วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สถาบันชี้หุ้นไทยไร้ฟองสบู่

บลจ.กรุงไทย มองหุ้นไทยไม่ถึงขึ้นฟองสบู่ เชื่อตลาดหลักทรัพย์มีมาตรการดูแลหุ้นเก็งกำไรได้ ชี้ดัชนีหุ้นผันผวนแร

บลจ.กรุงไทย” มองหุ้นไทยไม่ถึงขึ้นฟองสบู่ เชื่อตลาดหลักทรัพย์มีมาตรการดูแลหุ้นเก็งกำไรได้ ชี้ดัชนีหุ้นผันผวนแรง เพราะอยู่ระหว่างปรับฐานแต่ไม่แรง ส่วน "ชัย โสภณพนิช" ประเมินดัชนีหุ้นไทยปีหน้า 1700 จุด ด้านโบรกเกอร์เตือนต.ค.นี้ผันผวนหนัก เหตุปัจจัยต่างประเทศกดดันต่อเนื่อง

นายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการผู้บริหารสายจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หากมองปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าถือว่ายังมีแนวโน้มที่ดีหลังการเมืองนิ่ง ภาครัฐมีแผนขับเคลื่อนประเทศที่ชัดเจนเศรษฐกิจในปีหน้าก็มีแนวโน้มเติบโตที่ดีโดยบริษัทคาดว่าจะโตประมาณ 5% และมองเป้าหมายดัชนีในปีหน้าที่ประมาณ 1,680 จุด ที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ในปีหน้าประมาณ 14 - 15 เท่า

การที่ตลาดหุ้นไทยปรับฐานและผันผวนในช่วงนี้เป็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลักแต่ก็เชื่อว่าตลาดจะไม่ปรับฐานแรงที่ระดับ 1,550 จุด นี้ก็น่าจะรับเอาไว้อยู่ โดยนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเองก็อาจจะใช้เป็นจังหวะในการปรับพอร์ตหลังจากที่ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาก็ปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องเช่นกันตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา จนราคาหุ้นบางตัวเริ่มเต็มมูลค่าก็อาจจะมีการปรับพอร์ตกันบ้าง แต่เงินลงทุนในกองทุนประหยัดภาษีคงจะมีทยอยเข้ามาลงทุนเรื่อยๆ เพราะในช่วงต้นปีที่สถานการณ์ในประเทศไม่ดีนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่ก็กลัวและยังไม่ได้เข้าลงทุนรอจังหวะให้ตลาดปรับฐานอยู่ ดังนั้นเมื่อตลาดย่อตัวก็จะมีแรงซื้อเข้ามาจากนักลงทุนกลุ่มนี้ด้วยเช่นกันที่จะสนับสนุนตลาดเอาไว้อยู่

“ในส่วนของหุ้นเล็กหลายตัวราคาขึ้นมาเร็วและแรงเกินไป ก็คงต้องปรับตัวบ้าง แต่คงไม่ถึงกับเรียกว่าสบู่แตก เพราะเชื่อว่ายังมีกลุ่มนักลงทุนส่วนหนึ่งที่สนใจลงทุนจัดพอร์ตในหุ้นขนาดกลางและเล็กเช่นกันที่พร้อมจะเข้าลงทุนแต่คงต้องดูพื้นฐานประกอบด้วย และตลาดหลักทรัพย์ก็คอยกำกับดูอยู่ระดับหนึ่งแล้ว ถ้าร้อนแรงเกินก็จะต้องเข้าเกณฑ์แคช บาลานซ์ ช่วยในระดับหนึ่ง ช่วง 2 วันนี้ตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวนแต่หุ้นมองระยะยาวก็ยังลงทุนได้และอยากให้นักลงทุนมองการลงทุนในภาพระยะยาวมากกว่า การที่ตลาดปรับลงแล้วไปขายโดยมองระยะสั้นอาจทำให้เสียโอกาสในการลงทุนไปได้เช่นกันเพราะหากมองพื้นฐานของไทยก็ยังดีอยู่”

นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัทกรุงเทพประกันภัย กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปถึง 1,600 จุดในสัปดาห์ก่อน แต่ยังมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ แต่อาจจะมีปัญหาจากต่างประเทศที่กระทบกับการส่งออกของไทย ในส่วนของบริษัทไม่มีแผนที่จะปรับพอร์ตการลงทุนแต่อย่างใด เนื่องจากมีนโยบายการลงทุนในระยะยาว หรือถือไว้อย่างน้อย 4-5 ปี นอกจากจะมีข้อมูลที่ทำให้ต้องขายออก

“การกำไรแค่ 10% เรามองว่ายังไม่คุ้ม อย่างน้อยต้อง 20-25% โดยเราจะลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี แม้ราคาในช่วงสั้นอาจจะตกลงไปบ้าง 10-15% เราก็ไม่กังวล ขณะที่การลงทุนเราจะกระจายไปหลายๆ อุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่ยังไปได้เช่นวัสดุก่อสร้าง การคมนาคมขนส่ง ที่ได้ผลดีจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือกลุ่มโรงแรมยังมีแนวโน้มที่ดี”

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยในระดับ 1,500-1,600 จุดยังเป็นระดับที่เหมาะสม แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาคาดว่าจะส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงปลายปีนี้ไปถึงปี 2558 แม้ว่าในช่วง 1-2 วันนี้ต่างชาติยังเทขายหุ้นไทยอยู่ แต่ยังซื้อสุทธิ สะท้อนว่าต่างชาติยังให้ความสนใจหุ้นไทยอยู่ โดยมองว่าในช่วงสั้นอาจเห็นนักลงทุนสถาบันขายออก แต่เชื่อว่ารายย่อยจะเข้าซื้อ ในส่วนของบริษัทยังคงเข้าซื้อหุ้นในปีนี้และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเป็น 60% ของพอร์ต

“ผลประกอบการไตรมาส 3 จะประกาศในเดือนพ.ย. ตัวเลขอาจจะยังไม่ค่อยดี แต่ก็ดีกว่าไตรมาส 2 แน่นอนและจะไปชัดเจนปีหน้า นักลงทุนสถาบันอาจจะเทขาย แต่รายย่อยยังคงเข้าซื้อเพราะซื้อตามความรู้สึกว่ามันน่าจะดี และอาจจะมีแรงซื้อกลับมาหลังประกาศงบ หรือปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า และอาจเห็นดัชนีปรับเพิ่มไปถึง 1,700 จุดได้ในปีหน้า”

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่าภาพการลงทุนในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าดัชนี หุ้นไทยจะเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นจากเดือนก่อน เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดีจากสัญญาณเม็ดเงินต่างชาติยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มองว่าดัชนีหุ้นอยู่เพียงแค่ช่วงพักฐาน ไม่ได้เป็นขาลงของตลาดหุ้นแต่อย่างใด ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC)

สำหรับภาพรวมดัชนีหุ้นไทยในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.87% ขณะที่การลงทุนของนักลงทุนสถาบันมียอดซื้อสุทธิ 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 9.57 พันล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2.72 พันล้านบาท