหลายชั้น ตามแผนไม่ต้องการให้ช่อง 3 ออกอากาศคู่ขนานกับทีวีดิจิทัล ที่สำคัญ “ไม่จอดำ”

สอดคล้องกับ "ธนชัย วงศ์ทองศรี" รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) ผู้กุมบังเหียน "ช่อง MCOT FAMILY" และ "ช่องวาไรตี้เอชดี" อีกบทบาทหนึ่งคือผู้ให้สัมปทานคลื่นความถี่แก่ช่อง 3 อนาล็อก ผ่านบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด เล่าว่าช่อง 3 มีทนายรุ่นเก๋าที่ฝีมือฉกาจนาม"สุนทร โภคาชัยพัฒน์" เป็นหนึ่งในกุนซือเรื่องนี้

"คุณสุนทรเป็นทนายที่เก่งมาก อยู่กับช่อง 3 มาตั้งแต่รุ่นคุณวิชัย มาลีนนท์ (ผู้ปลุกปั้นช่อง 3 บิดาประวิทย์ มาลีนนท์)" เขาเล่าพร้อมทำมือลดเลี้ยวเคี้ยวคดสะท้อนชั้นเชิงของนักวางแผน

กับโจทย์ที่ว่า..ตั้งแต่เกิดข้อพิพาททางกฎหมาย ไฉนช่อง 3 อนาล็อกไม่ให้นักกฎหมายของบริษัทมาแจง แต่กลับเป็นนายใหญ่ "ประวิทย์" และ "ฉัตรชัย เทียมทอง” ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ที่ต้องออกมาเอง

ประเด็นนี้เขามองว่า การส่งนักกฎหมายไปการเจรจาอาจดูแข็งขันไป เพราะสังคมกำลังจับตามอง

จึงต้องเล่นทั้งบทบุ๋น และบู๊

เมื่อขุนศึกนำทัพ บรรดาพลทหารก็ต้องหนุน ทั้งเหล่าผู้จัด การนักแสดงก็ออกมาป้อง "จอดำ" กันสุดฤทธิ์ ระยะสั้นทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจช่อง 3

"ไม่มีผลต่อคนดู แต่เสียภาพลักษณ์ เสียความรู้สึก แต่คนก็ยังดูช่อง 3นะ" เขาบอก

ผลกระทบครานี้หนีไม่พ้นการ "เร่ง" ของกสทช.ที่ต้องการผลักดันให้ทีวีดิจิทัล "แจ้งเกิด"

"กสทช.เร่งชัตดาวน์อนาล็อกออกจากฟรีทีวี เพื่อให้ทีวีดิจิทัลเกิด ซึ่งเร่งไปไม่ดี ต้องให้เวลาปรับตัว เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ชอบการถูกบังคับ กฎกติกาเปลี่ยนได้เร็ว จะเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงช้าสุดในโลกคือคน" เขาฉายภาพ

ระหว่างเจอมรสุมรุมเร้า ช่อง 3 มีการยกหูสอบถามอสมท.เกี่ยวกับสัมปทานอนาล็อกที่เหลืออีก 7 ปี คิดเป็นเงินราว 1,500 ล้านบาท เรื่องนี้เขาโบ้ยเสียงสูง

"ไม่ต้องมาหารือ ไม่ต้องถาม ไม่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทาน"

คร่ำหวอดในแวดวงสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ ยิ่งบันเทิงเรียกว่า “อินไซต์” สำหรับ “เกรียงศักดิ์ สกุลชัย” เจ้าของฉายา “ต้อย แอ็คเน่อร์” ที่วิพากษ์กรณีที่เกิดขึ้นกับช่อง 3 เป็นอาการ “แผ่นเสียงตกร่อง ไปไม่เป็น พูดแต่เรื่องเดิม เหมือนลิงพันแห” เพราะไม่ว่าจะชี้แจงเหตุผลที่ไม่ยอมออกอากาศคู่ขนานก็ล้วนอ้างนิติบุคคลต่างกัน กลัวผิดกฎหมาย ป้องประโยชน์ให้คนดู ฯลฯ ทั้งที่วิเคราะห์จริงๆ แล้วยังมี "เหตุผลทางธุรกิจ" ที่ยังไม่ได้พูดออกมาชัดๆ กับเม็ดเงินโฆษณาผ่านทีวีอนาล็อกก้อนโต 8-9 หมื่นล้านบาท เขาประเมิน

“เป็นเกมที่ไม่น่าเชื่อว่าเขา (ผู้บริหาร) จะเดินเกมนี้ เพราะช่อง 3 อ่อนน้อมถ่อมตนมาตลอด ตั้งแต่คุณตั้งสถานีมาจนถึงปัจจุบัน มีใครต่อว่าคุณมากขนาดนี้ไหม โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ เอาแค่นี้ คิดง่ายๆ"

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าช่อง 3 วางหมากเดินเกมนี้ตั้งแต่ต้น และเข้าใจว่าทีวีดิจิทัลต้องเริ่มอย่างไร และจบด้วยวิธีไหน คิดหรือว่าช่อง 3 จะไม่เข้าใจ หลายคนอาจมองวางยุทธศาสตร์เก่ง

แต่สำหรับเขาแย้งว่า “ถ้าเก่งมากต้องไม่เดินเกมนี้”

หากเปรียบกรณีของช่อง 3 ครั้งนี้ ก็เป็นละครยอดนิยมที่เรียกเรทติ้งจากคนดูได้พุ่งกระฉูด เรื่องหนึ่ง แถมถูกเขียนบทให้มีนักแสดงเจ้าบทบาททั้งพระเอก นางเอก ตัวร้าย ฝ่ายรักษากฎหมาย และตัวประกอบมากมายมาเข้าฉาก

ส่วนละครเรื่องนี้จะเป็นฉากสุดท้ายหรือไม่ นี่อาจเป็นแค่ "ตอนหนึ่ง" เพื่อส่งต่อให้ภาคต่อไปกับ “สงครามทีวีดิจิทัล” ก็เป็นได้

-----------------------------------------------

ยูนิลีเวอร์ ยังไม่โยกงบ 7 พันล.หนีช่อง 3

แม้ช่อง 3 จะยอมออกอากาศ “คู่ขนาน” โดยนำรายการจากช่องอนาล็อก ไปออกอากาศบนช่อง 33 ความคมชัดสูง (เอชดี) แม้เรทติ้งจากช่องทีวีดิจิทัลจะไม่ดีนัก

ทว่า...นั่นจะไม่มีผลต่อยักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์ข้ามชาติอย่าง “ยูนิลีเวอร์” ให้โยกงบ “โฆษณา” ขุมทรัพย์ของช่อง 3 หนีไปแต่อย่างใด

เรื่องนี้ “สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์” ประธานกรรมการบริหารคนใหม่ กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย งบการตลาดและโฆษณาประชาสัมพันธ์ของยูนิลีเวอร์ที่ใช้ในแต่ละปีใช้งบประมาณมากถึง 7,000 ล้านบาท เธอเลี่ยงที่จะกล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับช่อง 3 โดยบอกเพียงว่า

“เรายังไม่มีการปรับเปลี่ยนงบโฆษณาในช่วงปลายปี แผนกับช่อง 3 ยังเหมือนเดิม”

เป็นที่รู้กันดีว่า ยูนิลีเวอร์ให้น้ำหนักกับการเทงบโฆษณากับวิกพระราม 4 ค่อนข้างมาก นับตั้งแต่เกิดปัญหาคราที่ช่อง 7 ขยับค่าโฆษณา 15% เมื่อปี 2551 ส้มเลยหล่นไปช่อง 3 และที่ผ่านมาจะเห็นว่าทั้งศิลปิน นักแสดงช่อง 3 ตบเท้าเป็นพรีเซ็นเตอร์ของยูนิลีเวอร์เป็นทิวแถว

ทว่า..เกมเปลี่ยน เม็ดเงินก้อนโตกำลัง “เคลื่อนย้าย” โดยสุพัตราบอกว่า

“การเกิดทีวีดิจิทัล ต้องมีการปรับงบแน่นอน” เพียงแต่ยังให้รายละเอียดใดๆ ไม่ได้ เพราะอยู่ระหว่างจัดกระบวนอยู่

“แต่มีปรับๆ เรามีทีมงานอรหันต์ที่ดูแลทางด้านมีเดีย เพราะเรื่องดิจิทัลทีวีเป็นโลกอนาคต มันต้องไปแน่ๆ เราเองก็พร้อมที่จะทำงานกับผู้ประกอบการทุกรายที่เป็นพาร์ทเนอร์พ่วงไปด้วยกัน แต่ตอนนี้มันเป็นเรื่องใหม่ และเรากำลังเวิร์ค(ทำงาน)กันอยู่ อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะก้าวไปด้วยกัน ซึ่งเราทำงานกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเจ้าใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปลงโฆษณา ทำอีเวนท์ด้วย”

----------------------------------------------

ขุมทรัพย์โฆษณา "เคลื่อน...."

ก่อนหน้านี้ บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์(บลจ.)เคเคเทรด ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีช่อง 3 อนาล็อกไว้ว่า หากจอดำ จะทำให้บีอีซี มีรายได้โฆษณาลดลงจากเดิม 70% หรือรายได้ลดลงวันละประมาณ 30 ล้านบาท เนื่องจากการเข้าถึงครัวเรือนลดลง

ขณะที่บลจ.คันทรี่ กรุ๊ป ประเมินว่า ผังรายการช่อง 3 อนาล็อกนั้นมีความแข็งแกร่ง และได้รับความนิยมสูง โดยไตรมาส 2 ปีนี้ ธุรกิจเผชิญการชะลอตัวของการใช้งบโฆษณา

ทว่า..ช่อง 3 ได้รับผลกระทบ "น้อยกว่า" ผู้ประกอบการสื่อโทรทัศน์รายอื่น ส่วนการเริ่มออกอากาศทีวีดิจิทัล จะเริ่มมีต้นทุนเข้ามา เป็นปัจจัยกดดัน "กำไร" ขั้นต้นในไตรมาส 2 ลดเหลือ 48% จาก 50% จากไตรมาสแรก ที่สำคัญความไม่ชัดเจนของกฎเกณฑ์ภาครัฐ การวัดเรทติ้งฯ จะทำให้ 1-2 ปีแรกช่องดิจิทัลทั้ง 3 ของบีอีซี จะแบกภาระ "ขาดทุน"

"ชลากรณ์ ปัญญาโฉม" แห่งช่อง workpoint มองศึกแย่งเม็ดเงินโฆษณา ซึ่งเขาประเมินว่ามีอยู่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท จะไหลไปที่ช่องใด ย่อมขึ้นอยู่กับ "เรทติ้ง"

ส่วนแม่เหล็กกระชากเรทติ้งได้ ก็ต้องมาจาก "คนดู"

"เอเยนซี่มีหน้าที่ใช้เงินของลูกค้าให้คุ้มค่า การจะซื้อโฆษณากับช่องไหน ก็ต้องมองกลับไปที่เนื้อหานำมาซึ่งเรทติ้ง ดังนั้นทีวีดิจิทัล 20 กว่าช่อง ก็ต้องทำเนื้อหาให้เรทติ้งดี เพื่อดึงดูดเอเยนซี่

โดยขณะนี้เรทติ้งเริ่มขยับไปช่องใหม่ๆ มากขึ้น ล้อตามภาพรวมจำนวนช่องที่มากขึ้น ทางเลือกเพิ่ม

เบื้องต้นกรณีช่อง 3 จะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก