(สัมภาษณ์) "ซีพีเอฟ"แนะหาประโยชน์ เชื่อมฐานผลิต-ส่งออกเออีซี
ปี 2558 ชาติสมาชิกอาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีอย่างสมบูรณ์แบบ หลากหลายธุรกิจพยายามมองหาตลาดที่กว้างขวางขึ้น ซีพีเอฟ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหาร มองถึงทิศทางของเออีซีรวมทั้งแนะนำกลยุทธ์ธุรกิจไทยและการขยับของซีพีเอฟที่ฝังรากลึกในพื้นที่อาเซียนมานาน
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในปี 58 ที่ไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี นั้นจะส่งผลเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ เป็นไปในทิศทางบวกอย่างแน่นอน แต่การที่ประเทศต่างๆจะได้ประโยชน์และโอกาสมากแค่ไหนนั้น จะขึ้นอยู่กับจุดอ่อนและจุดแข็งของประเทศนั้นๆ
กรณีของไทยตามที่ธนาคารโลกออกมา ระบุว่าเศรษฐกิจของไทยยังเติบโตช้ามีอัตราการขยายตัวเพียง 1 % และการส่งออกยังลดลง นั้น โอกาสที่เติบโตหลังรวมเป็นเออีซีแล้ว จะน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย
“ การสร้างเน็ตเวิร์คเชื่อมโยงเครือข่าย ผนึกกำลัง กันจะทำให้เราเข้มแข็งยิ่งขึ้น อย่างถนนสีลมที่เป็นสองเลน มีคนพลุ่งพล่าน การใช้จ่ายก็จะมากกว่าถนนสาทรที่แม้จะเป็นย่านธุรกิจเหมือนกัน แต่ถนนที่ไม่เชื่อมโยงกันทำให้การติดต่อค้าขายยาก ในขณะที่ฮ่องกงที่เชื่อมอาคารต่างๆเข้าด้วยกันทำให้การติดต่อค้าขายง่ายขึ้น ดังนั้นไทยควรจะหาประโยชน์จากการเชื่อมโยงกลุ่มเออีซีครั้งนี้ด้วย “
หากดูทำเลประเทศไทย จะมีการเชื่อมโยงทางบก กับประเทศอาเซียนมากถึง 6 ประเทศ โดยภาคตะวันออกของไทยเชื่อมกับลาว กัมพูชา และเวียดนาม ตะวันตก เชื่อมกับพม่า ทางใต้เชื่อมมาเลเซียและสิงคโปร์ ขาดเพียง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และบรูไนเท่านั้น เนื่องจากมีสภาพเป็นเกาะ ซึ่งไทยถือว่าเป็นเซ็นเตอร์ที่ดีมาก การเชื่อมโยงกับประเทศอาเซียนดังกล่าว ยังสามารถมองทะลุไปถึงการเชื่อมโยงกับประเทศจีนตอนใต้ ที่มีศักยภาพการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสูงมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นโอกาสของไทยในทุกด้าน ทั้งเกษตร อาหาร อุตสาหกรรม โดยให้อาเซียนเป็นฐานการส่งออกเชื่อมโยงการลงทุน Re- export
ในส่วนของซีพีเอฟ ขณะนี้มีการลงทุนในอาเซียนไปแล้ว ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา ขณะที่สิงคโปร์ใช้เป็นฐานการค้า ขาดเพียงอินโดนีเซีย พม่า และบรูไน ที่มีการลงทุนในนามของเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลยุทธ์ในการบุกตลาดอาเซียนนั้น ซีพีเอฟจะใช้วิธีการเข้าไปลงทุน ผลิตและขายในประเทศนั้น ซึ่งน่าจะดีกว่าการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยโดยตรง โดยใช้การลงทุนในไทยเป็นต้นแบบ
ทั้งนี้ประเทศที่มีการลงทุนเต็มรูปแบบไปแล้ว คือ เวียดนาม ซึ่งซีพีเอฟ เข้าไปลงทุนมานานกว่า 20 ปี เริ่มจากโรงงานอาหารสัตว์บก ไก่ สุกร ตามด้วย กุ้ง ปลา โรงงานแปรรูป จากประชากรที่มีการถึง 90 ล้านคน ทำให้มีสัดส่วนสูงถึง 16 % ในขณะที่ฟิลิปปินส์ มีโอกาสเติบโตสูงมาก เนื่องจากมีประชากรมากถึง 100 ล้านคนมีแนวโน้มการบริโภคสูงมาก ซีพีเอฟจึงทุ่มเงินกว่า 8,000 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์บก น้ำและปลา ส่วนมาเลเซียที่แม้จะเป็นตลาดไม่ใหญ่แต่ซีพีเอฟได้เข้าไปลงทุนไว้นานแล้ว เช่นเดียวกับ ลาว กัมพูชา ที่กำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซีพีเอฟเข้าไปลงทุนมานานกว่า 17 ปี
ส่วนการลงทุนกลุ่มนอกอาเซียนนั้น ซีพีเอฟ จะใช้วิธีการเข้าไปซื้อธุรกิจ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าต้นปีหน้าจะสามารถเซ็นสัญญาได้กับบริษัทในสหภาพสภาพยุโรป ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา ธุรกิจเหล่านี้แม้จะใช้เงินมากแต่ส่งผลให้ซีพีเอฟเติบโตได้เร็ว นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังเข้าไปลงทุนในแทนซาเนีย เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเพื่อปูทางการลงทุนประเทศอื่นๆในแอฟริกา
ครึ่งปีแรกปีนี้ซีพีเอฟมีกำไร 5,500 - 5,600 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 100 % เป็นผลมาจากความต้องการอาหารเนื้อสัตว์ปรับตัวเพิ่มขึ้น ยกเว้นกุ้งที่แม้ความต้องการมีมาก แต่ผลผลิตยังมีน้อย ซึ่งยังขาดทุน
ภาพรวมแล้วคาดว่าปีนี้ซีพีเอฟจะมียอดขายรวม 4.3 - 4.5 แสนล้านบาท ตามสัดส่วน 58 % เป็นยอดขายที่ได้จากการลงทุนในต่างประเทศ 13 ประเทศ 36 % เป็นยอดขายในประเทศ และ 6 % เป็นรายได้จากการส่งออกสินค้าจากไทย
ตามเป้าหมายซีพีเอฟจะต้องเติบโตปีละ 10 % รายได้ของซีพีเอฟส่วนใหญ่มาจากธุรกิจด้านอาหารสัตว์ 50 % ฟาร์ม 38 % และอาหาร 12 % ในอนาคตสัดส่วนเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนเป็น อาหารสัตว์ลดลงเหลือ 40-45 % ฟาร์ม 35 %และอาหารจะเพิ่มเป็น15%









