ไม่มีอุปสรรคข้อไหนที่จะกีดขวางให้เราทำเพื่อสังคมไม่ได้ ไม่ต้องมีเงินไม่ต้องมีทรัพยากร แค่มี'เวลา'ก็ให้สังคมได
เชื่อไหม? ‘ทำดีได้ ไม่ต้องใช้เงิน’
คำถามที่กำลังท้าทายคนทำดี จาก โครงการ “กองทุนเวลาเพื่อสังคม” (Time bank society) ซึ่งก่อตั้งโดย “ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์” เมื่อหลายปีที่ผ่านมา
การได้เดินทางไปทั่วโลก ทำให้ได้เห็นวัฒนธรรมและพฤติกรรมน้ำดีบางอย่างของคนอีกฝั่งมุมโลก นั่นคือ การที่ผู้คนมักเอาเวลาว่างไปช่วยเหลือสังคม ขณะที่สังคมไทยแม้อยู่ในอีกซีกโลก แต่เราก็ได้เวลาจากโลกมา “24 ชม.” เท่าๆ กัน ฉะนั้น ทำไมเราจะทำแบบนั้นบ้างไม่ได้
“คนไทยจะเคยชินกับการบริจาคโดยให้เงิน ไม่เป็นไรตัวไม่ว่างก็บริจาคเงินแทนได้ ซึ่งอาจารย์เกรียงศักดิ์ท่านมองว่า จริงๆ แล้ว ทุกคนมีเวลา และเราก็บริหารเวลาได้ ก็แค่จัดสรรเวลาของตัวเองให้ดี แล้วเราจะมีเวลาเหลือ ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้อีกมาก”
“จารุวรรณ ชาญเดช” ประธานฝ่ายกิจกรรม กลุ่มจิตอาสาเพื่อเด็กและเยาวชน โครงการ กองทุนเวลาเพื่อสังคม ที่รับไม้ต่ออุดมการณ์จากผู้ก่อตั้ง มาบอกเล่าแนวคิดดีๆ ของพวกเขา
เพราะเชื่อว่า คนเรามีความสามารถที่แตกต่างกัน และอาจนำความสามารถนั้นมาช่วยเหลือผู้อื่นได้ ผ่านการใช้เวลาว่างในชีวิตประจำวันที่มีอยู่ ซึ่งหากคนจำนวนมากสละเวลาว่างของตัวเองมาคนละนิดละหน่อย ก็จะเกิดเป็น “พลังเวลา” ที่มีคุณค่ามหาศาล หนุนนำให้สังคมของเราแข็งแกร่งขึ้นมาได้
“หากวันนี้ทุกคนบริจาคเวลาว่างของตนอย่างน้อยเพียงเดือนละ 3 ชั่วโมง แล้วสามารถขยายไปอย่างน้อย 1,000,000 คน กองทุนฯ จะมีจำนวนเวลารวมถึง 3 ล้านชั่วโมงต่อเดือน ในการทำความดีเพื่อสังคมส่วนรวม ซึ่งสามารถทำให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น ลดภาระของภาครัฐได้ในระยะยาวและยังเป็นการแก้ไขปัญหาสังคมที่ยั่งยืน”
ดร.เกรียงศักดิ์ เคยเขียนไว้ในบทความของตน เพื่อสะท้อนพลังของ “เวลา” ที่สามารถสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับสังคมได้
ทว่าการเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการทำงานเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่กระแสซีเอสอาร์ยังไม่มี การทำดีเพื่อสังคมยังไม่ถูกกระตุ้น แม้แต่กิจการเพื่อสังคมก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในสยามประเทศ
พวกเขาจึงเริ่มจากใช้กิจกรรมเป็นตัวนำ ทำให้สังคมเห็น อย่างการทำ “โครงการ ปากแหว่งเพดานโหว่” ช่วยเหลือเด็กๆ ที่เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ให้มีชีวิตใหม่ โครงการน้ำดี ไม่ได้เริ่มจากเปิดรับบริจาค ระดมเงิน ระดมทุน เหมือนที่คุ้นเคยกัน ทว่าเป็นการระดมหมอและพยาบาลอาสาที่สละเวลาไปทำดีเพื่อสังคม สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่หมอที่งานรัดตัว ก็ยังมีเวลาว่างแบ่งไปช่วยสังคมได้
“เวลาเดียวกันโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เครื่องไม้เครื่องมืออาจยังไม่พร้อม เลยเป็นที่มาของการหาจิตอาสา ที่จะพาน้องเข้ามารักษาตัวในกรุงเทพ พอมาถึงก็มีจิตอาสาที่เปิดบ้านพักให้ มีจิตอาสาที่มารับช่วงต่อพาไปโรงพยาบาล จิตอาสาที่คอยดูแลระหว่างการพักฟื้น ตลอดจนส่งตัวน้องกลับบ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ต้องใช้เงินมากมายเลย และใครมีอะไรก็มาช่วย ที่สำคัญไม่ต้องเป็นลักษณะที่ หนึ่งคนแบกทุกอย่างหมด แต่ทุกคนมีส่วนมาช่วยกันได้”
ตัวอย่างวิธีคิดดีๆ ที่พวกเขาทำในวันเริ่มต้น เพื่อเปิดมุมมองบางอย่างให้กับสังคมไทย เชื่อมคนอยากให้มาเจอกับผู้ที่ต้องการรับ ถ่ายโอนความรู้ความสามารถของผู้เข้มแข็งกว่า มายังผู้อ่อนแอกว่า ด้วยการ "อุทิศเวลาว่าง" เพียงน้อยนิดมาทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม
วิธีการทำงานของกองทุนเวลา พวกเขาเริ่มจากสร้างระบบ หรือวิธีการ ที่จะให้อาสาสมัครแต่ละคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างสะดวกและเป็นไปตามความสนใจ โดยการใช้ช่องทางออนไลน์แจ้งกิจกรรมที่จะทำ ซึ่งหลากหลายตามความสนใจของผู้คน ขณะกิจกรรมอีกส่วนจะเป็นการนำเสนอจากเหล่าจิตอาสา และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ
กองทุนเวลาจะจัดระบบสารสนเทศ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเวลาและกิจกรรมที่อาสาสมัครแต่ละคนได้ทำงานช่วยเหลือสังคมผ่านกองทุนฯ แล้วทำการคำนวณออกมาเป็นหน่วยคะแนนที่สามารถนับได้ ระดับคะแนนสะสมที่อาสาสมัครแต่ละคนได้รับ จะถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดรางวัลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานเพื่อสังคมต่อไป และจูงใจให้คนอื่น ๆ อยากเข้ามาร่วมทำงานกับกองทุนฯ อย่างต่อเนื่อง
ตลอดจนการทำหน้าที่ในการจัดโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการอาสาสมัครไปช่วยงาน เช่น โครงการห้องสมุดสำหรับคนจน โครงการหนังสือมือสอง โครงการอ่านหนังสือลงแผ่นซีดีให้คนตาบอดฟัง โครงการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กในชุมชน การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพและครอบครัว การช่วยซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การสร้างสิ่งของถาวรให้แก่คนในชุมชน เหล่านี้เป็นต้น
เห็นภาพกันง่ายๆ ก็คือ กองทุนเวลา จะทำหน้าที่จับคู่ระหว่างผู้ขอรับความช่วยเหลือ กับผู้ให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการลดภาระการพึ่งพิงภาครัฐ ด้วยการรวมพลังของคนในสังคม
“ช่วงที่เกิดน้ำท่วม เราจัดกิจกรรมปั้นอีเอ็มบอล ตอนนั้นมีจิตอาสามาเยอะมาก เพราะเขาจะมาช่วงเวลาไหนก็ได้ สิ่งที่เห็นคือ ความเป็นครอบครัวเกิดขึ้นได้ในการทำเพื่อสังคม เพราะเขามากันทั้งครอบครัว ได้เห็นความรักความผูกพันในครอบครัว พ่อแม่ได้สอนลูกให้เป็นจิตอาสาตั้งแต่เด็ก ได้บอกลูกว่า ไม่ต้องรอให้เขาทำงานมีเงินก่อน แต่วันนี้ก็สามารถทำเพื่อสังคมได้ เด็กๆ ก็ภูมิใจ ฉะนั้นการทำเพื่อสังคมไม่ใช่แค่สังคมที่ได้ แต่ตัวเขาและครอบครัวก็ได้ด้วย” เธอบอก
ในอดีต การทำเพื่อสังคมอาจต้องใช้เวลาอธิบายกันนาน แต่ในวันนี้ ใครๆ ก็อยากประกาศตัวมาทำความดีกันทั้งนั้น โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ ที่ใส่ใจเรื่อง “ภาพลักษณ์” เราเลยได้เห็นโครงการซีเอสอาร์มากมาย ที่หลายครั้งพบว่าเป็นแค่ “ฉากหน้า” ถือป้าย ถ่ายรูป จบข่าว! โดยที่ไม่ได้สร้างให้พนักงานเป็นจิตอาสาจากส่วนลึกข้างในด้วยซ้ำ
“ทำแบบนี้ไม่ยั่งยืน เราเลยบอกว่าเอาแบบนี้ไหม บริษัทก็เองอยากมีพนักงานจิตอาสา อย่างนั้นลองหมุนเวียนส่งมาที่กองทุนฯ ไม่ต้องทุกคนหรอก แค่แผนกละ 2-3 คนก็พอ แบบนี้จะไม่มีข้ออ้างแล้วว่า บริษัทเล็กๆ กำไรไม่ขึ้น หรือคนน้อย จะไปทำจิตอาสาอะไรไม่ได้ แล้วเราจะสร้างพนักงานกลุ่มนี้ขึ้นมา คนที่มีจิตอาสาจากข้างใน ให้เขาไปขยายผลต่อในองค์กร”
ทำไมพนักงานจิตอาสา ถึงสำคัญกับองค์กร เธอยกตัวอย่างว่า สังเกตดูหลายกติกา หลายกฎระเบียบในองค์กรมีไว้ให้พนักงานเดินตาม แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะเดินตามด้วยความเต็มใจ ที่ทำไปเพราะถูกบังคับกันทั้งนั้น แต่ทว่าพนักงานที่มีใจอาสา เขาจะทำสิ่งเหล่านั้นเองโดยไม่มีใครบังคับ กฎระเบียบขององค์กรไม่ได้ผลักใจเขา แต่ใจเขาต่างหากที่ผลักให้ทำ
“อย่างโครงการ 5 ส. ที่อยากให้เกิดความสะอาดหูสะอาดตาในที่ทำงาน ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง รณรงค์ทีก็ทำที แต่ถ้าพนักงานมีจิตอาสา เขาจะทำโต๊ะเขา แล้วก็โต๊ะของเพื่อน ของทั้งแผนก และยังข้ามไปแผนกอื่นอีก เพราะเขารู้ดีว่า ถ้ามีความสกปรกในแผนกของเขา มันจะมีผลต่อภาพรวมขององค์กร.. นี่คือจิตอาสา”
การมีพนักงานจิตอาสา จึงไม่ได้แค่สร้างภาพลักษณ์สวยๆ ให้บริษัท ทว่า ยังตีกลับมาเป็นการทำงานที่ดี ทุ่มเทกับองค์กร ลูกค้า และสังคม ซึ่งผลสุดท้ายก็คือ “กำไรที่ยั่งยืน” ที่จะคืนสู่บริษัทในที่สุด
“ขอเพียงคนในสังคม เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องเวลากันใหม่ จากที่เราชอบบอกว่า ไม่มีเวลา ที่จริงอาจเป็นวัฒนธรรมของเราที่ไม่ค่อยมีวินัย พอไม่มีวินัย ก็เลยจัดสรรตัวเองไมได้ จึงบอกว่า ไม่มีเวลา ซึ่งหากสามารถปลดล็อกตรงนี้ได้ เชื่อว่า จะมีพลังของคนที่ใช้เวลาไปช่วยเหลือสังคมได้อีกมาก”
พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ‘ทำดีได้ ไม่ต้องใช้เงิน’ และไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็น “ข้อจำกัด” เพราะสิ่งที่สังคมรอคอยจากเรานั้นก็แค่ “เวลา” การให้ที่ไม่ต้องลงทุนและไม่ได้สูญเปล่า
เพราะแค่ให้ “เวลา” ก็ได้ “ความสุข”









