เผยดัชนีหุ้นไทยวานนี้ร่วง 27 จุด จากแรงขายนักลงทุนสถาบันกว่า 3 พันล้านบาท นำโดยหุ้น "สื่อสาร-ธนาคาร"
ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยพบว่า มีแรงขายทันทีที่เปิดตลาดในช่วงเช้า โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งกลุ่มสื่อสาร และกลุ่มธนาคาร กดดันดัชนีระหว่างวันปรับตัวลงไปทดสอบจุดต่ำสุดที่ 1,542.43 จุด ก่อนจะมีแรงซื้อเข้ามาเล็กน้อย โดยมาปิดตลาดที่ 1,543.13 จุด ปรับตัวลดลง 27.15 จุด หรือลดลง 1.73% มูลค่าการซื้อขาย 55,460.91 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อ 184 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันเป็นผู้ขายสุทธิ 3,013 ล้านบาท
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกับภูมิภาคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกตลาด แต่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเกิดจากปัจจัยเฉพาะตัว ทำให้เกิดแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลาดหุ้นไทยถือว่ามีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงต่อเนื่องได้อีก
การปรับลดลงของหุ้นไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากหุ้น ตลาดหุ้นในกลุ่มทิป(ไทย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์) มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีประมาณ 20% มากกว่าตลาดหุ้นทั่วโลก ที่เพิ่มขึ้น 9-10% ทำให้ความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงแรงยังมีอยู่มาก โดยกลุ่มหุ้นที่มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงมากที่สุด คือกลุ่ม เหมืองแร่ ที่เพิ่มขึ้นจากต้นปี มากกว่า 100% กลุ่มโรงพยาบาลที่ราคาปรับเพิ่มขึ้น 90 % กลุ่มธนาคาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45 % และกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ซึ่งกลุ่มธุรกิจข้างต้นมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลงแรงกว่าดัชนีตลาดหุ้น 2-3 เท่า
สำหรับแนะนำการลงทุนระยะต่อไป มองว่าดัชนีจะปรับตัวลดลงไม่ต่ำกว่า 1,530 -1,540 จุด บริเวณดังกล่าวน่าสนใจในการลงทุน แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมในหุ้นที่มีพื้นฐานดี ปันผลสม่ำเสมอ มีระดับราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) อยู่ในระดับต่ำ และหลีกเลี่ยงหุ้นปั่น หุ้นเก็งกำไรสูง
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะ "ระมัดระวัง" เนื่องจากความเสี่ยงที่มากขึ้น เพราะไม่มีปัจจัยบวกจากต่างประเทศในระยะสั้น และยังคงมีปัจจัยกดดันจากมูลค่าของตลาดหุ้นที่อยู่ในระดับสูงแล้ว แต่มองว่าการอ่อนตัวลงจะไม่ลึกมากอย่างมีนัยสำคัญ และน่าจะถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ระดับ 1,520 - 1,540 จุด เนื่องจากการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ทำให้โอกาสที่จะขายหุ้นไทยออกมาอีกในปริมาณสูงมีน้อย ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ไม่ได้มีการปรับตัวขึ้นมาร้อนแรงเหมือนหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางในช่วงที่ผ่านมา
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้หาจังหวะลดพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ ดัชนีมีการปรับตัวขึ้นทางเทคนิค โดยลดสัดส่วนการลงทุนเหลือระดับประมาณ 30% หรือต่ำกว่า มองว่าจุดการเข้าสะสมหุ้นที่น่าสนใจอีกครั้งได้แก่ช่วงระดับดัชนีบริเวณ 1,520-1,540 จุดหรือในช่วงหลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ปลายเดือนนี้ ซึ่งหุ้นที่แนะนำให้สะสมในช่วงตลาดปรับตัวลง กลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เตรียมเข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุดของปี กลุ่มหุ้นที่มีเงินปันผลรองรับ กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินบาท และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการบริโภคที่ฟื้นตัว
นาย ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายการลงทุน บล. เอเชียพลัส กล่าวว่า ข้อสังเกตในการซื้อขายในวานนี้ (6 ต.ค.) พบว่ามีแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งในกลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร นอกจากนี้ยังมีการขายตราสารหนี้อีกกว่า 2 หมื่นสัญญา ในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน โดยน่าจะมาจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันเป็นหลัก ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยเป็นผู้ที่เข้าซื้อหุ้น การปรับตัวลดลงของหุ้นในรอบนี้ ประเมินว่าจะไม่ปรับตัวลดลงไปต่ำกว่า 1,530 จุด ซึ่งในระยะสั้นแนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์









