แบงก์ชาติเผยตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.ชะลอตัว จากทั้งอุปสงค์ในและตปท. คาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเห็นผลปีหน้า
เสี่ยงจีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 1.5% ชี้เบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้าเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญฟื้นตัว “วีเชฟ” อาจล่าช้า แต่มองแนวโน้มยังฟื้นตัวได้ ขณะดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจลด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)จะพิจารณาในวันนี้ จะเห็นผลในปีหน้า ขณะที่ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐจะส่งผลให้เศรษฐกิจปีนี้โตต่ำกว่าเป้าที่ 1.5%
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน กล่าวการแถลงภาวะเศรษฐกิจเดือนส.ค. ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เตรียมนำเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (1 ต.ค.) คงต้องรอดูรายละเอียดว่ามีอะไรบ้าง
"กรอบกว้างๆ ที่รัฐบาลเคยระบุไว้ว่าจะเป็นลักษณะของการซ่อม สร้าง และจ้างงานนั้น ในความเห็นส่วนตัวแล้วมองว่า ในปีนี้อาจจะยังไม่เห็นผลดีจากมาตรการดังกล่าว แต่จะไปเห็นผลในปีหน้ามากกว่า"
สำหรับภาวะเศรษฐกิจเดือนในส.ค. 2557 โดยภาพรวมหดตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยเป็นผลจากภาคการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐที่ยังชะลอตัว ซึ่งแม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังชะลอตัว แต่เชื่อว่าระยะต่อไปแล้วเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ลงทุนที่ยังออกมาดี เพียงแต่การฟื้นตัวอาจล่าช้าออกไปบ้าง
“มองไปข้างหน้ายังมีปัจจัยบวกต่อการบริโภค โดยเฉพาะรายได้นอกภาคเกษตรที่ยังดีและเป็นส่วนสนับสนุน ขณะที่การจ้างงานก็ยังดี เพียงแต่การฟื้นตัวแบบ “วีเชฟ” ก็อาจจะไม่แรงแบบที่เคยประเมินเอาไว้”นางรุ่งกล่าว
นอกจากนี้ นางรุ่ง ยังกล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องปกติที่ช่วงแรกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตัวเลขที่ออกมาอาจจะยังไม่นิ่ง โดยมีทั้งดีขึ้นหรือหดตัวลงบ้าง ซึ่งไม่ควรกังวลมากเกินไป เพราะเมื่อการฟื้นตัวมีความชัดเจน โดยเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดแล้วตัวเลขก็จะออกมาดีขึ้นในทุกเดือน
เบิกจ่ายรัฐล่าช้าเสี่ยงฉุดศก.ต่ำ1.5%
สำหรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ธปท. ยังคงประมาณการไว้ที่ 1.5% แต่ยอมรับว่า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่ำกว่า 1.5% มีมากกว่าโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 1.5%
“ยอมรับว่าการเบิกจ่ายภาครัฐ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจอาจเติบโตได้ต่ำกว่า 1.5% หากการเบิกจ่ายภาครัฐไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ โดยเราประเมินการเบิกจ่ายภาครัฐไว้ที่ 91.4%”นางรุ่งตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่า การเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้หรือไม่
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค.ที่ผ่านมา การบริโภคภาคเอกชน ยังคงอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับช่วง 2-3 เดือนก่อนที่เร่งตัวขึ้นมากจากสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนขึ้นและปัจจัยชั่วคราว เช่น เทศกาลฟุตบอลโลก โดยการชะลอตัวมาจากการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนทรงตัวต่อเนื่อง
“ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนส.ค. ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า”นางรุ่งกล่าว
เชื่อแนวโน้มบริโภคดีขึ้น
แนวโน้มการบริโภคระยะต่อไป เชื่อว่า ยังน่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง โดยได้ปัจจัยหนุนจากรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง จากการจ้างงานในภาคการผลิตและบริการที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับความเชื่อมั่นต่อรายได้ในอนาคตที่อยู่ในเกณฑ์ดี
นางรุ่งกล่าวว่า แม้แนวโน้มการบริโภคน่าจะยังฟื้นตัวได้ดี แต่การบริโภคโดยรวมน่าจะยังต่ำกว่าเกณฑ์ปกติไปอีกระยะ จากการใช้จ่ายในสินค้าคงทนที่เร่งไปมากในช่วงก่อน นอกจากนี้กำลังซื้อของครัวเรือนภาคเกษตรยังมีความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ
ลงทุนภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวแบบไม่ต่อเนื่องและยังไม่กระจายตัวในทุกภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุปสงค์โดยรวมยังต่ำกว่าระดับปกติ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า และหลายอุตสาหกรรมยังมีกำลังการผลิตเพียงพอ ธุรกิจจึงลงทุนเพียงเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเป็นหลัก
ขณะที่การลงทุนก่อสร้างที่ปรับดีขึ้นในช่วงก่อนหน้าก็ค่อนข้างทรงตัวในเดือนนี้ โดยดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในเดือนส.ค. หดตัว 5.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ หดตัว 1.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
“ระยะข้างหน้า การลงทุนภาคเอกชนยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน สะท้อนจากการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่ทยอยอนุมัติต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียอดอนุมัติไปแล้ว 47%”
แรงกระตุ้นจากภาครัฐยังแผ่ว
สำหรับการใช้จ่ายของภาครัฐ แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากส่วนนี้ยังแผ่วลง หลังจากภาครัฐใช้จ่ายได้มากขึ้นในช่วงก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายภาครัฐลดลงทั้งการซื้อสินค้าและบริการ ขณะที่การลงทุนยังทำได้ค่อนข้างช้า ส่วนรายได้นำส่งลดลง สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า และปัจจุบันยังอยู่ระยะเริ่มต้นของการฟื้นตัว
ด้านอุปสงค์ต่างประเทศ โดยรวมยังอ่อนแอเกือบทุกตลาด ทำให้การส่งออกของไทยหลังปรับฤดูกาลหดตัวจากเดือนก่อน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมี และแม้ว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวได้ตามวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมดังกล่าวในตลาดโลก แต่การส่งออกของไทยเติบโตได้ต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง จากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่สามารถตอบสนองต่อรสนิยมของตลาดได้เท่าที่ควร
“ส่งออกเดือนส.ค.เราติดลบไป 6.6% แต่ถ้าหักทองคำจะเหลือติดลบ 1.9% โดยเป็นการชะลอในเกือบทุกตลาดที่เราส่งออกไป ยกเว้นกลุ่ม ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) ที่ยังเติบโตได้อยู่”
‘นำเข้า-ส่งออก’ ยังหดตัว
ส่วนการนำเข้าเดือนส.ค.หดตัว 8.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าอุปโภคบริโภค ยานยนต์ และชิ้นส่วนที่ลดลง
อุปสงค์ในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการสะสมสินค้าคงคลังเพื่อเตรียมการส่งออก ประกอบกับโรงกลั่นปิโตรเลียมเริ่มกลับมาเปิดดำเนินการตามปกติ ทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวจากเดือนก่อน
ท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว
สำหรับภาคการท่องเที่ยว เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามการทยอยกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เริ่มมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมืองไทยและเป็นกลุ่มที่สามารถปรับแผนการเดินทางได้ค่อนข้างเร็ว อย่างไรก็ตามหลายประเทศยังคงระดับคำเตือนประชาชนในการเดินทางมาประเทศไทย ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้แบบค่อยเป็นค่อยไป และในเดือนนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงต่ำกว่าระดับปกติ
ส่วนรายได้เกษตรกร อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการบริโภคของครัวเรือนต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำจากยางพาราที่สต็อกโลกยังคงสูง ประกอบกับอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอตัว อย่างไรก็ตาม การชะลอการระบายสต็อกข้าวของทางการ รวมทั้งความต้องการข้าวและกุ้งในตลาดโลกที่มากขึ้น ช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ปรับลดลงไปอีก ด้านผลผลิตสินค้าเกษตรลดลงจากเดือนก่อนตามผลผลิตมันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันที่ลดลงมากเป็นสำคัญ
ดัชนีเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลง
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนส.ค.ที่ 49.1 ลดลงจาก 49.6 ในเดือน ก.ค. โดยยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นด้านการผลิตการจ้างงาน และคำสั่งซื้อ เนื่องจากยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งสำรวจในเดือนส.ค.อยู่ที่ 55.9 จาก 56.1 ที่สำรวจเมื่อเดือนก.ค. โดยผู้ประกอบการทั้งในภาคอุตสาหกรรม และภาคที่มิใช่อุตสาหกรรม ประเมินว่า ภาวะธุรกิจโดยรวมจะปรับดีขึ้นจากปัจจุบัน สะท้อนจากค่าดัชนีที่อยู่สูงกว่า 50







